(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนมกราคม ๒๕๓๘)

ติดคุกทางโลกกับติดคุกทาง ขันธโลก




          ที่มาหรือต้นเหตุของพระธรรมเรื่องนี้ เกิดจากเพื่อนของผม ท่านยกเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ขึ้นมาใคร่ครวญ (ธัมมวิจยะ) เพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญาขั้นต้นก็คือ สุตมยะปัญญา หมายความว่า เมื่อได้ฟัง-ได้อ่าน-ได้สนทนาธรรมแล้ว ต้องจำให้ได้ก่อนเป็นประการแรก ขั้นต่อไปให้ยกเอาพระธรรมนั้นๆ มาใคร่ครวญพิจารณาด้วยปัญญาของตนเอง ตีความหมายของธรรมนั้น ซึ่งยังเป็นสัญญาล้วนๆ (สัญญาคือความจำหรือสุตมยะปัญญา) ซึ่งไม่เที่ยงเป็นอนิจจาเสมอ บางคนสนทนาธรรมกันหยกๆ พอเดินจากไปไม่กี่นาทีก็เป็นอนิจจา คือ ลืมเสียแล้ว บางคนลุกไปแต่ตัว ไม่เอาพระธรรมไปด้วย ก็มีไม่น้อย จริตนิสัยและกรรมแต่ละคนต่างกันตรงจุดนี้แหละ พระองค์จึงไม่ให้เราประมาทในความตาย ให้หมั่นทบทวน หรือใคร่ครวญธรรมที่ตนจำได้นั้นอยู่เสมอๆ ยิ่งทบทวนบ่อยๆ ก็จะยิ่งเข้าใจในธรรมจุดนั้นได้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นๆ ตามลำดับ จนหลุดพ้นทุกข์ได้ในที่สุด บางท่านที่มีบารมีธรรมสูง สะสมมานาน ฟังคำสอนจึงบรรลุมีดวงตาเห็นธรรม ณ ที่นั้นเอง การบรรลุจริงๆ จึงเกิดขึ้นได้ในขณะจิตเดียวเท่านั้น แต่ก็ทรงตรัสว่า ในปัจจุบันไม่มีแล้ว มีแต่ในสมัยที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่เท่านั้น

          เพื่อนผมท่านก็ไม่ประมาท บันทึกคำสอนที่ทรงตรัสไว้ทุกครั้งด้วยความไม่ประมาท เพราะสัญญา (ความจำ) เป็นอนิจจาได้เสมอ และยามว่างก็ยกเอาพระธรรมนั้น ๆ ขึ้นมาใคร่ครวญตามที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น ท่านยกเอาสัทธรรม ๕ (เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย) ล้วนเป็นทุกข์ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เพราะความไม่เที่ยง, เห็นทุกข์ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งวันตาย, ทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกล้วนเป็นทุกข์ พิจารณาจนเห็นโลกทั้งโลกนี้มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นแต่ทุกข์กับทุกข์ คิดจนหมดแรง ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี หมดแรง แล้วว่ะ ความคิดของท่านก็อยู่ในพุทธญาณ หรือ สัพพัญญูตญาณของพระองค์ จึงทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ให้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. อย่าเพิ่งตกม้าตาย ตอนจวนใกล้จักจบเสียล่ะ (ก็รับว่าหมดแรงจริงๆ)

          ๒. ให้เอาความเกิด เอาความทุกข์จากการมีขันธ์ ๕ ไปขู่มันเข้าไว้ซิ จิตมันจักได้หลาบจำ พิจารณาไปว่าอาการ ๓๒ มันเสื่อม - สกปรก เพิ่มทุกข์ เพิ่มภาระให้แก่เรา หลงผิดอยู่ในขันธ์ ๕ สักแค่ไหน

          ๓. คิดไปแล้ว สรุปลงตรงอริยสัจ เพียรตัดให้ได้ด้วยปัญญา มีความตั้งใจทำอย่างนั้นอยู่เป็นปกติ ทำบ่อย ๆ ประเดี๋ยวก็หลุดได้เอง ขอให้ทำจริงก็แล้วกัน ผลที่ได้ก็เป็นของจริง

          ๔. ให้คิดถึงกฎของกรรม อยากกลับมามีร่างกายอีก มันทุกข์หรือไม่ทุกข์ ถ้าไม่เพียรมันจักพ้นร่างกายนี้ได้อย่างไร

          ๕. ถามใจของตนเองดูซิว่ายังปรารถนาที่จักกลับมาชดใช้กฎของกรรมกันอีกหรือ ก็เหมือนนิมิตอยากเป็นคนติดอยู่ในคุกต่อไป ไร้จากอิสรภาพที่ถูกร่างกายมันจองจำก็ตามใจ ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องต่อสู้

          ๖. ติดคุกทางโลกยังมีวันหมดอายุของคดีความ แต่ติดคุกในความเกิดของร่างกาย จักรอแต่ร่างกายตายเพียงอย่างเดียว มันพ้นความเกิดไปไม่ได้ จักต้องเพียรเอาจิตพ้นกิเลส พ้นจากความเกิดได้อย่างเดียวเท่านั้น

          ๗. ดูในอดีต ร่างกายตายมาแล้วกี่ซาก เกิดๆ ดับๆ อยู่อย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุด วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารด้วยความโง่ จมอยู่ในทุกขเวทนา

          ๘. ให้ใช้บุพเพนิวาสานุสสติญาณให้เป็นประโยชน์ ระลึกชาติย้อนโทษของการเกิดเอาไว้เป็นเครื่องเตือนสติ เกิดเป็นคนก็ทุกข์อยู่มากแล้ว เกิดในอบายภูมิยิ่งทุกข์มากกว่า เกิดเป็นพรหม-เทวดา-นางฟ้าก็ไม่หมดทุกข์ มีแหล่งไหนบ้างที่เราไม่เคยจุตินั้นไม่มี

          ๙. ดูโทษของปาณาติบาต นำไปถึงไหน, ดูโทษของอทินนาทาน นำไปอย่างไร, ดูโทษของกาเม ให้ผลอย่างไร, ดูโทษของมุสาวาท ส่งผลอย่างไร, ดูโทษของสุราเมรัย ให้ผลขนาดไหน

          ๑๐. ศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ก็ไม่มีใครที่จักไม่เคยล่วงละเมิดมาในอดีตชาติ กฎของกรรมเหล่านี้ไม่มีใครเลยที่จักหนีพ้น ตราบใดที่ยังมีชีวิตเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร

          ๑๑. เมื่อเป็นอย่างนี้ เจ้ายังจักประมาทอีกหรือ ทุกๆ คนหนีผลของอกุศลกรรมไปไม่พ้น ยกเว้นที่จักทำความเพียรหนีผลของอกุศลกรรมไปให้จิตเข้าถึงซึ่งพระนิพพานเท่านั้น จึงจักพ้นไปได้ ขอให้เข็ดกันเสียทีนะ

 

ธัมมวิจัยเรื่องติดคุกทางโลก

กับติดคุกจากการเกิดมีร่างกาย หรือ ขันธโลก

          ๑. การพิจารณาเห็นทุกข์โดยขาดปัญญา ก็มักจะเห็นแล้วแทนที่จะวางทุกข์ เพราะทุกข์เป็นของหนัก ความโง่กลับยิ่งเกาะทุกข์ เลยจมอยู่กับทุกข์ยิ่งขึ้น พระพุทธองค์และหลวงพ่อท่านสอนบ่อย ๆ ความว่า พวกนี้ชอบบินเสียสูง แต่หาสนามบินลงไม่ได้ น้ำมันหมดเลยตกลงมาตาย เพราะขาดปัญญา หาตัวธรรมดาไม่พบว่า ธรรมดาของมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีใครสามารถทำให้เป็นอย่างอื่นไปได้

          ๒. กฎของกรรม หรืออริยสัจ หรือกฎธรรมดา ล้วนเป็นธรรมอันเดียวกัน พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ต่างบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ ด้วยอริยสัจทั้งสิ้น และพระสาวกทุกๆ องค์ก็บรรลุด้วยอริยสัจ ผมขอเขียนไว้สั้นๆ ว่า ใช้กรรมหรือธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรมทั้งสิ้น

          ๓. ผู้ใดที่ระลึกชาติไม่ได้ (บุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ก็จงเชื่อพระองค์หรือผู้รู้ไปก่อน จนกว่าจะรู้ได้ด้วยตนเอง ให้ดูตัวอย่างพระอรหันต์ สุกขวิปัสสโก ท่านก็ระลึกชาติไม่ได้ แต่ท่านก็เชื่อพระองค์โดยไม่สงสัย หรือไม่มีวิจิกิจฉา อันเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๒ ด้วย หรือเป็นนิวรณ์ ๕ ด้วย ท่านก็จบกิจได้

          ๔. เรื่องโทษของศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ต้องหมั่นพิจารณาให้รู้ ให้เห็นด้วยจิตตนเอง จนจิตยอมรับ โดยพิจารณาเห็นโทษ แล้วพิจารณาถึงคุณที่มีศีลและกรรมบถ ๑๐ ด้วยจิตของท่านจะมั่นคงมากในศีลและกรรมบถ ๑๐

          ๕. ถ้าจิตของท่านผู้ใดดื้อ - โง่ - ไม่เอาไหน ก็ให้ทบทวนพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ในจุดนี้ให้บ่อยๆ แล้วก็จะดีขึ้นเอง

          ๖. คนโง่จะพยายามเอาตัวรอด หรือเอาร่างกายรอด เพราะโง่คิดว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา แต่คนฉลาดเขาเอาจิตรอด เพราะรู้ว่าเราคือจิต ซึ่งเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย ที่ต้องเกิดๆ ดับๆ กันอยู่ เพราะไม่หมดตัณหา หรืออุปาทานในการเกาะติดร่างกาย คิดว่าการเกิดมีร่างกายเป็นของดี เพียงแค่วางหรือละอุปาทานขันธ์ ๕ ได้ตัวเดียว ก็พ้นเกิด พ้นตายได้แล้ว

          ๗. วิธีปฏิบัติเพื่อพ้นจากการเกิด คืออริยสัจ ๔ ข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ คืออริยมรรคแปด ย่อแล้วเหลือ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ศึกษารายละเอียดที่สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสสอนไว้ละเอียดมาก ในคิริมานนทสูตร ในหนังสือธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเล่มที่ ๓ ได้แจกไปนานแล้ว

 

จิตติดบุญ ดีกว่าจิตติดบาป

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. จิตติดบุญนั้นก็ยังดีกว่าจิตติดบาป จักไม่ให้ติดอะไรเลยนั้น เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ นั้นทุกคนยังเข้าไม่ถึง จึงยังไม่สมควรพูดในที่นี้

          ๒. การละพันธะ - ภาระ และหน้าที่โดยเอากายไปทำ แต่จิตไม่ติดนั้น มีแต่พระอรหัตผลเท่านั้นที่จักทำได้ จึงเป็นธรรมดาอยู่ดีในเรื่องจิตติดบุญนี้

          ๓. ในอดีต เจ้าจำได้ไหมที่เจ้าคิดว่าจักตัดจิตติดบุญนี้ให้ได้ ถูกท่านฤๅษีลองเอาทีเดียว เรื่องบุญสับผักตบเลี้ยงปลา เจ้ายังสอบตกรีบกระวีกระวาดไปทำทันใด

          ๔. เวลานี้ ทุกคนต่างศึกษากันมาพอประมาณแล้ว จึงพึงกำหนดรู้สิ่งไหนควรติด สิ่งไหนควรละ แม้ละได้ชั่วคราวก็ยังดี เพราะตราบใดที่ยังไม่ถึงพระอรหันต์ ก็ยังวางไม่ได้สนิทหรอก

          ๕. แต่อย่าลืมนะ พระอรหันต์ท่านยังทำบุญอยู่ ทำอย่างหนักด้วย คือทั้งให้ธรรมเป็นทาน ทั้งเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้ทำบุญร่วมกับท่านด้วย การไม่ติดในบุญของท่าน มิใช่ไม่ทำบุญทำทาน จิตใจของท่านไม่คับแคบ ท่านเปิดกว้างไว้เสมอ ให้ทุก ๆ คนได้มีอานิสงส์ร่วมกับท่าน ให้มองจุดนี้เข้าไว้

          ๖. ปุถุชนไม่ทำบุญเพราะตระหนี้ขี้เหนียว แต่พระอริยเจ้าท่านทำบุญตลอด แต่เพื่อตัดความโลภ และเพื่อตัดความไม่ติดในบุญที่ทำนั้นๆ ต่อไปในภายหน้า

          ๗. การเห็นทุกข์อันเกิดจากการทำบุญ ถ้าดูให้ชัดด้วยปัญญา คือ ทำบุญทำทานโดยไม่คิดหน้าคิดหนัง ก็เป็นการเบียดเบียนตนเองได้ นี่ก็เป็นธรรมดา เพราะอาศัยศรัทธา แต่ขาดปัญญา จึงทำตนให้เดือดร้อนในผลของบุญทานนั้นๆ

          ๘. ถ้าพิจารณาก่อนทำบุญ ทำทานนั้นสักนิด ด้วยปัญญา ก็จักไม่มีปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นแต่ประการใด

          ๙. พวกเจ้าก็ดูเอาไว้เป็นบทเรียน นิสัมมะกรณังเสยโย พิจารณาเสียก่อนแล้วจึงทำ ไม่ผิดหวังแน่

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่