รักเป็นกับรักไม่เป็น




          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ส.ค. ๒๕๓๖ เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมของผม ได้เล่าให้ผมฟังถึงการปฏิบัติธรรมของท่าน มีความสำคัญดังนี้

          ในการปฏิบัติกรรมฐานตอนเย็น เมื่อทำจิตให้สงบด้วยอานาปานัสสติแล้ว ได้ยกเรื่องจริต ๖ ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีท่านสอนมีธรรมตอนหนึ่งว่า ความโศกเศร้าเสียใจเกิดจากความรัก ถ้าเราไม่รักเสียอย่างเดียว คนตายกี่แสนคนก็ไม่เศร้า ท่านยกเอาธรรมจุดนี้มาใคร่ครวญหรือธัมมวิจยะ เพื่อให้เกิดปัญญาทางพุทธศาสนาที่แท้จริง ท่านคิดว่า เพราะเรารักและเคารพหลวงพ่อ เท่ากับเรารักขันธ์ ๕ ท่าน ถ้าหลวงพ่อไม่มีตัวตน เราจะรักท่านได้อย่างไร นี้เพราะอาศัยรูปเป็นปัจจัย จึงทำให้เกิดความรัก คิดได้แค่นี้หลวงพ่อท่านก็มาสอนว่า

          ๑. การรักอย่างนั้นเรียกว่าเจือด้วยกิเลส โดยเหตุหลงรูปอันไม่ใช่ตัวจริง ก็ถามหลวงพ่อว่า แล้วเมื่อไม่เห็นรูปจะรักได้อย่างไรท่านก็ตอบว่า

          ๒. รูปมันมีแค่ขันธ์ ๕ หรือ ฟังแล้วก็งง เพราะไม่เข้าใจ ท่านก็บอกว่า

          ๓. อย่างเอ็งเห็นพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ในพุทธกาลนั้น จัดว่าเป็นรูปหรือเปล่า ก็รับว่าเป็น

          ๔. นั้นซิ รูปในนามอย่างนั้น เอ็งเห็นแล้ว เอ็งรักเคารพท่านหรือเปล่า ก็รับว่าเคารพ

          ๕. แล้วในความรักเคารพนั้น มันมีความโศกเศร้าเสียใจเจือปนอยู่ด้วยหรือเปล่า ตอบว่า เปล่า

          ๖. นั่นแหละ เป็นความรักเคารพ ที่ไม่ได้เจือปนไปด้วยกิเลส เพราะไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ ก็คิดว่าก็เมื่อท่านไม่มีร่างกาย แล้วจะไปเศร้าโศกเสียใจกับกายท่านได้อย่างไร

          ๗. แล้วอย่างนั้นจะเรียกว่าท่านตายได้หรือเปล่า ก็รับว่า เปล่าตาย

          ๘. นั่นซิที่ตายนั้นเป็นร่างกาย เป็นธาตุ ๔ ไม่ใช่ท่านตายเอ็งก็ยังพบท่านเห็นท่านได้ในสภาวะจิตพบจิต

          ๙. ถ้าอารมณ์ในขณะนั้นมีกิเลส เอ็งก็พบท่านไม่ได้ ความรักเคารพอย่างนี้ซิจึงจะเป็นของดี จิตไม่เศร้าหมอง มีสิทธิ์ที่จะไปพระนิพพานได้ แต่ความรักเคารพอาลัยโศกเศร้าเสียใจในขันธ์ ๕ ของพ่อนั้นเป็นของไม่ดี เป็นกิเลส มีความเศร้าหมองของจิต ตายแล้วไปพระนิพพานไม่ได้

          ๑๐. พยายามเข้าซิ ตัดความอาลัยเศร้าโศกเสียใจในขันธ์ ๕ ของพ่อลงเสียให้ได้ พ่อในสมัยที่ยังทรงชีวิตอยู่ เป็นผู้ไม่หวังในขันธ์ ๕ เพียงใด ขอให้เอ็งจงหมั่นทำจิตให้เป็นผู้ไม่หวังในขันธ์ ๕ เพียงนั้น ไม่ว่าขันธ์ ๕ ของพ่อหรือขันธ์ ๕ ของใคร หรือแม้แต่ขันธ์ ๕ ตัวเอง เพราะในที่สุดของขันธ์ ๕ คือความตายทุกรูปทุกนาม ความจริงมันเป็นอย่างนี้ แล้วจะไปหวังขันธ์ ๕ ทำไมกัน

          ๑๑. รัก รักให้เป็น รักพ่ออย่างพระพุทธเจ้าซิ รักอย่างพระอริยสงฆ์ในพุทธกาลซิ จิตจะได้ผ่องใส ขอให้คิดดี ๆ (ธรรมจุดนี้ ผมขอให้หัวเรื่องว่า รักเป็นกับรักไม่เป็น)

          หลังจากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ได้ทรงพระเมตตาตรัสสอนต่อมีความสำคัญดังนี้

          ๑. หากเจ้าต้องการจักเป็นผู้ไม่หวังในร่างกาย ก็จักต้องหมั่นพิจารณาให้ถึงที่สุดของร่างกายนั้นว่า ธรรมภายในเป็นเยี่ยงไร เมื่อกำหนดรู้จนถึงที่สุดของร่างกาย ร่างกายบุคคลอื่นอันเป็นธรรมภายนอกก็เยี่ยงนั้น

          ๒. จงกำหนดรู้อารมณ์แห่งจิตด้วย กำหนดรู้สภาวะของร่างกายด้วย การพิจารณาจักต้องควบคู่กันไป อย่าทิ้งจุดใดจุดหนึ่ง โดยยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้เสมอ อารมณ์จิตหากยังเศร้าหมองอยู่ การปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานก็จักสำเร็จได้ยาก จิตหากยังเป็นผู้หวังในร่างกายอยู่ ก็ยากที่จักบรรลุมรรคผลนิพพานได้เช่นกัน

          ๓. เจ้าได้เห็นสภาพอของการมีร่างกาย ที่กลายมาจากปภัสราพรหมแล้ว ทุกขั้นตอนมีแต่ความทุกข์ ขนาดมิต้องจุติจากครรภ์มารดา แล้วยังจักปรารถนามุ่งหวังในการมีร่างกายอีกหรือ (ก็รับว่าไม่ต้องการ) จิตเจ้าบอกไม่ต้องการ แต่ในขณะเกิดกระทบกระทั่ง จักด้วยอายตนะภายนอกก็ดี อายตนะภายในก็ดี เจ้าก็ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในอาการของร่างกายอยู่ ว่านั้นเป็นเขา นี่เป็นเรา จึงยังไม่ปฏิบัติได้ตามต้องการที่จักไม่มุ่งหวังในการมีร่างกาย

          ๔. สังโยชน์ ๔- ๕ คือ การละและตัดซึ่งอารมณ์กามฉันทะและปฏิฆะ ทำได้เมื่อไหร่การที่ต้องจุติมามีร่างกายก็สิ้นสุดเมื่อนั้น การกำหนดรู้อารมณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ พยายามอย่าประมาทอารมณ์ของจิต หมั่นสำรวจตรวจดูให้รู้แน่ชัดว่า ในขณะจิตหนึ่งๆ นั้นมีอารมณ์อะไร ตั้งใจกำหนดรู้ตั้งแต่เช้ายันหลับไปเลย

          ๕. ถ้ารู้ก็แก้ไขอารมณ์ได้ ถ้าไม่รู้ก็แก้ไขอารมณ์ไม่ได้ จริตหก อย่าสักเพียงแต่ว่าท่องจำ พรหมวิหาร ๔ ก็อย่าสักแต่ว่านึกได้ จักต้องนำมาประพฤติปฏิบัติได้ด้วย

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่