ศีลเป็นพื้นฐานของพระธรรม

อานาปานัสสติเป็นพื้นฐานของความสงบแห่งจิต




          พระพุทธองค์ ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ ไว้ดังนี้

          ๑. อย่ารีบเร่งศึกษาสิกขาบทศีลเพียงแค่ผ่านไป ควรจักคิดพิจารณาให้ละเอียด ทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ตามลำดับ ศีลเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นพื้นฐานของพระธรรมทั้งหมด เหมือนกับอานาปานัสสติเป็นพื้นฐานของความสงบแห่งจิต สองฐานนี้จักต้องอาศัย ซึ่งกันและกันเสมอ เพื่อความมั่นคงของธรรม เพื่อความมั่นคงของจิต จึงเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนาทั้งสองประการ

          ๒. ให้ดูท่านองคุลิมานเถระ วาระแรกท่านเข้าถึงศีลก่อน หยุดปาณาติบาตลงได้ เมื่อบวชแล้วมีศีลเป็นพื้นฐาน จึงทำให้เข้าถึงธรรมปฏิบัติได้โดยง่าย ทำให้เป็นเหตุได้บรรลุพระอรหัตผล เพราะฉะนั้น พวกเจ้าอยากให้มีพรหมวิหาร ๔ สมบูรณ์ ศีลพระนี้แหละจักชี้ชัด เมื่อพิจารณาให้ละเอียดลงไปจักได้แนวทางของการทรงพรหมวิหาร ๔ ทั้ง ๔ ประการได้อย่างสมบูรณ์

          ๓. อย่างที่เจ้าคิดว่า บุคคลผู้คบความชั่วแห่งจิต ก็ต้องเดือดร้อนเพราะการกระทำความชั่วทั้งทางกาย - วาจา - ใจของตนเอง ต่างกับบุคคลผู้คบความดีแห่งจิต ย่อมมีความสุข ไม่เดือดร้อนทั้งกาย - วาจา - ใจ จุดนี้เจ้าพึงคิดว่าต่อไปนี้เราพึงทำใจให้เป็นอุเบกขา มีจิตอ่อนโยน เมื่อเห็นบุคคลใดเขาทำชั่ว ไม่ว่าทางกาย - วาจา - ใจ ก็จงสงสารว่านี่เขาสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง เจ้าจักไม่สนใจ ไม่เดือดร้อนไปกับเขา ให้เขาลำบากไปแต่ผู้เดียว เขาทุกข์เพราะผลของกรรมที่เขาทำ เราอย่าไปทุกข์หรือเดือดร้อนกับเขาเลย

          ๔. สำหรับบุคคลฝ่ายดี ปฏิปทาใดที่ทำให้เขาพ้นจากความทุกข์ เราก็มีจิตยินดีรับเอาปฏิปทานั้นมาปฏิบัติตาม ถ้าหากทำได้ ต่างคนต่างก็มีความสุข

 

หลวงปู่ บุดดา ถาวโร ทิ้งขันธ์ ๕

          ทั้งทีวีและน.ส.พ.ออกข่าวว่า หลวงปู่ บุดดาฯ ทิ้งขันธ์ ๕ ไปเมื่อวันพุธที่ ๑๒ ม.ค. ๒๕๓๗ เวลา ๒๐.๐๐ น. โดยประมาณ ด้วยอาการสงบ เพื่อนของผมท่านเล่าว่า ขณะที่กวาดวัดในตอนเช้าพอรู้ข่าวทั้ง ๆ ที่ตนเองก็รู้ล่วงหน้าว่าท่านจะทิ้งขันธ์หลังวันเกิดท่าน เมื่อ ๕ ม.ค. ๒๕๓๗ แต่อารมณ์จิตก็อดหวั่นไหวมิได้ ซึ่งก็เป็นของธรรมดา เพราะรู้ว่าตนยังมีอารมณ์ ๒ อยู่ (พอใจกับไม่พอใจ) พอทำจิตให้สงบลง ก็เห็นหลวงปู่กับหลวงพ่อยืนอยู่ หลวงปู่ท่านสอนว่า

          ๑. ขันธ์ที่ช่วยตัวเองไม่ได้อย่างนี้ ไม่มีใครต้องการเอาไว้หรอก ข้าเหมือนคนอยู่บ้านผุๆ หลังคาก็รั่ว เพดานก็โหว่ บันไดก็ใช้การอะไรไม่ใคร่จะได้ มันซ่อมไม่ไหว ก็ต้องไปดีกว่า นี่มันเรื่องธรรมดานะท่านฤๅษี

          ๒. ไอ้คนโง่เท่านั้นแหละที่มันไม่ยอมรับธรรมดา ร่างกายไม่ดีมันก็บอกว่าดี ร่างกายสกปรกมันก็ว่าสะอาด ร่างกายมันจะไปไม่ไหว มันก็บอกว่าไปไหว มันฝืนความจริง เกาะร่างกายแจอย่างนี้ มันจะไปนิพพานได้อย่างไรกัน (ฟังแล้วสะอึกเพราะท่านพูดแทงใจดำ)

          ๓. เอ็งเห็นดอกไม้ที่ร่วงไหม? ก็รับว่าเห็นดอกที่ร่วงอยู่นี้ มีทั้งดอกอ่อนที่ยังไม่ตูม ดอกที่ตูมแล้วยังไม่บาน ดอกที่บานแล้วยังไม่โรย ดอกที่โรยแล้วยังไม่เหี่ยว ดอกที่เหี่ยวแล้วยังไม่แห้ง ดอกที่แห้งแล้วเป็นที่สุดก็มี นี่มันร่วงลงมาจากต้นไม้เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่สภาวะของมันไม่เท่ากัน

          ๔. ชีวิตร่างกายของคนก็เหมือนกัน บางรายตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ บางรายคลอดออกมาแล้วตาย บางรายตายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก บางรายตายตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว บางรายตายตอนวัยกลางคน บางรายตายเมื่อแก่ อย่างข้านี่ตายเมื่อแก่ ก็ไม่ต่างกับดอกไม้ที่แห้งคาต้น แล้วร่วงหล่นลงมา สภาวะความจริงมันเป็นอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในโลกมีอนัตตาเป็นที่สุด อย่างร่างกายก็คือตายไปในที่สุด

          ๕. แล้วเอ็งเห็นดอกไม้ร่วงหล่นอยู่นี่ เอ็งมีความเศร้าโศกบ้างหรือเปล่า (ก็ตอบว่าเปล่า)

          ๖. นั่นซิ มันร่วงมันหล่นมากมายเกลื่อนกลาดอย่างนี้ มันก็เป็นปกติของมัน ร่างกายก็เหมือนกัน มันร่วงมันหล่นก็เป็นปกติของมัน จะเศร้าโศกเสียใจอยู่ทำไม ภาวะปกติมันเป็นอยู่อย่างนี้ มันเป็นธรรมดา ก็จงอย่าไปฝืนมัน ไม่มีใครหรอกที่เกิดมาแล้วไม่ตาย

          ๗. จากนั้นหลวงปู่บุดดา ท่านก็เมตตามาปรากฏอยู่ตรงหน้า เป็นรูปกายพระสงฆ์ก่อน แล้วเปลี่ยนกายเป็นพระวิสุทธิเทพ เป็นกายแก้วใสสะอาดตา แล้วสอนว่า กายนี้ซิสบาย - ไม่เจ็บไม่ป่วย - ไม่แก่ - ไม่ตาย ตับ - ไต - ไส้ - ปอดไม่มี เครื่องในไม่มี สะอาดเกลี้ยงเกลา ถ้าอยากได้กายนี้ ก็ต้องพยายามวางอารมณ์เกาะยึดร่างกายลงเสียให้ได้ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียรนะลูก

 

เตโชกสิณ (กสิณไฟ) สำเร็จได้ด้วยความเย็น

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. พระพุทธองค์ทรงเพ่ง เตโชกสิณให้ดู ชั่วขณะจิตเดียวไฟก็เปลี่ยนเป็นสีแก้วประกายพรึก (ก็นึกแปลกใจว่าท่านแสดงทำไม) ทรงตรัสถามว่า เจ้าว่าตถาคตมีเหตุผลไหม (ก็ตอบว่ามี แต่ไม่ทราบเหตุผล จึงทำให้เกิดสงสัย)

          ๒. ทรงตรัสว่า ให้เจ้าดูว่า เตโชกสิณ คือ ไฟที่มีความร้อน แต่จักให้จิตทรงฌานตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานจตุตถฌาน ในการเพ่งไฟที่มีความร้อน ยังจักต้องอาศัยจิตที่มีความสงบเยือกเย็นเป็นสมาธิ คือ มีความตั้งมั่นให้สำเร็จในกสิณกองนี้ให้เจ้าได้คิดและพิจารณาว่า ถ้าหากบุคคลใดใจร้อน มีโมหะ - โทสะ - ราคะ ไฟ ๓ กองอยู่ในจิตแล้ว การจักทำสมาธิให้จิตเข้าถึงฌาน ในกสิณกองใด ๆ ก็ไม่สำเร็จ

          ๓. เวลาที่จักทำสมาธิให้จิตเข้าถึงฌานได้นั้น จิตจักต้องสงบเยือกเย็น ไม่ร้อนไปด้วยไฟโมหะ - โทสะ - ราคะ จักต้องสามารถระงับได้ชั่วคราว สงบจากไฟภายในได้มากเท่าไหร่ สมาธิก็จักทรงตัวได้มากเท่านั้น ทำจุดนี้ให้ได้อานาปานัสสติ จักทรงตัว

          ๔. ภาพนิมิตในการทำสมาธิ จิตไม่จำเป็นที่จักต้องเป็นเตโชกสิณเสมอไป ให้เลือกเอาตามชอบใจ จักเป็นภาพพระก็เหมาะสมดี แต่ที่แสดงภาพเพ่งเตโชกสิณให้ดู ก็เพื่อจักเตือนเอาไว้ว่า แม้เตโชกสิณ คือเพ่งไฟอันเป็นความร้อน จักทำได้สำเร็จยังจักต้องอาศัยจิตที่มีความสงบเยือกเย็น และความตั้งมั่นอยู่ในความตั้งใจที่จักกระทำจริง

          ๕. เพราะฉะนั้น อย่าใจร้อน คำว่าใช้ความเพียร ต้องเพียรให้ถูก มีอารมณ์สงบเยือกเย็น ระงับจากกิเลส จักได้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี และมีความตั้งมั่นที่จักกระทำจริง นั่นแหละเจ้า คือความเพียรที่ถูกต้อง อย่าใช้อารมณ์มุมานะไปในทางที่ผิด มรรคผลก็จักไม่เกิด

          ๖. ให้สังเกตอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดีๆ ใจร้อนหรือร้อนใจเมื่อใด กรรมฐานพังเมื่อนั้น

          ๗. อนึ่ง จิตหดหู่ ก็เช่นกัน จุดนี้เป็นอารมณ์โมหะ ทำลายอารมณ์กรรมฐานได้ชะงักเช่นกัน พวกเจ้าจักต้องหมั่นแก้ไขอารมณ์ของจิตเอาไว้ให้ดี ๆ

          ๘. จงอย่าประมาท ก็แล้วกัน คิดเตือนตนเองไว้เสมอ ความตายจักเยือนมา สู่ร่างกายได้ตลอดเวลา งานที่ตั้งใจในอนาคตนั้นมีจิตเพียงกำหนดว่า รู้อยู่ว่ามี แต่อารมณ์คิดนั้นเป็นปัจจุบัน งานนั้นยังมาไม่ถึง ก็พึงสักแต่ว่ารู้เอาไว้ อย่าทำใจร้อน

          ๙. วันคืนไม่ต้องเร่ง เพราะมันเคลื่อนไปอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ บุคคลใดเป็นผู้รู้ย่อมไม่ประมาทรู้อยู่เสมอว่า ร่างกายเดินเข้าไปหาความตายทุกวันคืน และรู้อยู่ว่าวันเวลา แม้ไม่อยากให้เคลื่อนไป มันก็ห้ามไม่ได้ ปกติของวันเวลาก็เคลื่อนอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เขาเห็นความปกติของมัน จึงทรงจิตกอปรด้วยความดีเอาไว้ เพื่อป้องกันความประมาทนั้น

          ๑๐. เขาไม่เร่งวันเร่งคืน แต่เขาเร่งความเพียร ที่จักละกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานให้ทัน ก่อนที่ร่างกายนี้ มันจักถึงแก่ความตาย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่