(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน กันยายน ๒๕๓๘)

ปัจจัย ๔ ระหว่างพระกับฆราวาส ต่างกันอย่างไร




 

          หลวงปู่ไวยฯ ท่านเมตตาสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. ปัจจัย ๔ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีขันธ์ ๕ หรือร่างกายทุกคน แต่พระกับฆราวาสนั้นแตกต่างกันมาก ท่านผู้เป็นพระแล้ว หมายถึงพระอริยเจ้า ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์ ท่านตัดกังวลได้ในเรื่องนี้ (เน้นพระอริยเจ้าเป็นหลักสำคัญ)

          ๒. เรื่องอาหาร พระได้จากการบิณฑบาต ซึ่งทำให้เลือกอาหารไม่ได้ มีผลทำให้ไม่ติดในสี - ในกลิ่นและรสของอาหารได้มากได้น้อยก็พอใจแค่นั้น อันจัดเป็นอารมณ์สันโดษ และเป็นผู้เลี้ยงง่าย

          ๓. เรื่องเครื่องนุ่งห่ม พระไม่มีแฟชั่น มีแบบเดียว มีชุดจำกัดไม่ต้องเลือกมาก เป็นเหตุทำให้เกิดอารมณ์ ๒ (พอใจกับไม่พอใจ) แบบฆราวาส หลวงปู่ไวย ก็ดี หลวงพ่อฤๅษีก็ดี ท่านให้พระในวัดห่มจีวรสีเหลืองทองสีเดียว ก็จะทำให้ไม่ติดในผ้าสีกรักหรือสีอื่นๆ ทุกข์ก็น้อยลงในจุดนี้

          ๔. เรื่องที่อยู่อาศัย พระมีอยู่แล้วที่วัดจัดให้อยู่ จึงไม่มีกังวลเรื่องหาบ้านอยู่ - บ้านเช่า - บ้านผ่อนส่ง ไม่ต้องหาเครื่องประดับบ้าน เครื่องบำรุงบำเรอร่างกาย ในขณะอยู่ในบ้านแบบฆราวาส ซึ่งเรื่องนี้ทุกข์มาก - กังวลมาก จึงมีกิเลสมากในเรื่องนี้

          ๕. เรื่องยารักษาโรค ฆราวาสมักเอายามาถวายพระ ป่วยก็ไปโรงพยาบาล ได้สิทธิพิเศษ บางจุดก็ไม่คิดเงินท่าน พระดีท่านป่วยครั้งใด ท่านก็ยิ่งไม่มีความประมาทในความตาย เห็นทุกข์ - เห็นโทษ - เห็นภัยจากการเกิดมามีร่างกาย จึงพยายามเร่งรัดตัด สักกายทิฏฐิ ให้มากขึ้น เห็นกายเป็นทุกข์ - สกปรก - ไม่เที่ยง - ประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ มันหาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เห็นทุกข์จากภาระหน้าที่ที่จะต้องมีกับขันธ์ ๕ มันหนักยิ่ง ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตาย ท่านพิจารณาเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนาภาวนา เป็นการซ้อมตายและพร้อมที่จะตายอยู่เสมอ หากตายท่านก็ตายเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ขอเกิดอีก เป้าหมายของท่านมีจุดคือพระนิพพาน มี มรณานุสส ติและอุปสมานุสสติเป็นอารมณ์

          ๖. การที่พระตัดกังวลเรื่องปัจจัย ๔ ได้มาก ก็เท่ากับตัดสักกายทิฏฐิได้มากไปในตัว การปฏิบัติเพื่อนำไปสู่พระนิพพาน คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา ก็เจริญได้มากขึ้น ศีลพระเป็นศีลปาติโมกข์ ต้องครบทั้ง ๒๒๗ ข้อ พร้อมอภิสมาจารอีกต่างหาก ศีลพระจึงละเอียดกว่าฆราวาสมากมายนักในข้อนี้

          ๗. ศีลละเอียดดีแค่ไหน บริสุทธิ์แค่ไหน มีผลทำให้จิตบริสุทธิ์แค่นั้น หรือมีสมาธิจิตตั้งมั่นแค่นั้น การกำหนดรู้อารมณ์ของจิตก็ทำได้ดีขึ้นตามลำดับ จิตในจิตจึงเจริญมหาสติปัฎฐาน ๔ ได้ก้าวหน้าเร็วกว่าฆราวาสมาก เพราะพิจารณากาย-เวทนา-จิต-ธรรมอยู่เกือบตลอดเวลา จุดนี้พระก็เหนือกว่าฆราวาสมาก

          ๘. ปัญญาอันเกิดจากสมาธิที่ตั้งมั่นอยู่บนศีลอันบริสุทธิ์นั้นคุมมโนกรรม หรือปาจิตตีย์อยู่เสมอ จนจิตเป็นอัตโนมัติ เพราะมีเทวธรรม หรือหิริ - โอตตัปปะคุมจิตอยู่ พรหมวิหาร ๔ ของพระจึงแน่นและทรงตัวได้ดีกว่าฆราวาสมาก

          ๙. เมื่อหิร ิ- โอตตัปปะดี พรหมวิหาร ๔ ดี ก็มีผลมาคุมศีล - สมาธิ - ปัญญา ให้ทรงตัวและต่อเนื่อง บารมี ๑๐ ก็เข้มแข็ง จรณะ ๑๕ ก็ทรงตัว การเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมก็เร็วกว่าฆราวาสมาก (ท่านเน้นเฉพาะพระที่ดีเท่านั้น)

          ๑๐. อีกจุดหนึ่งคือปัญหาครอบครัว เรื่องลูก - เมีย เรื่องการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว เป็นมหาทุกข์ของฆราวาส แต่ส่วนใหญ่ไม่เห็น บางรายที่เห็นทุกข์ แต่เห็นแล้วแทนที่จะวางกับยึดทุกข์ เลยจมอยู่กับทุกข์ ทำให้พ้นทุกข์ไปไม่ได้ และบางรายหาที่พึ่งไม่ถูก ไปยึดกีฬา - พาชี - นารีและน้ำเมาแทน เลยยิ่งจมอยู่กับทุกข์มากขึ้นตามลำดับ ขอสรุปว่าทุกข์นั้นมีอยู่ แต่คนที่เห็นทุกข์ได้ตามความเป็นจริงนั้นมีน้อยเต็มที เมื่อไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม (อริยสัจ) จึงหาทางพ้นทุกข์ไม่ได้

          ให้อ่านเรื่องโลกนี้ทั้งโลก เป็นเรื่องของคนมีความทุกข์ หรือคนไม่มีทุกข์ไม่มีในโลก ประกอบด้วยจะทำให้เกิดปัญญาดีขึ้น

 

จงยึดพระธรรมเป็นที่พึ่ง

อย่ายึดสิ่งอื่นซึ่งไม่เที่ยงเป็นที่พึ่ง

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. คนเราถ้าหากจักเข้าใจ หาความก้าวหน้าในทางปฏิบัติให้หาเครื่องวัดอารมณ์ ๒ ได้ ทุกวัน-ทุกเวลา-ทุกขณะจิต เช่น ครูภายนอก หรือธรรมภายนอก คือ รูป - รส - กลิ่น - เสียง - สัมผัส - ธรรมารมณ์ และครูภายในหรือธรรมภายใน คือ ตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย - ใจ ก็ใช้เป็นเครื่องวัดอารมณ์ได้ตลอดเวลา พึงนำมาพิจารณาและวัดให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติได้มากมาย ฟังแล้วอย่าฟังเปล่า นำมาปฏิบัติให้เกิดผลด้วย

          ๒. การที่หลวงพี่ลืมเปิดเทปของท่านฤๅษีมาตามสาย จักเป็นธรรมภายนอก (ครูภายนอก) ให้น้อมเข้ามาเป็นธรรมภายใน (ครูภายใน) ได้ว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง อันเป็นธรรมที่จักว่าเที่ยงก็ถูก จักว่าไม่เที่ยงเป็นปกติธรรมดาก็ถูก ไม่ควรยึดเอามาเป็นอารมณ์ ทำให้เกิดอารมณ์ ๒ พระไตรลักษณ์ท่านแสดงธรรม ของท่านอยู่เป็นปกติ ทุกวันทุกเวลา ทุกขณะจิต อยู่ที่เราจักเห็นท่านหรือเปล่า

          ๓. โลกไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้เป็นปกติ คนเราจิตก็ยังไม่เที่ยง ก็ไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้เป็นปกติ ถ้าหากจักไปยึดถือให้เที่ยง ทุกข์ก็เกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน สู้ปล่อยวางทำอารมณ์จิตให้ยอมรับธรรมดาอยู่อย่างนั้น ยังจักสบายกว่า

          ๔. อยู่ในโลกอย่าเอาอะไรเป็นบรรทัดฐาน เอาแค่จิตยึดพระธรรมคำสั่งสอนเป็นบรรทัดฐานก็เป็นพอแล้ว เรื่องอื่นภายนอกยึดให้เที่ยงย่อมเป็นไปไม่ได้

          ๕. การปฏิบัติธรรมมุ่งเอาความพ้นทุกข์เป็นใหญ่ ถ้าหากทำแล้วยิ่งทุกข์ สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ให้ดูด้วยว่าการปฏิบัติที่ผ่านมา หรือกำลังปฏิบัติอยู่ หรือจักปฏิบัติไปข้างหน้า ผิดหลักธรรมคำสั่งสอนของตถาคตเจ้าบ้างหรือเปล่า อย่าสักแต่ว่าก้มหน้าก้มตาทำจนไม่รู้ว่าอันใดผิด อันใดถูกพระธรรมวินัย

          ๖. ถ้าหากปฏิบัติถูกหลักธรรม คำว่าทุกข์ของจิตย่อมทุเลาเบาบาง และจากทุกข์ไปได้ในที่สุด ให้ตรวจสอบจิต - ตรวจสอบวาจา - ตรวจสอบกาย ด้วยอุบายเปรียบเทียบกับหลักธรรมคำสั่งสอน โดยอเนกปริยาย ความผิดพลาดของการปฏิบัติจักไม่มีหรือมีได้น้อย

          ๗. ดูตัวอย่างการหาตัวดีของหลวงปู่ไวย ท่านหลงหาไปตั้ง ๕ ปี แล้วตีย้อนกลับมาหาพระธรรมวินัย ทำให้กลับจิตได้ทัน จึงเข้าสู่มรรคผลตรงทาง (จุดนี้ผมขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ยังตามไม่ทันว่า การหาตัวดีของหลวงปู่ ไวยนั้น เป็นทิฎฐิ หรือความเห็นที่ตรงข้ามกับพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ให้หาแต่ความเลว – ความไม่ดีที่จิตของเรา ซึ่งยึดเอาไว้ให้พบ แล้วรีบแก้ไขโดยเร็ว โดยให้หลักว่าให้ระวังความชั่วที่ยังไม่เกิด อย่าให้เกิดขึ้น ให้พยายามละความชั่วยังมีอยู่ให้หมดไป เพราะตราบใดที่สังโยชน์ ๑๐ ข้อ ยังไม่หมดไปจากจิตแล้ว จิตเราจะหลงคิดว่าเราดีได้อย่างไร ทรงให้คอยจับผิดตนเอง แก้ไขตนเองอยู่เสมอ หมายความว่าให้หาเลว ไม่ใช่ให้หาดี แล้วรีบแก้ไขที่ตนเองโดยใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา บาลีว่า อัตนาจทยัตตานัง)

          ๘. ให้ดูลีลาของพระอริยเจ้า ท่านไม่ทิ้งการถอยหน้า - ถอยหลัง หรืออนุโลมปฏิโลมในสัจจานุโลมิกญาณเป็นปกติพวกเจ้าต้องทำตามนี้ให้ได้เป็นปกติ จักทำให้ไม่ผิดพลาดในการเข้าหามรรคผลนิพพาน ทุกท่านถอยหน้า - ถอยหลังอยู่เป็นปกติ

          ๙. จงอย่าก้าวไปแต่ข้างหน้า ลืมดูข้างหลัง จักทำให้ผิดพลาดได้ แต่ถ้าหากถอยหน้า - ถอยหลัง ย้อนไปย้อนมา ทบทวนดูมรรคผลที่ผ่านมา จิตจักมีกำลังเข้มแข็ง มีกำลังใจในการปฏิบัติมาก ให้ลองทบทวนกันดู

          ๑๐. ทำงานพระพุทธศาสนา ต้องวางกาย วางใจเป็นกลางด้วย พยายามรักษาอารมณ์ของจิต อย่าให้ไปติดอยู่กับอคติ ๔ มากจนเกินไป ทุกอย่างให้ลงตัวธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้เป็นสุข

          ๑๑. งานภายนอก งานภายในแยกแยะให้ถูก แล้วงานทั้ง ๒ ประการ ทำให้อยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล อย่าทำด้วยความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เพราะพวกเจ้าไม่ต้องการความทุกข์ ทำทุกอย่างเพื่อจักพ้นทุกข์

          ๑๒. อย่าสนใจอารมณ์ใจของบุคคลอื่น ให้สนใจอารมณ์ของใจตนเองเป็นสำคัญ การเจริญพระกรรมฐานที่ได้ผลนั้น ต้องดูกิเลสที่เกิดกับอารมณ์ของใจตนเองเป็นสำคัญ ไม่ต้องไปดูกิเลสที่เกิดขึ้นกับอารมณ์ใจของบุคคลผู้อื่น

          ๑๓. จิตของตนจักได้เลิกเป็นตำรวจคอยจับผิดในบุคคลผู้อื่น จักได้ทำหน้าที่อยู่อย่างเดียว คือ เป็นตำรวจคอยจับผิดจิตตนเองเป็นสำคัญ

          ๑๔. อนึ่ง อย่าไปขวางแนวทางของการปฏิบัติธรรมบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะทิฎฐิคนนั้นย่อมไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ไม่เสมอกัน จิตของคนต่างกัน ทัศนะมุมมองก็ไม่เหมือนกัน จุดนี้ต้องคอยระวังไว้ด้วย

          ๑๕. อย่าลืมผิด - ถูกของใครไม่มี มีแต่ไปตามกรรม มาตามกรรม ทุกอย่างเป็นธรรมดาไปหมด พิจารณาลงตัวธรรมดาให้ได้ แล้วจักมีจิตยอมรับกฎธรรมดา

          ๑๖. รักษาสุขภาพกาย รักษาสุขภาพจิต เป็นกิจขอผู้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ดังนั้น บุคคลผู้มีความคล่องในการกำหนดรู้กองสังขารแห่งกายและจิตอยู่เสมอ ย่อมเป็นสุขมากกว่าทุกข์ และย่อมดีกว่าผู้ไม่รักษาสุขภาพกายและจิต ปล่อยให้ทรุดโทรม แล้วเกิดอาการเบียดเบียนตนเองทั้งกายและจิต ถ้าอย่างนี้เป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข เพราะฉะนั้น พึงรักษากายและจิตให้มีสุขภาพดีด้วย จงอย่าเบียดเบียนตนเองเป็นอันขาด เพราะหากกายกับจิตมีสุขภาพดี การปฏิบัติธรรมก็ย่อมมีผลดี มีผลทรงตัวด้วย

          ๑๗. แม่ชีปอทอตายแล้ว จิตก็รู้แล้วว่าไปไหน จงอย่าสนใจ เพราะไม่ใช่มรรคผลนิพพาน สมควรแล้วที่จักปล่อยวางกิเลส หรือกรรมของบุคคลอื่นเสีย แต่ก็พึงเตือนสติเอาไว้ว่า ลาภสักการะย่อมเป็นเครื่องฆ่าคนโง่ ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ลาภ - ยศ - สรรเสริญ - สุข นั่นแหละเป็นเครื่องมอมเมาจิตใจให้คนหลงอยู่ ต้องไปสู่ทุคติ มีอบายภูมิ ๔ เป็นต้น ให้เอาจุดนี้แหละมาเป็นประโยชน์ของตน เตือนจิตของตนอย่าไปเมาในลาภ - ยศ - สรรเสริญ - สุขเป็นอันขาด เพราะไปติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ก็จักถ่วงการบรรลุมรรคผลให้เนิ่นช้าออกไป จงหมั่นตรวจสอบอารมณ์นี้เอาไว้เสมอๆ จักได้ไม่มีอะไรพลาด

          ๑๘. อย่าไปสนใจในจริยาของผู้อื่น แม้จักเห็นว่าเป็นการที่เขากระทำไม่สมควรก็ตาม ให้ถือเป็นกรรมของเขา อย่าเอามาใส่ใจเรา จุดนี้แหละ ให้พวกเจ้าดูปฏิปทาของท่าน พระ....ไว้ให้ดี ท่านทำตามหน้าที่ แต่จิตไม่เกาะไม่สนใจในกรรมส่วนตัวของเขา รู้นั้นรู้ได้ เพราะยังมีอายตนะสัมผัส แต่รู้แล้วอย่าเอาจิตไปเกาะ รู้เอาไว้เป็น ทัศนศึกษาสอนจิตเตือนใจของตนเอง อย่าไปประพฤติเยี่ยงเขา ท่านพระ....ท่านสอนให้เห็นว่าลาภสักการะเกิด ทำให้แม่ชีเดินทางผิด ที่ผิดหนักคือรู้แล้วว่าสิ่งนั้นไม่ควร แล้วยังตั้งใจกระทำไป นั่นแหละเป็นโทษของการปรามาสพระรัตนตรัยอย่างยิ่ง คนที่รู้ว่าผิดแล้วยังเจตนาทำผิดนั้น โทษจึงหนักยิ่งกว่าผู้ที่ไม่รู้ว่าไม่ควรแล้วทำผิดเสียอีก

          ๑๙. เรื่องน้ำท่วมเป็นกฎของกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องชดใช้กันไปทั้งประเทศ บางพื้นที่ท่วมมากบ้าง - น้อยบ้าง - ไม่ท่วมบ้าง - ท่วมบ้าง ตามอัธยาศัยของกรรมที่ให้ผล อย่าไปกังวลให้มาก ให้ดูเป็นเรื่องของธรรมดา (น้ำท่วมวัดในเดือนก.ย. และต.ค. ๒๕๓๘) ทำจิตให้ยอมรับว่าเป็นกฎของธรรมดา ให้เห็นทุกข์จากการขนของหนีน้ำ การมีร่างกายหรือขันธ์ ๕ ก็ต้องเหนื่อยอย่างนี้ การมีทรัพย์สินก็ต้องมีธุระทำให้เหนื่อยอย่างนี้ แล้วให้จับลงที่ มรณา และอุปสมานุสติ คือ หากกายพังเมื่อไหร่ ก็ขอไปพระนิพพานเมื่อนั้น ทุกข์เหล่านี้ก็จักไม่มีอีก ให้ลงตรงกฎของกรรม มนุษยชาติพึงประสบกรรมนี้มาแล้ว มิใช่แต่ปัจจุบันชาติ ในอดีตชาติก่อนๆ มนุษย์ก็พบกับกฎของกรรมอย่างนี้มาแล้วนับภพชาติไม่ถ้วน ยกตัวอย่างง่ายๆ ใกล้ๆ นี้ก็คือ นครเชียงแสนที่จมถล่มลงใต้กระแสน้ำนั้นประการหนึ่ง หรือจักเอาในพระสูตร พระเจ้ากัมปนาท ซึ่งสร้างปราสาททองคำๆ นั้นก็จมลงใต้น้ำ ให้พิจารณาไปตามนี้จักได้สบายใจ เพราะจักได้เห็นธรรมดาของกฎของกรรม เรื่องน้ำท่วมจึงไม่ใช่เรื่องแปลก จักไปฝืนกฎของกรรมนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อพิจารณาให้ลงกฎของกรรม เห็นธรรมดาแล้วจิตก็จักไม่ดิ้นรน มีความสบายใจ เพราะไม่รู้จักทุกข์ไปเพื่อประโยชน์อันใด ธรรมดาของโลกมันเป็นอย่างนี้

          ๒๐. ท่านฤๅษี ท่านไม่มีนโยบายกั้นน้ำ ท่านได้แต่ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ และจุดไหนอันพึงมี ของจะเสียหาย ท่านก็ให้ขนของนั้นๆ ขึ้นมา ก่อนน้ำจะท่วมถึง เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ ท่านรู้ดีว่าเป็นกฎของกรรมที่หลีกหนีไม่พ้น มองเห็นเป็นของธรรมดา จิตไม่หวั่นไหวหรือทุกข์ไปกับกฎของธรรมดา การป้องกันไม่ให้น้ำท่วมจริงๆ จักต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากจักทำกันแบบเฉพาะหน้า ก็เหมือนกับการเอาทรัพย์มาละลายแม่น้ำ พวกเจ้าอย่าทำบุญตามใจอยากมากเกินไป จักเบียดเบียนตนเองในภายหลัง ศรัทธาเกินพอดี ก็ทำให้เบียดเบียนตนเองได้ การปฏิบัติธรรมทั้งหมด มุ่งการทำให้หมดทุกข์เป็นสำคัญ จึงจักเป็นการเจริญพระกรรมฐานอย่างแท้จริง

          ๒๑. น้ำท่วมวัดครั้งนี้ มีผลทำให้ต้นโพธิ์และต้นไทรใหญ่หลายต้นล้ม เช่น ที่ตึกอำนวยการข้างพระจุฬามณีอีกต้นหนึ่ง ที่อยู่ระหว่างศาลา ๓ ไร่ และ ๔ ไร่ และอีกต้นล้มพร้อมกับต้นไทร หน้ามณฑปแก้ว สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทุกต้นล้มแบบถอนรากถอนโคน ทุกๆ ต้นล้วนมีเทวดาอยู่จำนวนมาก ท่านรองเจ้าอาวาสต้องตั้งศาลให้ทุกๆ จุดที่ต้นไม้ล้ม เพราะในช่วงนั้นเจ้าอาวาสเข้ากรุงเทพฯ มาที่ซอยสายลมตามปกติตอนต้นเดือน ทรงตรัสว่าทำให้ท่านดีๆ แล้ววัดจักรุ่งเรืองได้อีกวาระหนึ่งหลังน้ำท่วมแล้ว

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่