การวางอารมณ์ของจิต




          พระพุทธองค์ทรงเมตตาตรัสสอนไว้ เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๗ ส.ค. ๒๕๓๖ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จงวางอารมณ์ของจิตให้ดี ๆ อย่าร้อนรนเกินไป และอย่าเฉื่อยชาจนเกินไป อย่าฝืนอารมณ์ ดูอำนาจของกิเลสมารที่จูงอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี ๆ จักด้วยโมหะ - โทสะ-ราคะ เจ้าจักต้องกำหนดรู้ในอารมณ์นั้น ๆ แล้วหมั่น ยกกรรมฐานแก้จริต มาใช้ให้เกิดความชำนาญขึ้นตามลำดับ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ประดุจบุรุษผู้ทำงานช่างกลึงเหล็ก ใหม่ ๆ ก็หาความชำนาญมิได้ ต้องอดต้องทนฝึกฝนทำไปจนกระทั่งได้เหล็กตามขนาดที่ต้องการ ตถาคตกล่าวถึงช่างกลึงเหล็กโบราณ ที่ต้องหลอมเหล็กในเตาเผา แล้วนำมาตีให้ได้ขนาด ซึ่งมีแต่ความร้อนอบอวลอยู่หน้าเตา ทำให้ต้องมีความอดทนสูง พวกเจ้าต่อสู้กับอารมณ์ที่เป็นกิเลสก็เช่นกัน โมหะ-โทสะ-ราคะ ล้วนเป็นไฟที่เผาไหม้อารมณ์จิตอยู่เฉพาะหน้าเช่นกัน ถ้าหากไม่ใช้ความอดทนแล้วไซร้ การต่อสู้ กับอารมณ์ย่อมยากที่จักสำเร็จได้ (เห็นภาพชายเปลือยอกยืนอยู่หน้าเตาเผา ใช้คีมคีบเหล็กออกมาตี เหงื่อไหลไคลหยด ตีแล้วพอเหล็กเย็น ก็แหย่เข้าไปในเตาไฟใหม่ พอเหล็กแดงสุกก็นำออกมาตีใหม่) ทรงตรัสว่า

          ๒. เจ้าเห็นอะไรหรือ ตอบว่า เห็นความแดงของเหล็ก ทรงตรัสว่า ต้องแดงโชนถึงปานนั้น เขาจึงตีได้ในแต่ละครั้ง กิเลสก็เช่นกัน ต้องดูให้รู้ว่ามีกำลังกล้า กล่าวคือ รู้ทุกครั้งที่ไฟโมหะ-โทสะ-ราคะ เข้ามากวนจิตให้เกิดอารมณ์ร้อนแรงก็กำหนดเอากรรมฐานแก้ตีอารมณ์กิเลสให้เยือกเย็นลง ต้องอดทนต่อสู้ไปเรื่อย ๆ เหมือนช่างกลึงตีเหล็กด้วยความอดทน จนกว่าจะได้ขนาด

          ๓. ใจร้อนก็ไม่ได้ ใจเย็นมากเกินไป คือ ประมาทกิเลสมากเกินไปก็ไม่ได้ ต้องวัดกำลังใจ ปฏิบัติให้ได้ระดับมัชฌิมาปฏิปทา จึงจักพอดี

          ๔. หมั่นตรวจตราศีลให้ดี ๆ ศีลมีกำลังเท่าไหร่สมาธิ-ปัญญา ก็มีกำลังเท่านั้น

               ๔.๑ การคิดล่วงละเมิดศีลเป็นอารมณ์ที่ถูกกิเลสเข้าครอบงำ จักให้เข้าใจศีลและรักษาศีลให้บริสุทธิ์มากขึ้น ก็จงหมั่นพิจารณาหากรรมฐานที่คุมการคิดละเมิดศีลนั้นๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ในกรณี อยากล่วงละเมิดเสพกาม ต้นเหตุมาจากราคะจริต ก็ยกเอากายคตา-อสุภะ และมรณานัสสติขึ้นมาคุมศีลข้อนี้

               ๔.๒ อยากฆ่าสัตว์ให้ตายหรือมนุษย์ให้ตาย ต้นเหตุมาจากโทสะจริต ก็ยกเอาพรหมวิหาร ๔ ขึ้นมาคุมศีลข้อนี้

               ๔.๓ อยากถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ ต้นเหตุจากความโลภหรือราคะ อยากได้ตัวเดียวกัน ก็คุมพรหมวิหาร ๔ เมตตาจิตตนเองเป็นหลักใหญ่ พิจารณาให้เห็นโทษของจิตที่ได้รับผลกรรม อันจักตอบสนองต่อไปในอนาคตชาติ และนึกถึงทานการให้ อันซึ่งจักสละความโลภเหล่านี้ลงเสีย มรณานัสสติกำหนดไว้ให้มั่นคง กายคตาและอสุภะพิจารณาเข้าไว้ ร่างกายหวังอะไรมิได้ มีความตายไปในที่สุด จักไปโลภมุ่งหวังเอาทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งได้มาโดยมิชอบธรรม เพื่อประโยชน์อันใดคิดถึงร่างกายจักตายเสียอย่างเดียว ตัวโลภหรือราคะก็จักเบาบาง คุมศีลข้อนี้ได้ไม่ยากเย็น

               ๔.๔ การพูดปดโอ้อวดก็ดี ด่าทอด้วยคำหยาบก็ดี เสียดสีเพ้อเจ้อก็ดี จัดว่าเป็นอารมณ์หลง คือ ล่วงละเมิด วจีกรรม มโนกรรม ยังยึดผิดคิดว่าดี เป็นมิจฉาทิฏฐิที่ขาดปัญญาใคร่ครวญ

          จุดนี้ต้องตั้งมั่นในอานาปานัสสติ กับกรรมบถสิบ ข้อ วจีกรรม เพื่อให้สติตั้งมั่นทรงตัว มีสัมปชัญญะ กำหนดรู้เข้าไว้จักพูดจาอันใดออกไป ต้องใคร่ครวญถึงผลดีผลเสียที่จักกระทบบุคคลภายนอก หรือทำให้สะท้อนกลับเข้ามาเป็นผลดีผลเสียให้กับตนเองเสียก่อน อานาปานัสสติเป็นหลักใหญ่ที่จักทำให้จิตมีกำลัง ทำให้สติสัมปชัญญะทรงตัว สามารถรู้อารมณ์ของจิตให้ถ่องแท้ตามความเป็นจริงได้

          ๕. เมื่อการรักษาศีลมีกำลังสูง อารมณ์โมหะ-โทสะ-ราคะที่เป็นต้นเหตุให้อยากละเมิดศีล ทั้ง ๓ ระดับ คือไม่ล่วงละเมิดตนเองด้วย ไม่ชักชวนให้ผู้อื่นล่วงละเมิดด้วย และไม่ยินดีด้วยเมื่อมีการละเมิดศีลแล้ว การไม่ละเมิดนี้หมายถึง การรักษาศีลโดยละเอียด คือ ทางด้านวาจาและมโนกรรม อันหมดความเบียดเบียนทั้งตนเองด้วย ทั้งบุคคลอื่นด้วย เป็นวิมุติศีลอันเข้าถึงกำลังของพระอรหัตผลในที่สุด

          ๖. อย่าทิ้งการใคร่ครวญศีล ย้อนไปย้อนมา พิจารณาให้ละเอียดตามลำดับ สมาธิ – ปัญญา ก็จักละเอียดขึ้นตามไปด้วย มรรคผลนิพพานก็ได้ไม่ยาก

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่