พระธรรม

ในเดือน...สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๒๐. อย่ามีจิตกังวลเรื่องราวของคนอื่น ให้พิจารณาปล่อยวางให้มากที่สุด แล้วอย่าไปวิจารณ์ว่าใครผิด ใครถูก เนื่องจากเหตุทั้งหมดเป็นเรื่องกฎของกรรม ในโลกนี้ถือผิด ถือถูก แต่ในทางธรรมมีแต่มาตามกรรม แล้วก็ไปตามกรรม คำว่าผิดหรือถูกไม่มี กฎของกรรมเป็นของเที่ยงเสมอ ระยะนี้พึงพิจารณาขันธ์ ๕ ให้มาก เพื่อจักได้มีความผ่องใสของจิต และควรจักหาเวลาพูดหรือถามปัญหากับท่านพระ.....ให้มาก โดยเฉพาะ เรื่องสิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่สมควรพูด เพราะท่านเป็นผู้มีความละเอียดพอ และแยกแยะได้ว่า ธรรมเหล่านี้จักแสดงกับใคร เมื่อไหร่ เหมาะสมหรือไม่ การแสดงธรรมที่ได้ผล คือ เหมาะกับกาลสมัย มิใช่รู้อะไรมาก็เล่าดะหรือพูดดะ โดยที่ไม่รู้ว่าผลจักออกมาเป็นอย่าไร ถือว่ารู้แล้วก็พูดไปเป็นพอใจแล้ว จึงเรียกการกระทำนี้ว่าเป็นผู้ไม่มีความคิดอันรอบคอบ (ทรงตรัสสอนเพื่อนผม เพราะอยู่ใกล้ชิดกับท่านพระ.....เป็นปกติเกือบจะทุกวัน)

          ๒๑. เรื่องการถวายสังฆทานเป็นปฏิภาคนิมิตกับรุกขเทวดามีจริง มีความสำคัญโดยย่อดังนี้ เพื่อนผมท่านเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อวันที่ ๑๖ ส.ค. ๒๕๔๒ มีต้นมะม่วงใหญ่ล้ม ต้นทองกวาวล้ม ท่านพระ.....กลัวต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้ตึกอำนวยการจะล้มบ้าง เพราะฝนตกมาก น้ำขังท่วมบริเวณนั้น และมีพายุพัดค่อนข้างแรง กิ่งพิ์อาจหักทับสายไฟได้ ท่านจึงขออนุญาตลิดกิ่งนั้นออก รุกขเทวดาท่านก็อนุญาต แต่ขอให้ผูกผ้า ๓ สี สีแดงบานเย็นอยู่บน ถัดมาเป็นสีเหลือง สีเขียวตามลำดับ สำหรับต้นโพธิ์ ถ้าเป็นไม้อื่นไม่ต้องเอาสีแดงบานเย็นอยู่บน ให้จุดธูปบอกท่านก่อน แล้วจะตัดกิ่งไหนให้ผูกผ้า ๓ สีไว้ที่โคนกิ่งนั้น แล้วพรมด้วยน้ำอบไทย พระท่านให้ถวายสังฆทานแก่รุกขเทวดาทั้งหมด ๙๗ องค์ ที่จักเดือดร้อนเพราะถูกลิดกิ่ง ให้ท่านพระ.....นำเงินที่จักถวายสังฆทานไปจบบอกที่ใต้ต้นโพธิ์ ขอให้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ทิศที่ต้นโพธิอยู่ท่านท้าวะตรฐคุม ขอให้ท่านทั้งหมดช่วยโมทนาอานิสงส์สังฆทานที่ถวายนี้ และขอให้ย้ายวิมานไปอยู่กิ่งอื่น เนื่องจากมีความจำเป็นที่จักต้องลิดกิ่ง พระท่านให้ถวายกองเดียว กองละ ๕๐๐ บาท เพื่อนผมก็สงสัยว่าเทวดาเกือบ ๑๐๐ องค์ถวายแค่กองเดียว ทรงตรัสว่า เมื่อท่านพระ.....จบเงินถวายสังฆทานแล้ว เป็นการบอกกล่าวแก่เทวดาแล้ว ให้เจ้าเป็นคนไปถวายสังฆทานที่วิหาร ๑๐๐ เมตร อธิษฐานด้วยความตั้งใจ ขอบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ตั้งแต่สมเด็จองค์ปฐมลงมาจนถึงสมเด็จองค์ปัจจุบัน ให้เห็นภาพท่านไปด้วย ขอบารมีพระธรรม ขอบารมีพระอริยสงฆ์ อันมีหลวงพ่อปาน หลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นที่สุด ลูกขอถวายสังฆทานนี้ โดยขอบารมีทุกๆ ท่านที่กล่าวมานี้บันดาลให้สังฆทานชุดนี้ ที่ท่านพระ.....ได้ถวายมา จงเป็นชุดสังฆทานปฏิภาคนิมิต ให้ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่านท้าวะตรฐโมทนา และช่วยรุกขเทวดาที่ถูกลิดกิ่งที่ต้นโพธิ์ได้มีส่วนโมทนาสังฆทานชุดนี้ได้ครบทุกๆ องค์ สรุปว่านี่คืออำนาจของพุทโธอัปมาโณ ธัมโมอัปมาโณ และสังโฆอัปมาโณ

          ๒๒. ดูกำลังใจของตนเองให้ดี แล้วจักรู้ว่า บางเวลายังมีอารมณ์ไม่สู้กับความเป็นจริงเป็นอันมาก จุดนี้จักต้องเพียรรักษากำลังใจให้เข้มแข็ง เพื่อผลของการปฏิบัติจักได้มีความสุขในทางธรรมอย่างต่อเนื่อง อย่าใส่ใจกับเรื่องของคนอื่นให้มากกว่าการรักษาอารมณ์จิตของตนเอง พึงรักษาอารมณ์เบาๆ สบายๆ ไม่ห่วงไม่กังวลต่อสิ่งใดๆ แม้กระทั่งอาการป่วยไข้ไม่สบายของร่างกาย ก็พึงทำจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ อย่าฝืนกำลังของกายและใจ ทำเท่าที่จักทำได้แล้วก็จักสบายใจ ให้วางเรื่องภายนอกลงเสียให้ได้มากที่สุดเท่าที่จักทำได้ ใครจักเป็นอย่างไร รู้สึกเพียงแต่ว่ารู้ อย่าเอาทุกข์ของเขามาแบก แล้วจักไม่รู้สึกหนักใจอะไรเลย เนื่องจากจักแยกได้ว่า กรรมใครกรรมมันได้ชัดเจนขึ้น ทุกข์กายทุกข์ใจของตนเองก็มากพออยู่แล้ว อย่าเอาเรื่องของคนอื่นมาแบกเลย พรหมวิหาร ๔ ตัวสุดท้าย (อุเบกขา) ให้รู้จักเอามาใช้ให้ถูก อุเบกขาเพื่อความไม่เดือดร้อนใจของตนเอง ให้รู้จักใช้ปัญญาพิจารณาเอาเองเสียบ้าง การพิจารณาจักต้องรู้จักคิดไปข้างหน้า แล้วถอยมาข้างหลัง หาเหตุหาผลตามความเป็นจริง

          ๒๓. เรื่องให้รู้จักคำว่าพอ ทรงตรัสว่าดีแล้วที่รู้จักพิจารณาคำว่าพอเสียที เนื่องจากกิเลสตัวนี้เป็นกิเลสละเอียดที่ไม่รู้จักพอ ก็เนื่องด้วยห่วงขันธ์ ๕ หรือร่างกายของตนเอง แต่ถ้ารู้จักคำว่าพอ คำว่าเดือดร้อนของจิตใจก็จักไม่มี พิจารณาถึงจุดนี้ให้มาก แล้วจักรู้จักการประมาณตนได้ดี ให้รู้จักตัวพอดี อย่าไปเดือดร้อนกับความทะยานอยากที่เกินพอดี อยู่อย่างจิตไม่กังวล จิตก็จักเป็นสุข สุขที่สุดคืออารมณ์รักพระนิพพาน โลกนี้ทั้งโลก ไม่มีจุดไหนที่มีความสุขจริง ยิ่งปรารถนาทะยานอยากมากเท่าไหร่ ทุกข์มากเท่านั้น เนื่องจากโลกนี้ทั้งโลก อยู่กับความไม่เที่ยง ไม่ทรงตัว มีความดับสลายตัวไปในที่สุด จงมองโลกตามความเป็นจริง แล้วความสุขก็จักเกิดขึ้นด้วยปัญญาที่เห็นขันธ์ ๕ และโลกตามความเป็นจริง

          ๒๔. สมุทัยหรือตัณหา เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกำลังใจ ให้ดูกำลังใจตัวนี้เอาไว้ให้ดี ใครจักเป็นอย่างไรไม่สำคัญ สำคัญที่กำลังใจขอตนเองจักต้องตั้งมั่นอยู่ในการปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ เอากายทำงานทางโลกตามหน้าที่ เอาจิตอยู่กับพระธรรมกับการปฏิบัติธรรมในเวลาเดียวกัน อย่าให้กิเลสนำหน้า ความทะยานอยากของจิตใจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ดูจุดนี้เอาไว้ให้ดี ถ้าหากหวังความก้าวหน้าของการปฏิบัติ ให้ดูแต่เฉพาะความเลวของจิตใจของตนเอง ไม่ต้องดูในส่วนที่ดี เพราะนั่นเป็นมานะกิเลส แก้ไขเฉพาะความเลว แล้วในที่สุดก็จักดีเอง ผิดกับผู้ที่ดูแต่ความดี เห็นแต่ดีก็เลยไม่เห็นความเลวของตนเอง ไปหลงความดี คิดว่าดีจึงไม่ได้แก้ไขในส่วนที่เลว จนในที่สุดก็ยากที่จักแก้ไขได้

          ๒๕. พิจารณาให้จิตยอมรับกฎของกรรมของสัตว์โลกทั้งหมด กฎของกรรมเป็นกฎตายตัว นกหรือลูกนกตายด้วยเหตุอย่างนี้ นับไม่ถ้วนในป่าใหญ่ - ป่าน้อย แม้แต่ตามบ้านเรือนโรง ก็มีการตายด้วยกฎของกรรมเป็นธรรมดา จงพยายามยอมรับกฎของธรรมดาเข้าไว้ จิตก็จักผ่องใส อย่าให้ความสลดเศร้าหมองเข้าครอบงำจิตใจ เนื่องจากช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ในเมื่อกฎของกรรมมันมาอย่างนี้ ก็จงยอมรับแล้วจิตจักเป็นสุข

          ๒๖. เรื่องจงอย่าประมาทในความตาย มีผู้มาถามปัญหาเพื่อนของผมว่า ถ้าเขานั่งรถยนต์ แล้วเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน เขาเกิดตายในขณะนั้น จะไปพระนิพพานได้ไหม ก็ตอบว่า ถ้าประมาทก็ไปไม่ได้ ถ้าไม่ประมาทในความตาย ซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ เห็นความตายเป็นเรื่องปกติธรรมของผู้เกิดมามีร่างกายก็ไปได้ เมื่อนำปัญหานี้ไปถามท่านพระ..... ท่านตอบว่า หากบุคคลผู้นั้นยังกลัวตายอยู่ แม้จะภาวนา นิพพานัง ปรมัง สุขขัง อยู่ในขณะขับรถ เวลาจะตายจิตเศร้าหมองก็ไปไม่ได้ ท่านยกตัวอย่างที่หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังความว่า มีชีคนหนึ่งภาวนาพุทโธตลอดเวลา ขณะกำลังจะตาย พอมีเสียงดังปังขึ้นที่ข้างฝา จิตเห็นไก่ที่ตนเคยเชือดคอขายในอดีตก่อนบวชชี ตายขณะนั้นยังต้องผ่านสำนักพระยายม เหตุเพราะจิตพลัดตกจากคำภาวนา ทำนองเดียวกันขณะรถชนกัน จิตพลัดตกจากคำภาวนา มาอยู่กับความกลัวตายแทน ขณะนั้นองค์สมเด็จท่านเมตตาตรัสสอนเข้ามาว่า “จิตนั้นมีอารมณ์เดียว ในขณะจิตปัจจุบันนั้นๆ” ถ้าบุคคลใดสังเกตเห็นอารมณ์ของจิต ก็จักเห็นได้อย่างเด่นชัด อย่างกับคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้หลายเรื่องก็จริงอยู่ แต่จิตจริงๆ คิดได้ทีละเรื่องๆ เกิดๆ ดับๆ ไปตามกระแสของจิต ถ้าสังเกตตามนี้ ก็จักเห็นได้ชัด จิตจักพิจารณาภาวนาพระนิพพานเป็นประจำก็ตาม แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วเกิดความตื่นตกใจ หรือกลัวในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จิตในขณะนั้นไม่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ หากแต่มีความกลัวเป็นอารมณ์แทน เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ไม่พึงประมาทในชีวิต ฝึกฝนจิตเข้าไว้อย่าให้หวั่นไหวกับกฎของกรรมทั้งปวง แล้วสังเกตอารมณ์ของจิตเข้าไว้ จักมีความก้าวหน้าของจิตทางด้านไม่ประมาทเป็นอันมาก

          ๒๗. ไม่ใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา มีอุปสรรคหรือปัญหาใดๆ เกิดขึ้น จงอย่าขุ่นเคืองใจ ให้ใช้เหตุผลให้มากๆ เอาทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นกรรมฐานให้หมด แล้วจักเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจักไม่มีอารมณ์เสียใจ หรือดีใจ ขุ่นข้องหมองใจด้วยประการใดๆ ทั้งปวง เนื่องด้วยเมื่อเห็นเป็นธรรมดาเสียแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นสภาวธรรมไปหมด และเมื่อถึงเวลานั้นก็จักไม่มีอะไรให้ดีใจหรือเสียใจขุ่นข้องหมองใจอีก รักษาจิตให้มากๆ ด้วยการรู้เท่าทันสภาวธรรม หรือขันธ์ ๕ ของตนตามความเป็นจริง แล้วจิต แล้วจิตจักเป็นสุข พบความสงบเยือกเย็นได้โดยง่าย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่