พระธรรม

ในเดือน...สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑๓. หลวงพ่อตาย หรือธาตุ ๔ มันตาย หลวงพ่อฤๅษีท่านมาสอนเรื่องนี้กับเพื่อนของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า อย่าพูดว่าหลวงพ่อท่านตาย ไอ้จิตหรืออาทิสมานกายของหลวงพ่อจริงๆ มันเคยตายเสียเมื่อไหร่กันล่ะ จิตไม่เคยตาย รูปของจิตต่างหากที่ไปเกิดสู่ภพ - ชาติต่างๆ ตามกรรมที่จิตทำไว้ยึดไว้ ในเมื่อจิตไม่ยึดติดสมมุติธรรมทางโลกทั้งสามแล้ว จิตก็วิมุติหลุดพ้นจากโลกทั้งสาม (มนุษยโลก, เทวโลก, พรหมโลก) เข้าสู่แดนพระนิพพาน หลวงพ่อท่านถามว่าในเมื่อหลวงพ่อยังไม่ใช่คนตาย แล้วหลวงพ่อมีความรู้สึกไหม? ก็ตอบว่าคงจะมีหลวงพ่อว่า “ไม่ใช่คงจะมี มีหมดทั้งรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ แต่ไม่มีอุปาทานขันธ์ แล้วคนธรรมดาหรือแม้แต่พระอริยเจ้าที่ยังตัดกิเลสไม่ได้หมด เวทนาหรือความรู้สึกก็มีทั้งความสุขและความทุกข์ แต่พระอรหันต์มีอารมณ์เดียว คือ ไม่สุข - ไม่ทุกข์ เป็นอัพยากฤตในสังขารุเบกขาญาณ

          ๑๔. การระลึกชาติในบุพเพนิวาสานุสสติญาณ สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสสอนว่า เมื่อรุ้ว่าจิตนี้ไม่เคยตาย ก็อุปมาดั่งกับในชีวิตของเราที่อุบัติขึ้นมานี้ เรามีเงินพอซื้อบ้านได้เรื่อยมา ๑๓ หลัง บ้าน ๑๓ หลังอยู่ในที่ต่างๆ ไม่ใช่ท้องถิ่นเดียวกัน อาจจักอยู่ภาคเหนือ - ภาคกลาง - ภาคตะวันออก - ภาคใต้ได้ทั้งนั้น แล้วสภาพของมันแต่ละหลังก็ย่อมแตกต่างกัน ด้วยการก่อสร้างในแต่ละแบบ ด้วยกำลังทรัพย์หรือเงินทองในขณะนั้นๆ หรือบางครั้งอาจจักยากจนหน่อย ก็มีบ้านเช่าทรุดโทรม เช่าอยู่อาศัยก่อนจักมีเงินซื้อบ้าน หรือปลูกบ้านอีก ๑๓ หลังก็ได้ ต่อมาเมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันเรานั่งอยู่ตรงนี้ เราคิดถึงบ้านเช่ากับบ้านปลูก - บ้านซื้ออีก ๑๓ หลังก็ได้ เราก็จะนึกถึงบ้านเหล่านั้นได้ โดยที่ตัวเราเองไม่ต้องเดินทางไปหาบ้านเหล่านั้น การระลึกชาติเห็นรูปของจิตก็เช่นเดียวกัน นั่งอยู่ตรงนี้ก็เห็นภพ - เห็นชาติ ไปเห็นอาทิสมานกายของภาพชาตินั้นๆ ไป ดั่งที่อุปมาเรื่องบ้านนั่นแหละ (เพื่อนผมท่านอุทานว่าอัศจรรย์ยิ่งนัก) ทรงตรัสว่า “ไม่อัศจรรย์หรอกเจ้า เป็นเพราะอาสวะกิเลสสิ้นไปแล้ว ตัณหา ๓ สิ้นไปแล้ว สภาวธรรมก็บังเกิดให้เห็นตามความเป็นจริง เพราะจิตวิมุติแล้วจึงไม่มีอะไรมาปิดกั้นให้เกิดเป็นอุปทานอีก”

          ๑๕. คนมาฝึกมโนมยิทธิ ก็ยังมีกิเลส แล้วไปเห็นไตรภพและพระนิพพานได้อย่างไร ทรงตรัสว่าให้หวนนึกถึงความเป็นจริงว่า บุคคลที่มาฝึก แม้เป็นบุคคลที่หนาแน่นอยู่ด้วยกิเลสก็ตาม แต่ที่เข้ามาฝึกกรรมฐานหมวดนี้แล้วได้เห็นธรรม คือในขณะนั้นตั้งใจสมาทานศีล มีศีลบริสุทธิ์ในขณะที่ฝึกนั้น ๆ มีความเคารพในพระรัตนตรัย สมาทานพระกรรมฐานด้วยความเคารพ และฟังหลวงพ่อหรือครูฝึกสอนแนะนำให้ตัดขันธ์ ๕ คือร่างกาย ส่วนใหญ่ก็พูดถึงให้ยอมรับความตาย และทุกข์ของขันธ์ ๕ หรือร่างกาย จนผุ้ฝึกเข้าถึงธรรมในขณะนั้น คือ ไม่อยากจักมีร่างกาย ยอมรับความตาย และไม่ต้องการกลับมาเกิดให้มีความทุกข์อีก อารมณ์ในขณะนั้นจึงตัดกิเลสได้ชั่วคราว มีความบริสุทธิ์ชั่วขณะจิตหนึ่ง จึงทำให้ผู้ฝึกเข้าถึงธรรมที่ปฏิบัติอยู่ได้โดยง่าย บวกกับบางบุคคลเป็นผู้เคยได้แล้วมาแต่กาลก่อน คือ ในอดีตชาติเคยเจริญพระกรรมฐานในหมวดนี้มา พอจิตเข้าถึงจุดนี้ก็ได้โดยง่าย แต่พอออกจากกรรมาฐานแล้ว ความทรงตัวไม่เคยมี เนื่องจากไม่จำอารมณ์เดิม คือ ในขณะนั้นรักษาศีล สมาทานพระกรรมฐานด้วยความเคารพในพระรัตนตรัย และที่สำคัญอย่งยิ่งคือ อารมณ์ที่ตัดขันธ์ ๕ เลิกแล้วปล่อยให้กิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรมเข้าครอบงำจิต จึงล้มเหลวในการเจริญพระกรรมฐาน

          ๑๖. คนมีกิเลส แต่ระงับกิเลสได้ชั่วคราว แล้วไปเห็นอาทิสมานกายของตนเองเป็นพระวิสุทธิเทพ ขึ้นกราบพระได้ที่พระนิพพานนั้นเป็นอย่างไร ทรงตรัสว่า เรื่องนี้เป็นพุทโธอัปมาโณ คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้ พระองค์เป็นเพียงผู้เดียวที่รู้จริต - นิสัยและกรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งทำกันมาในอดีตแตกต่างกัน และรู้อย่างหาที่สุดมิได้ การสอนจึงเน้นให้เหมาะสมกับจริต - นิสัยและกรรมของแต่ละบุคคลเช่นกัน สำหรับรายนี้ทรงตรัสว่า บุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็นการยืนยันภพชาติต่างๆ ทั้งหลาย มีจริงประการหนึ่ง จุตูปปาตญาณ รู้กฎของกรรมของสัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน ก่อนเกิดมาจากไหน ด้วยกฎของกรรมอันใดประการหนึ่ง เป็นการให้ผู้ปฏิบัติได้รู้ว่า กฎของกรรมดี-กรรมชั่วเป็นกฎตายตัวหนึ่ง สำหรับการไปได้ถึงซึ่งพระนิพพานเป็นการยืนยันว่า ดินแดนพระนิพพานมีจริง รูปของจิต หรืออาทิสมานกายมีจริง และเป็นการยืนยันว่า ถ้าผู้ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้ ก็จักมีโอกาสที่ธาตุ ๔ ตายแล้ว ไปถึงซึ่งพระนิพพานได้จริง และมีรูปของจิต คือ อาทิสมานกายเป็นพระวิสุทธิเทพจริง สรุปว่าในขณะนั้นผู้ฝึกระงับกิเลสได้ชั่วคราว (ระงับนิวรณ์ ๕ ได้ชั่วคราว) จิตก็บริสุทธิ์ชั่วคราว พระท่านก็เมตตาสงเคราะห์ให้เห็นว่า ที่สุดของความดีในพระพุทธศาสนาก็คือแดนพระนิพพาน ทรงตรัสว่า แต่คนเรามีสัญญา อนิจจา มักจักไม่จำอารมณ์ที่ไปพระนิพพานได้เป็นอย่างไร การปฏิบัติจึงไม่ค่อยจักอยู่กับร่องกับรอย ปัญญาจึงไม่เกิด

          ๑๗. รายละเอียดของรูปของจิต หรืออทิสมานกาย ทรงตรัสว่า ถ้าไม่แสดงให้หมดก็ไม่หมดสงสัยในธรรม อย่างที่ท่านพระ.....สงสัยว่า พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ อาทิสมานการของท่าน หรือรูปของจิต ก็มีเวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณครบน่ะซิ มาดูตรงนี้กันอธิบายกันก่อน ที่ท่านสัมภเกสี (หลวงพ่อฤๅษี) เทศน์เอาไว้ว่า รู้แค่วิญญาณก็พูดคุยกันไม่ได้ วิญญาณในที่นี้คือประสาท หรืออายตนะสัมผัส ในหมวดหนึ่งของอรูปฌาน วิญญานัญจายตนฌาน มีวิญญาณคือความรู้สึกทางระบบประสาท ก็ทำความรู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีความรู้สึก ด้วยอำนาจของการกำหนดอรูปฌาน ซึ่งก็เป็นกำลังของอานาปา ทำให้เข้าถึงฌาน ๔ สักเพียงแต่ว่า ถ้าถือรูปเป็นอารมณ์ก็เป็นรูปฌาน แต่อรูปพรหม ถือความไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ก็เป็นอรูปฌาน กำลังจริงๆ ริเริ่มตั้งแต่สมาธิ คือ ความตั้งใจมั่นในการกำหนดลมหายใจเข้าออก บวกกับอารมณ์ที่ตั้งมั่นในอรูปฌานอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนั้นๆ จิตก็ทรงสมาธิอยู่เป็นปฐมฌาน - ทุติยฌาน - ตติยฌาน แล้วก็เป็นจตุตฌาน พอจิตเข้าถึงฌาน ๔ ในสมาธิที่ตั้งมั่นอยู่ในอรูปฌาน เวลานั้นจิตก็ห่างจากประสาทสัมผัส จึงเรียกว่าเข้าถึงซึ่งเต็มกำลังอรูปฌาน ตรงนี้ก็ให้เจ้าเข้าใจว่า ทำไมรู้แต่วิญญาณก็พูดคุยกันไม่ได้จึงเป็นเช่นนี้ เมื่ออรูปฌานคือชินในการไม่มีรูปคนเหล่านี้จึงมีแต่ดวงจิตที่เป็นสมาธิอยู่ในอรูปฌาน รูปแตกดับไปแล้วจึงไปสู่อรูปพรหม เป็นพรหมที่ไม่มีรูป ไม่มีอายตนะที่จักรับสัมผัสใดๆ ทั้งสิ้น แต่ดวงจิตนั้นก็อยู่ด้วยความสุขของกำลังของอรูปฌาน หมดกำลังฌานเมื่อไหร่ ก็จุติเมื่อนั้น (ให้ย้อนกลับไปดูเรื่องอรูปพรหมในข้อที่ ๙ ประกอบ ก็จะเข้าใจได้ดีขึ้น) แดนของอรูปพรหมนั้น กว้างใหญ่ไพศาล เวิ้งว้าง ไม่มีอะไร มีแต่ดวงจิตกลมๆ สีขาวๆ เหมือนแสงไฟนีออน ไม่สว่างใสเป็นแก้วประกายพรึก ดวงจิตของอรูปพรหมที่ลอยอยู่นั้น นับประมาณไม่ได้ ทรงตรัสว่า “นั่นแหละเจ้าคือดวงจิตที่ไม่มีรูป อรูปพรหมไม่มีอาทิสมานกาย จึงไม่มีอายตนะสัมผัส ตถาคตจึงตรัสว่าเป็นผู้ฉิบหายจากความดี เมื่อรู้ว่าสภาวะจิตล้วนๆ เป็นอย่างนี้เป็นจิตที่ไม่มีรูป ผู้รู้แต่จิตอย่างเดียว จึงพูดคุยกันไม่ได้ คราวนี้มารู้เรื่องของอาทิสมานกาย หรือรูปของจิตกันต่อไป ขอยืนยันในไตรภพนี้หรือพระนิพพาน ยกเว้นอรูปพรหมจิตทั้งหลายมีรูป หรืออาทิสมานกายกันทั้งนั้น แต่มีรายละเอียดต่างกันตรงนี้ เจ้าเคยไปดูอาทิสมานกายของสัตว์นรกมาแล้ว กายนั้นแม้เป็นกายทิพย์ คือไม่มีธาตุ ๔ แต่กายนั้นมีอาการ ๓๒ จักเห็นได้ว่า สัตว์นรกบางขุมถูกทัณฑ์ทรมานจนเลือดตกยางออก บางขุมถูกไฟไหม้จนกระดูกแดงฉาน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เนื่องด้วยจิตยังไม่ละจากอุปาทานขันธ์ ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในรูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ยึดธาตุ ๔ ยึดอาการ ๓๒ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา แม้กายเนื้อหรือธาตุ ๔ อาการ ๓๒ แตกดับไปแล้ว เมื่อจิตไปจุติในนรก อาทิสมานกายก็ยังมีเลือด มีเนื้อ มีกระดูก มีอาการ ๓๒ ตามอุปาทานที่ยึดมั่นถือมั่นนั้น

          มากายอสุรกาย หรือเปรต ก็เป็นเช่นเดียวกันกับสัตว์นรก หากแต่เปรตต้องโทษน้อยกว่าสัตว์นรก แม้บางประเภทจักถูกหอกทิ่ม - ดาบฟันอย่างกากะเปรตก็ตาม แต่บางประเภทก็โทษน้อย บางประเภทมีแต่โหยหิวแสวงหาอาหาร ไม่ถูกทัณฑ์ทรมานก็มี ก็ล้วนแล้วแต่ยังยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์อยู่ดี

          มาสัตว์เดรัจฉาน มามนุษย์ก็เป็นที่เห็น ๆ และรู้กันอยู่ในรูปของจิต คือ กายเนื้อ ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ นี้ จิตก็ยังติดอยู่กับอุปาทานขันธ์อย่างเหนี่ยวแน่น จนกว่าจักถึงไตรสรณคมน์ แล้วมุ่งปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอริยเจ้า จึงจักค่อยชำระจิตให้หลุดพ้นจากการเกาะติดอยู่กับอุปาทานขันธ์

          มาดูกายของเทวดา เทวดาหมดบุญก็ยังมีเหงื่อไหล เทวดาก็ยังร้องไห้ อุปาทานขันธ์ของเทวดา นางฟ้าก็ยังมี ไปพรหมที่มีรูป ก็ยังไม่หมดอุปาทานขันธ์ ยิ่งไปจากกำลังของฌานก็ยังได้ชื่อว่าติดอยู่ในอานาปา คือ ธาตุลม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของธาตุ ๔ อันเป็นร่างกาย จึงยังไม่สิ้นจากกิเลส

          มาพรหมอริยเจ้า ก็ระงับไปด้วยการตัดสังโยชน์ ดูตามลำดับของความบริสุทธิ์ของจิต เจ้าจักเห็นว่าเทวดา นางฟ้าร่างกายละเอียดก็จริงอยู่ ก็ยังดูหนาทึบกว่าพรหม หรือพรหมแต่ละชั้นก็มีกายละเอียดไม่เท่ากัน

          มาดูพระอรหันต์หรือพระตถาคตเจ้าที่พระนิพพาน เจ้าก็เคยได้เห็นมาแล้ว อาทิสมานกายหรือรูปของจิตโปร่งใสเป็นแก้วประกายพรึก ตับ - ไต - ปอด อาการ ๓๒ ไม่มี สภาวะธาตุ ๔ ไม่มี ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะพระอรหันต์หรือตถาคตเจ้า ต่างก็พิจารณาธาตุ ๔ อาการ ๓๒ นี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา จึงมีการวางเฉยในรูป และมีการวางเฉยในนาม คือ เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ มีอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ จึงเป็นเหตุให้เมื่อกายเนื้อ คือธาตุ ๔ อาการ ๓๒ แตกดับแล้ว รูปของจิตคืออาทิสมานกายจึงบริสุทธิ์เป็นวิสุทธิเทพ เพราะไม่มีอุปาทานยึดธาตุ ๔ และอาการ ๓๒ ว่าเป็นเรา เป็นของเราดังนี้ จิตกับรูปของจิตจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่จักแสดงให้เห็นได้เป็นจิตอย่างเดียว กลมใสเป็นประกายพรึกหมดทั้งดวงก็ได้ และจักแสดงเป็นรูปของจิต คืออาทิสมานกายที่ใสเป็นแก้วประกายพรึกก็ได้ สุดแล้วแต่จักให้เห็น

          มาแจงเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งให้เป็นที่เข้าใจในตอนนี้ ให้ใช้ปัญญาพิจารณาสักนิดหนึ่ง พระตถาคตเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี เมื่อพิจารณารูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ท่านวางอารมณ์ลงในสังขารุเบกขาญาณได้ เนื่องจากเห็นความปกติธรรมของขันธ์ ๕ จิตท่านเมื่อถึงจุดนี้ก็เห็นธรรมดาของขันธ์ ๕ไม่ยึดมั่นถือมั่น ความรังเกียจก็ไม่มี คือความไม่พอใจก็ไม่มี แต่อรูปพรหมรังเกียจรูป ไม่พอใจในรูป ไม่ต้องการในรูป พระตถาคตเจ้าหรือพระอรหันต์ท่านตัดตัวนี้มาแล้ว ตั้งแต่สังโยชน์ ๔ และ ๕ คือราคะและปฏิฆะ พอใจก็ไม่มี ไม่พอใจก็ไม่มี นี่เป็นการชี้ตัวอย่างให้เห็นถึงหลักการปฏิบัติที่จักวัดกำลังของจิตที่จักตัดกิเลสให้ถูกทาง พอไปถึงอรูปราคะ รูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เมื่อเข้าใจในฌานเป็นกำลังของอานาปา เป็นธาตุลมในธาตุ ๔ ไม่ใช่เรา มีอยู่แต่ไม่หลง คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ตัวถือตัวถือตน ขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ อายตนะไม่มีในเรา ไม่ใช่เราจักไปถืออะไร อุทธัจจะการปรุงแต่งธรรมไม่มี เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงแล้ว จักไปหลงติดอยู่กับอะไร ก็จักมาเห็นตรงนี้ว่า พระอรหันต์หรือพระตถาคตเจ้า รู้ตามความเป็นจริงของรูป ไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูป แม้มีชีวิตร่างกาย-ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ก็ยอมรับว่ารูปเป็นเช่นนี้ มีนาม เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ก็เป็นเช่นนี้ ขันธ์ ๕ เป็นเช่นนี้มีเกิด - มีดับเป็นปกติธรรม จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา อุปาทานขันธ์ไม่มี การรังเกียจรูปอย่างไม่ต้องการรูปอย่างอรูปพรหมก็ไม่มี จึงเป็นเหตุให้เมื่อกายเนื้อตายแล้ว รูปของจิตก็จึงยังมีเวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณก็ยังมี แต่ไม่มีอุปาทานขันธ์ แล้วรูปนี้เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณนี้เป็นไปเพื่อวิมุติทั้งสิ้นแล้ว คำว่าเสวยทุกขเวทนา เสวยสุขเวทนาอย่างไตรภาพทั้งปวงนั้นไม่มี อนึ่ง เจ้าเข้าใจเรื่องวิมานวัตถุแล้ว พรหม - เทวดา - นางฟ้ามีวิมานอันเกิดจากการถวายวิหารทานในพระพุทธศาสนา แล้วใครจักไปโจทย์กล่าวว่าพระนิพพานไม่มี วิมานไม่มีก็ช่างเขาเถิดนะ ถ้ารู้จักใช้ปัญญานิดเดียว พรหม - เทวดา - นางฟ้ายังมีวิมาน แล้วตถาคตเจ้าหรือพระอรหันต์ทุกองค์ล้วนแต่เคยบำเพ็ญทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิหารทานมาในเขตพระพุทธศาสนา มีหรือที่จักไม่มีวิมานเป็นสถานที่อยู่

          ๑๘. เรื่องอสุภกรรมฐานเกี่ยวข้องกับการตัดอุปาทานขันธ์ไหม ทรงตรัสว่า เกี่ยวซิ ในเมื่อเห็นร่างกายเป็นธาตุ ๔ อาการ ๓๒ เกลือกกลั้วกับสิ่งปฏิกูล และเห็นเป็นอสุภกรรมฐานความไม่สวย ไม่งาม โสโครก น่ารังเกียจจากการเห็นร่างกายตามความเป็นจริงนี้ จิตก็คลายความกำหนัด ไม่มีความต้องการรางกายของตนเอง หรือร่างกายของใครอีก และเมื่อจิตถึงคำว่าเห็นธรรมดาของร่างกาย จึงรู้ปกติธรรมของร่ากาย อารมณ์ก็เข้าสู่สังขารุเบกขาญาณ จิตไม่ข้องติดอยู่ในร่างกาย พอธาตุ ๔ หรือกายเนื้อนี้แตกดับแล้ว จิตก็ได้รูปของจิตหรืออาทิสมานกายที่สะอาดบริสุทธิ์ มีผลจากการพิจารณาอสุภกรรมฐานเช่นกัน

          ๑๙. สิ่งที่ควรรู้ในทางโลก สั่งให้บันทึกไว้เพื่อประโยชน์แก่ชนรุ่นหลัง
        ก) นมอัดเป็นเม็ดในท้องตลาด กินมากไม่ดี คอเลสเตอรอลในเลือดจะสูง
        ข) ท็อฟฟี่นมในท้องตลาด กินมากไม่ดี คอเลสเตอรอลในเลือดจะสูง เพราะทำจากนมข้นหวาน ซึ่งแพทย์ห้ามใช้เลี้ยงทารก เพราะนมข้นหวานมีไขมันมะพร้าวสูง จึงห้ามใช้เลี้ยงทารก
        ค) เนยเทียม ก็ทำจากน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันปาล์ม

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่