พระธรรม

ในเดือน...สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. กรรมฐานจักช่วยได้ทุกอย่าง ถ้าหมั่นรู้จักติดต่อและสอบถามพระผู้ที่หวังสงเคราะห์เราอยู่ แต่ถ้าหากบางครั้งจิตเราไม่ดี มีนิวรณ์รบกวนจิต ก็ไม่สามารถติดต่อสอบถามพระได้ หรือวาระกรรมยังไม่เปิด เมื่อกรรมเปิดก็ติดต่อกันได้ ธรรมดามันเป็นอย่างนี้ ทำจิตให้สบาย พยายามรักษาอารมณ์พระกรรมฐานเข้าไว้ อย่าให้ออกจากจิตให้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

          ๒. จิตชินกับอะไรก็จักไปตามนั้น ความเป็นมาของเรื่องนี้ มีดังนี้ แม่ชีท่านหนึ่งเป็นครูฝึกมโนมยิทธิของวัดท่าซุง (หลวงพ่อฤๅษีท่านอนุญาตไว้ ตั้งแต่ท่านยังทรงชีวิตอยู่) บุคคลท่านนี้มีทิพยจักขุแจ่มใส แต่ขันธ์ ๕ เป็นโรคอ้วน เดินไม่สะดวกต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยตลอด ในที่สุดก็หนีความตายไม่พ้นเป็นธรรมดา บรรดาผู้คนที่รู้จักท่าน ต่างก็ได้มโนมยิทธิกันเกือบทุกคน แต่ก็เกิดปัญหาจนได้ เพราะทิฏฐิหรือความเห็นไม่ตรงกัน ตามจริตนิสัยและกรรมที่ทำมาแตกต่างกันเป็นธรรมดา ต่างคนต่างก็พูดไม่ตรงกัน เพื่อนของผมท่านอยู่วัด จึงได้รับข่าวจากบุคคลเหล่านี้ไม่เหมือนกัน พระองค์จึงมาตรัสสอนว่า ให้ศึกษาตรงจิตจิตชินกับอะไรก็จักไปตามนั้น จุดนี้เพื่อความไม่ประมาท ให้หมั่นเกาะพระนิพพานเข้าไว้เสมอ ให้จิตมันชิน เมื่อตายก็จักไปตามนั้น

          ดาวดึงส์นั้นมีคนมาก เพราะส่วนใหญ่มักจักติดใจในพระจุฬามณี แต่ก็มีมากที่นิยมฟังเทศน์ของพระตถาคตทั้งหลาย ก็มีโอกาสบรรลุมรรคผลได้ง่าย ถ้าหากรู้จักคิดพิจารณาตัดขันธ์ ๕ ตามพระธรรมคำสั่งสอนนั้น

          ขอสรุปว่า แม่ชีเป็นคนอ้วนมาก เดินไม่ค่อยไหว จึงกลัวเป็นโรคอัมพฤกษ์ และอัมพาตมาก ๆ พอใกล้เวลาตายประมาณ ๓ วันก่อนจะตาย โรคที่ตนกลัวก็มาเยือน ทำให้จิตหวั่นไหวกลัวจะไปไม่ถึงพระนิพพาน เมื่อเธอตายมีการสวดศพที่ศาลาพระพินิจ เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า ท่านไปฟังสวดศพคนเฝ้าแม่ชีตอนป่วยเล่าว่า ก่อนตายแม่ชีลืมตาขึ้นมาบอกคนเฝ้าว่า "อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว" แล้วหลับตาต่อสักครู่ก็ลืมตาบอกคนเฝ้าว่า "ไปแล้วนะ แม่จะไม่กลับมาอีกแล้ว" คนส่วนใหญ่ก็ตีความว่า แม่ชีไปพระนิพพาน

          ธัมมวิจัย คำพูดที่ว่า ไปแล้วนะจะไม่กลับมาอีกแล้ว ตีความได้ ๒ อย่าง คือ ไปสู่แดนพระนิพพาน กับไปไม่ถึงพระนิพพาน แต่ไม่ขอกลับมาเกิดมีร่างกายในโลกมนุษย์อีก จะปฏิบัติต่อข้างบนจนกว่าจะถึงพระนิพพาน

          ความเป็นจริงต้องถามพระ อย่าไปเชื่อจิตตนเองที่มีอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ ใครชอบท่านก็ว่าไปพระนิพพาน ใครไม่ชอบก็ว่าไปไม่ถึงเป็นธรรมดา ตามอุปาทานหรือมานะทิฏฐิของตน แต่ความจริงท่านมาบอกว่าท่านไปได้แค่ดาวดึงส์ เพราะท่านติดใจในความสวยงามของดาวดึงส์ โดยเฉพาะ คือพระจุฬามณี แต่จะไม่กลับลงมาเกิดอีกเท่านั้นเอง

          ๓. รักษากำลังใจอย่าให้จิตตก เรื่องของใครก็เรื่องของใคร อย่านำเรื่องคนอื่นเข้ามาให้จิตเร่าร้อนไปด้วย จงวางเฉยในกฎของกรรมลงเสียบ้าง แล้วจิตจักเป็นสุข เป็นจิตที่รู้อยู่ ไม่ดิ้นรนเดือดร้อนไปกับเรื่องราวของใครทั้งปวง ให้ปล่อยวางเรื่องต่าง ๆ ออกไปจากจิตให้มาก ไม่ต้องกังวลถึงเหตุการณ์ในอนาคต ทำปัจจุบันธรรมให้ดีเสียให้ได้ ต่อไปข้างหน้าก็จักรู้ถึงความสุขใจของจิตอย่างแท้จริง

          ๔. อย่าปฏิเสธกฎของกรรม การที่คนเหล่านี้เข้ามาในวัดก็เป็นกฎของกรรม จักเข้าให้ผลดีหรือผลเลว ก็เป็นไปตามกฎของกรรมทั้งสิ้น เจ้าบังคับพวกเขาไม่ได้ รวมทั้งบังคับปากเขาไม่ได้ด้วย โลกเป็นเช่นนี้ โลกไม่เที่ยงก็ย่อมเป็นไปตามสภาวธรรม อย่าไปฝืนกฎของธรรมดา การนินทา การสรรเสริญก็เป็นกฎของธรรมดา ถ้าเจ้าจักไปพระนิพพาน ก็จงยอมรับนับถือกฎของธรรมดา

          อย่ากังวลใจ เรื่องอะไรเกิดขึ้นให้พิจารณาว่าเป็นกฎของกรรมทั้งหมด ฝึกจิตให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมเข้าไว้แล้วจักสบายใจ อย่าทำจิตให้เป็นทุกข์ให้ยอมรับนับถือว่า อะไรจักเกิดมันก็ต้องเกิด แล้วถ้าหากคิดได้อย่างนี้ จิตจักหาความทุกข์มาจากไหน ที่ทุกข์อยู่ในเวลานี้เพราะจิตโง่ จิตไม่เห็นตามความเป็นจริง ถ้าหากยังปล่อยจิตให้เป็นไปด้วยความวิบัติอย่างนี้ ก็ไปพระนิพพานได้ยาก

          ๕. อย่ามองคนในแง่ร้าย และอย่ามองคนในแง่ดี ให้มองเป็นธรรมดา เพราะถ้าหากมองในแง่ร้าย จิตของเจ้าก็จักเร่าร้อน หวาดระแวงระวังขาดความสุข ถ้ามองในแง่ดีถ้าเกิดเขาทำไม่ดีขึ้นมา จิตก็จักผิดหวังในพฤติกรรมนั้น เพราะฉะนั้น จงวางใจเป็นกลาง ไม่คิดทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย วางจิตให้สงบลงเป็นของธรรมดา คนก็เป็นอย่างนี้ อย่าไปยึดถือให้วุ่นวายปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างลงเสีย จงทำจิตให้สบาย ตั้งอารมณ์ไว้แบบไม่มุ่งหวังอะไรเลย จิตโปร่งไม่มีตัณหา ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจ พยายามรักษากำลังใจ อย่าติดในอะไรทั้งหมด จิตจักไม่หนักใจอะไรเลย จิตมีความเบาใจ เป็นสุข สุขอย่างไม่ดิ้นรนด้วยประการใด ๆ ทั้งปวง

          ๖. อย่าสนใจจริยาของผู้อื่น กรรมใครย่อมเป็นกรรมมัน ให้มองลึกซึ้งถึงกฎของกรรม เคารพในกฎของกรรม ทำจิตให้สบาย ๆ ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลกตลอดเวลา กิจการงานทำตามหน้าที่ อย่าไปพึงเป็นทุกข์ด้วย ทำด้วยอารมณ์ปลด ทำอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ก็ปลดอยู่ตลอดเวลา จิตก็จักเป็นสุข พยายามทำให้ได้ตามนี้ แต่ก็ไม่ง่ายนักหรอก ต้องพยายามฝึกฝนสติหรือสมาธิจิตให้ตั้งมั่นยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วพยายามอย่าให้มีอารมณ์หนักใจ หากหงุดหงิดก็ต้องหาสาเหตุ หาเหตุพบแล้วก็จงพิจารณาเหตุนั้นด้วยปัญญา จักเป็นว่าหรือสรุปได้ว่า หลงยึดขันธ์ ๕ ทั้งสิ้น นี้เป็นความโง่ของจิต ถามตอบจิตเข้าไปจึงจักแก้จิตที่หงุดหงิดลงได้ แล้วประการสำคัญ จงอย่าสนใจจริยาของผู้อื่น

          ๗. จงอย่าคิดไปชนะจริยาของคนอื่น ในเมื่อรู้สึกว่าวางอารมณ์ของจิตไม่ถูก ก็จงหมั่นแก้ไขเสียใหม่ เรื่องของใครก็เรื่องของใคร อย่าไปใส่ใจให้มันมากนัก แล้วพยายามรักษาอารมณ์จิตให้ผ่องใส อย่าให้ตกเป็นทาสของกิเลส อกุศลกรรม ความโกรธเป็นโทษ เป็นไฟเผาผลาญจิต

          อย่าไปชนะจริยาของคนอื่น ให้รู้จักชนะความโกรธในจิตของตนเอง เรียนรู้แก้ไขจิตใจของตนเอง พรหมวิหาร ๔ รู้จักอุเบกขาวางเฉยเสียบ้าง แต่ก่อนที่จักวางเฉย ให้รู้จักพิจารณาเสียก่อน ถ้ายังโง่อยู่ก็วางเฉยไม่ได้ จิตก็ยังหงุดหงิดขัดข้องหมองใจอยู่ จงชนะตนเองด้วยการพิจารณา และจงมีกำลังใจชนะตนเอง คนรู้ตนเองย่อมไม่สาย ถ้าหากความต้องการแก้ไขตัวเองอยู่เสมอ

          ๘. เรื่องกรรมเก่าหรือกรรมใหม่ แพทย์สั่งยาให้ แต่ผู้จ่ายยาจ่ายยาให้ไม่ตรงกับแพทย์สั่ง ทรงตรัสว่า เป็นกรรมเก่าอกุศลกรรมให้ผลเป็นโทษของกรรมปาณาติบาต เป็นโทษของการวางยาผิดในสมัยอดีตชาติ ชาตินี้หมอให้ยาถูก แต่ห้องจ่ายยาก็ให้ยาผิด ตามกฎของกรรมที่บังคับมาให้เป็นไปอย่างนั้น คำว่ากรรมใหม่เป็นการกระทำของตนเองในชาติปัจจุบัน อย่างเช่นตั้งต้นละเมิดศีล ๕ หรือกรรมบถ ๑๐ ใหม่เป็นต้น หรืออย่างติดในรสอาหาร กินโดยไม่พิจารณาคุณและโทษของอาหาร ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นต้น กฎของกรรมบังคับขันธ์ ๕ ได้ แต่ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว กฎของกรรมบังคับจิตใจของพระอริยเจ้าผู้รู้อยู่ กำหนดอยู่ว่าขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา กฎของกรรมบังคับจิตใจไม่ได้เลย พึงพิจารณาและทำจิตเช่นนี้ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็จักเข้าใจเรื่องต่าง ๆ อันเกิดขึ้นตามวาระกรรมได้หมด จิตจักอยู่อย่างเป็นสุข ด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักเสวยสุข เสวยทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ก็หาใช่เรื่องของจิตไม่ จิตสักเพียงแต่ว่ารู้ สักเพียงแต่ว่าอาศัย ไม่ได้ติดอยู่ด้วยเลย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่