พระธรรม

ในเดือน...สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๙. เรื่องของเวลาในแต่ละมิติแตกต่างกันมาก โลกมนุษย์สั้นที่สุด เวลาของสวรรค์ ๖ ชั้นก็แตกต่างกัน ของพรหมก็นานมาก แต่บนพระนิพพานไม่มีเวลา มีรายละเอียดอยู่มาก เวลาทางธรรม มีแต่ขณะจิตเดียว มีแต่เดี๋ยวนี้ มีแต่ปัจจุบันธรรม มีรายละเอียดอยู่มาก ทั้งหมดในเรื่องของเวลาทรงตรัสสอนไว้แล้วทั้งสิ้น จึงไม่มีการทบทวนกันอีก เมื่อเข้าใจเรื่องเวลาแล้ว ก็ควรจะเข้าใจเรื่องอุปาทานขันธ์ ๕ ด้วย อารมณ์หลงยึดมั่นถือมั่นว่า ร่างกายหรือขันธ์ ๕ นี้เป็นเราเป็นของเรา ย่อมมีอยู่กับจิตของบุคคลทั่ว ๆ ไปที่ยังไม่ใช่พระอริยเจ้าเบื้องสูงอยู่เป็นธรรมดา

          เมื่อร่างกายตายไป แต่จิตยังไม่หมดอุปาทานขันธ์ ๕ ก็ต้องไปเสวยกรรมตามที่จิตทำไว้ ขอเน้นเฉพาะพวกที่จิตไปเสวยกรรมดีที่เป็นกุศล เช่น เป็นเทวดา นางฟ้า ซึ่งไม่มีขันธ์ ๕ หรือกายหยาบ จิตซึ่งไม่ตายเป็นอมตะ จึงมีความสุขมากในขณะนั้น เพราะไม่มีขันธ์ ๕ หรือกายหยาบ เมื่อขันธ์ ๕ ไม่มี ทุกขเวทนาของร่างกายก็ไม่มี จิตรับแต่ความสุขหรือสุขเวทนาแต่อย่างเดียว และในขณะนั้นหากมีผู้มาแนะนำการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น จิตจะยอมรับและตัดกิเลสได้รวดเร็วกว่าขณะที่ยังมีขันธ์ ๕ อยู่ในโลกมนุษย์มากมายนัก หากจิตดวงนั้นมีพื้นฐานของการปฏิบัติธรรมที่ดีมาก่อน ตอนที่ร่างกายหรือขันธ์ ๕ ยังมีชีวิตอยู่ จิตไม่มีเวลา จิตจึงสามารถบรรลุมรรคผลได้ในขณะจิตเดียวทั้งสิ้น ด้วยธัมโมอัปมาโณ

          เวลาสมมุติทางโลก ก็ยังไม่ตรงกันแต่ละจุดของโลก แม้นาฬิกา ๒ เรือนในบ้านเดียวกันก็ยังเดินกันไม่ตรงกัน นักปฏิบัติธรรม จึงจำเป็นต้องรู้เวลาทางธรรมว่าเป็นอย่างไร การปฏิบัติธรรมจะให้ได้ผล จิตต้องอยู่ในธรรมปัจจุบัน อย่ายุ่งกับอดีต อย่าสร้างอนาคตธรรม การบรรลุธรรมเขาบรรลุกันในขณะจิตเดียว และธรรมในพุทธศาสนาจริงเดี๋ยวนี้ จริงในขณะจิตนี้ จริงในปัจจุบันเท่านั้น หากไม่รู้เรื่องเวลาทางธรรมว่าคือขณะจิตเดียว ก็ยากที่จะพ้นทุกข์ได้

          สรุปว่าทุกครั้งที่ปฏิบัติต้องอยู่ในปัจจุบันธรรม และทำจิตให้ดีที่สุดเท่าที่จะพึงทำได้ ในขณะจิตนี้ เดี๋ยวนี้ ในปัจจุบันนี้เท่านั้น แล้วอย่างอื่นก็จะดีหมด

          ๑๐. การยอมรับกฎของธรรมดาจัดเป็นขั้น ๆ ไป ถ้าหากยอมรับกฎของกรรมเพียงตัวเดียว ก็เท่ากับยอมรับอริยสัจด้วย จิตก็จักเป็นสุขไม่ดิ้นรน ไม่น้อยใจในโชคชะตา เห็นกฎของกรรมเป็นธรรมดาไป นี้เป็นความถูกต้องของจิต แต่การยอมรับธรรมดาก็จัดเป็นขั้น ๆ ไป ให้วัดอารมณ์ของจิตที่ยอมรับธรรมดาให้ได้ทุก ๆ ขณะจิต ทุก ๆ สภาวะ แม้ถูกชม ถูกด่า ถูกกระทบกระทั่ง ไม่ว่าทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ต้องเอาให้จริง อย่าทำเป็นเหยาะแหยะ ๆ การปฏิบัติก็ไปไม่ถึงไหน

          - รักษากำลังจิตใจให้รักษาอารมณ์ใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ แล้วมองทุกอย่างตามความเป็นจริง ความขัดข้องขุ่นใจก็จักไม่มี

          - พยายามชำระระจิตอย่าให้ติดข้องอยู่กับโลกทั้งหมด แม้แต่ขันธโลกของตนเอง ก็จงอย่าติด

          - ให้เห็นขันธ์ ๕ เป็นโทษ เพราะต้องคอยดูแลรักษาประคบประหงมอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีขันธ์ ๕ เสียอย่างเดียวภาระเหล่านี้ก็ไม่มี

          - ถ้าไม่อยากมีขันธ์ ๕ พึงพิจารณาอริยสัจให้มาก เห็นทุกข์เห็นโทษเสียอย่างเดียว ความต้องการขันธ์ ๕ ก็จักไม่มีอยู่ในจิต ทำให้จริง ๆ ความหวังที่จักไปพระนิพพานก็อยู่แค่เอื้อมเท่านั้น

          - อย่าสนใจจริยาของผู้อื่น ใครเขาจักเป็นอย่างไรก็เรื่องของเขา เราเอาเขาไว้เป็นครู มองกำลังของตนเอง อย่าไปมองกำลังของคนอื่น

          - จิตเห็นจิตเป็นมรรค จิตส่งออกเป็นทุกข์

          - ให้มีสติระลึกเอาไว้เสมอว่า เราจักทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน

          - ดูเวทนาของร่างกายแล้ว จงอย่าเกาะในเวทนา การดูเวทนาให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ชีวิตนี้มีอยู่ย่อมมีเวทนาเป็นธรรมดา แล้วก็ย่อมมีทุกข์อยู่ในเวทนานั้น แต่จิตพึงสักเพียงแต่ว่ากำหนดรู้สักเพียงแต่ว่ารู้ สักเพียงแต่ว่าเห็น จงอย่าไปเกาะเอาเวทนานั้นมาเป็นเราเป็นของเรา เพราะเวทนานั้นไม่ใช่ของเรา ไม่มีในเรา มันเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ ต่างหาก

          - การรู้เวทนาแบบไม่ทุกข์ คือ รู้แบบสบาย ๆ ไม่มีความหนักใจ ไม่มีความกังวล ไม่มีความห่วง ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งปวง จิตเป็นสุข มีอารมณ์อิ่มเอิบอยู่เสมอ

          ๑๑. จงอย่าหวั่นไหวในกรรม ให้ฝึกฝนจิตใจให้ยอมรับในกฎของกรรมอยู่เสมอ ๆ

          - กฎของกรรมเป็นของเที่ยง และเป็นผลจากการกระทำของตนเองทั้งสิ้น จงพิจารณากฎของกรรมด้วยปัญญา รู้ตามความเป็นจริงแล้วจิตจักเป็นสุข

          - เห็นธรรมดาเสียอย่างเดียว จักรู้แจ้งในทุกข์หมดทุกอย่าง

          - เมื่อรู้ทุกข์ รู้ธรรมดา จิตก็จักไม่เกาะทุกข์ ไม่เกาะธรรมดานั้น ๆ

          ๑๒. เอาร่างกายเป็นครูสอนจิต เวลาที่ร่างกายทรุดโทรม ให้สำรวมจิตเอาไว้เสมอ อย่าประมาทในชีวิต ความตายอาจจักมาเยือนร่างกายได้ทุก ๆ ขณะจิต

          - ใคร ๆ ย่อมไม่รู้เรื่องร่างกายของตัวเราเองเท่ากับเรา แต่เราย่อมไม่รู้ถึงกฎของกรรมที่จักเข้ามาตัดรอนชีวิตเมื่อไหร่ ดังนั้น จงพยายามรวบรวมกำลังใจให้เข้มแข็งเข้าไว้เสมอ ด้วยความไม่ประมาท

          - ดูศีล สมาธิ ปัญญา อย่ามองอย่างอื่น งานการทำไปตามหน้าที่ อย่าไปห่วงใคร อย่าไปห่วงการงาน ให้ทำไปตามปกติ แต่พยายามชำระจิตให้พร้อมที่จักทิ้งการงานได้อย่างไม่มีเยื่อใย

          - จิตใจที่ฝึกทิ้งร่างกายก็เช่นกัน พยายามปล่อยวางร่างกายให้เป็นไปตามธรรมชาติ

          - จงดูแลร่างกายเพียงแต่หน้าที่เท่านั้น วางจิตให้พร้อม ปล่อยวางร่างกายตลอดเวลาด้วย

          - การเยียวยารักษาร่างกายจำเป็นต้องมี แต่ก็ดูให้สมควรแก่อัตภาพ ทำเท่าที่จักทำได้

          - ไม่ควรห่วงร่างกายให้มากจนเกินไป คิดแต่จักบำรุงร่างกายจนลืมรักษาจิตใจ จุดนี้สำคัญมาก ควรจักรักษาให้ดี

          - ทำใจให้สบาย ชำระจิตอย่าให้กังวลกับร่างกายให้มากจนเกินไป พิจารณาให้เห็นปกติธรรมของร่างกายให้มาก จิตจักได้ไม่เป็นทุกข์ไปกับร่างกาย

          - ระลึกเอาไว้เสมอว่า ตายแน่ แต่จงตั้งใจไปพระนิพพาน พยายามต่อสู้กับจิตที่ฝืนความเป็นจริงให้มาก ๆ

          - ยิ่งป่วย ยิ่งวัดกำลังใจในผลของการปฏิบัติได้ดี ให้อยู่กับพุทโธให้มาก ๆ แล้วทุกขเวทนาจักคลายลง

          - เอาร่างกายเป็นครูสอนจิตซิ อย่าท้อใจ ให้เห็นธรรมดาของร่างกายที่จักต้องเป็นเช่นนี้ มีมีใครสามารถห้ามร่างกายไม่ให้เป็นไปตามกฎของธรรมดาได้

          ๑๓. อย่าไปตั้งความปรารถนาจักทำอะไร ให้ทำไปตามความเหมาะสม เพราะการตั้งความปรารถย่อมพบกับความปรารถนาไม่สมหวังเป็นของธรรมดา เมื่อทำอะไรก็ตาม ให้ทำให้ดีที่สุดตามหน้าที่ แต่จงอย่าคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า ว่าจักต้องเป็นอย่างนั้น จักต้องเป็นอย่างนี้ เพราะนั่นเป็นตัณหาไปเสียแล้ว

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่