เรื่อง เวทนา



          เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ มิ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาสอนให้ มีความสำคัญดังนี้

 

          ๑. "จงทำจิตให้ยอมรับเวทนาที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ว่าเป็นของธรรมดา (โดยปกติเวทนาของร่างกายต้องกำหนดจึงจะรู้ หากเราไม่กำหนดก็ไม่รู้ หากเป็นเวทนาที่ไม่มาก) แล้วพยายามลดการยึดเกาะในเวทนานั้นด้วยการระงับอาการของสังขาร คือ ไม่ปรุงแต่งธรรมนั้น ๆ นี้คือสัจธรรมของการมีร่างกาย เมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมมีเจ็บ มีแก่ มีตาย เป็นธรรมดา"

          ๒. "จงวางอารมณ์ให้สงบ ยอมรับธรรมที่ไม่ปรุงแต่งนี้ เพราะเป็นสิ่งที่หลีกหนีกันไม่พ้น เมื่อมีการเกิดของร่างกายแล้ว"

          ๓. "จงกำหนดรู้เอาไว้ว่า เห็นทุกข์ของการมีร่างกายอยู่เนื่อง ๆ พยายามทำจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา แยกจิตออกมาอย่าให้ทุกข์ตามไปด้วย พยายามทรงอารมณ์จิตไว้ให้ เป็นสังรุเบกขาญาณ แม้จักเป็นอ่อน ๆ ก็ควรจักพยายามซักซ้อมกันเอาไว้ อย่าให้จิตมีอารมณ์บ่น แม้แต่ในใจก็ใช้ไม่ได้ เพราะนั่นคือการเกิดอารมณ์ปฏิฆะ และเป็นการคัดค้านสัจธรรมที่ฝืนความเป็นจริงของร่างกาย"

          ๔. "ตั้งแต่นี้ต่อไปอาการสุขหรือทุกขเวทนา อันสืบเนื่องมาจากร่างกาย จักเป็นครูเข้ามาทดสอบจิตของเจ้าอยู่เนื่อง ๆ ขอให้เตรียมใจสอบกันให้ดี ๆ ถ้าลงธรรมดาไม่ได้ พอใจหรือไม่พอใจก็ใช้ไม่ได้ ต้องลงอุเบกขาญาณเข้าไว้ อาการสุขหรือทุกขเวทนานี้ ต้องนับเนื่องไปหมดทางอายตนะ ๖ ขอให้ดูอารมณ์ของจิตเข้าไว้ให้ดี ๆ

          ๕. "อนึ่ง การทบทวนธรรม (ธัมมวิจยะ) ก็จงทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และให้สังเกตอารมณ์ของจิต ในขณะทบทวนธรรมะนั้นไปด้วย จักได้รู้จุดที่ทำให้อารมณ์ของจิตนั้นเคลื่อนไหวไปได้อย่างไรบ้าง"

 

เรื่องกายทำงานทางโลก แต่จิตทำงานทางธรรม

          เสาร์ที่ ๑๒ มิ.ย. ๒๕๓๖ ทรงพระเมตตามาสอนเรื่อง กายทำงานทางโลก แต่จิตทำงานทางธรรม มีความสำคัญดังนี้

          ๑. "ขอให้มั่นใจในธรรมที่ปฏิบัติอยู่ เดินมรรคด้วยจิตอย่างไม่หยุดยั้ง ร่างกายจักทำอะไรอยู่ก็ตาม จงกำหนดจิตให้อยู่ในอารมณ์พระกรรมฐานตลอดเวลา จักเป็นสมถะหรือวิปัสสนาก็ได้"

          ๒. " จงกำหนดรู้อยู่ให้เกิดความเคยชินอยู่เสมอ เผลอบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง มันก็ต้องมีอยู่บ้างเป็นธรรมดา อย่าเพิ่งตำหนิตนว่าเลว จักทำให้จิตเสียกำลังใจ เผลอบ้าง ฟุ้งบ้าง ง่วงนอนบ้างก็ลงตัวธรรมดา ตั้งใจใหม่เมื่อระลึกได้ ทำบ่อย ๆ ก็เหมือนตักน้ำใส่ตุ่ม เก็บเล็กเก็บน้อยทำให้น้ำเต็มตุ่มได้ฉันใด การปฏิบัติธรรมก็สามารถเป็นสันตติเต็มจิตได้ฉันนั้น"

          ๓. "แต่ควรจักระมัดระวังอารมณ์โมหะ-โทสะ-ราคะ ระงับเข้าไว้ไม่ให้มันมีกำลังแรงกล้า ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำในตุ่มเหือดแห้งได้ฉันใด ไฟอารมณ์ก็สามารถทำจิตให้แห้งจากความดีได้ฉันนั้น ขึ้นชื่อว่าความร้อนใจ พยายามระงับให้มันดับไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จักเร็วได้"

          ๔. "ให้กระทำตามขั้นตอนที่ให้ไว้ แยกแยะอารมณ์ให้ถูกต้องก็แล้วกัน"

 

เรื่อง มรณานุสสติ กับอย่ากลัวกิเลสมารและขันธมาร

          วันเสาร์ที่ ๑๓ มิ.ย. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาสอนเรื่อง มรณานุสสติกับอย่ากลัวกิเลสมารและขันธมาร มีความสำคัญดังนี้

          ๑. "เจ้าจงหมั่นจำอารมณ์ตัดตายนั้นไว้ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติครั้งต่อๆ ไป ทางที่ดีอย่าเลือกตั้งอารมณ์นี้เฉพาะเวลา ควรตั้งไว้ให้จิตพร้อมอยู่เสมอตลอดเวลา เพราะเป็นอารมณ์สละร่างกาย คลายความเกาะเวทนาลงไปได้เด็ดขาด"

          ๒. "จิตกำหนดรู้ลมหายใจอยู่ตลอดเวลา อย่าพึงคิดว่าทำไม่ได้ จักต้องคิดว่าทำได้ ทุกอย่าสำเร็จลงได้ด้วยความเพียร"

          ๓. "อย่ากลัวการประจันหน้ากับขันธมาร และกิเลสมาร เพราะนั่นคือครูที่จัก ทดสอบอารมณ์จิตของพวกเจ้า ว่าจักผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้หรือไม่ ขันธมาร และกิเลสมารเป็นของจริงที่นักปฏิบัติพระกรรมฐานจักต้องลุยผ่านทุกคน ได้ก็ถึงพระนิพพาน แต่ถ้าแพ้ก็ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป อย่าหนีความจริง ขันกับกิเลสมารเป็นของคู่มากับร่างกาย ซึ่งมันได้ผูกจิตจองจำ กักขังเรามานานนับอสงไขยกัปไม่ถ้วน อดทนต่อสู้เข้าไว้"

          ๔. "ถ้าชาตินี้ยอมพ่ายแพ้แก่มัน ชาติต่อ ๆ ไป ก็ไม่มีทางชนะมันได้ ทำกำลังใจให้เต็ม เมื่อรู้แล้วว่าร่างกายนี้มีแต่ทุกข์หาสุขไม่ได้ เป็นเหยื่อของกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรม เราโง่หลงผูกติดกับร่างกายนี้มานาน หลงอารมณ์ที่เพลินไปกับกิเลสมาร ชาติแล้วชาติเล่า อย่างไม่รู้เท่าทันความทุกข์อันเกิดจาก ขันธมาร และกิเลสมารนั้น"

          ๕. "มาบัดนี้พวกเจ้ารู้ทุกข์ อันเกิดจากกิเลสมาร และขันธมารพอสมควรแล้ว จงรักษาอารมณ์ตัดตาย สละร่างกายนี้ทิ้งไป เพื่อเป็นฐานกำลังของจิต ควบคู่กับอานา ปานัสติให้ทรงอยู่เสมอ ๆ จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่จักทำให้การเจริญสมถะธรรมของพวกเจ้า มีผลเจริญขึ้นตามลำดับ จงจำเอาไว้ให้ดี "

          ๖. "ถ้าคราวใดขึ้นต้นตั้งอารมณ์นี้ไม่ถูก ก็ให้พิจารณาร่างกาย ไม่ว่าภายในหรือภายนอก วัตถุธาตุใด ทรัพย์สินต่าง ๆ พังสลายไปหมด กล่าวคือพิจารณาไตรลักษณ์ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างพังหมด ไม่มีอะไรเหลือ (อารมณ์อากิญจัญญาตยนะฌาน) จนในที่สุด หาสิ่งยึดถือมาเป็นสาระแก่นสารไม่ได้ โลกและ ขันธโลก มีความเสื่อมสลายไปในที่สุด ค่อย ๆ คิดพิจารณาจนจิตยอมรับ แล้วจึงจับลมหายใจเข้าออก จนจิตเข้าถึงฌาน (หมายความว่าเริ่มต้นให้พิจารณาก่อนจนจิตสงบ แล้วจึงจับลมหายใจเข้าออก) ให้จิตทรงตัวอยู่ระยะหนึ่ง จึงหวนกลับมาจับวิปัสสนาญาณตามความต้องการต่อไป"

          ๗. "อย่าลืมทำกรรมฐานทุกครั้ง ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาลก่อน เป็นการทำอารมณ์จิตให้เยือกเย็นอยู่ในพรหมวิหาร ๔ จนเกิดวิสัยเคยชิน ฝึกได้เมื่อไหร่ แผ่เมตตาไปเมื่อนั้น มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาให้แก่จิตและกายของตนเอง และพร้อมกันนั้นมีให้แก่จิตและกายของบุคคลอื่นด้วย"

          ๘. "อารมณ์พรหมวิหาร ๔ นี้ จะลดไฟโมหะ-โทสะ-ราคะให้เจือจางไปจากจิตได้ และในบางขณะที่ระลึกได้ ก็ควรจักนำพรหมวิหาร ๔ ขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เป็นคุณแก่อารมณ์ของจิตอย่างอเนกอนันต์ด้วย"


 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่