(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๖)




เหตุที่ทำให้พระกรรมฐานไม่ค่อยได้ผล

          เมื่อวันที่ ๒๔ ก.พ. ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐมได้ทรงพระเมตตามาสอนเพื่อนที่ร่วมปฏิบัติธรรมของผม ที่ร่วมไปปฏิบัติพระกรรมฐานที่วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร แล้วไม่ค่อยได้ผล มีความสำคัญดังนี้

          ๑. กรรมฐานเที่ยวนี้ล้มเหลวอีกแล้วหรือเจ้า เหตุก็เพราะเจ้าปล่อยให้ถีนะมิทธะ (ความง่วง) เข้าครอบงำจิต จึงเป็นผลให้นิวรณ์กดดันจิตให้สิ้นกำลังที่จักเจริญพระกรรมฐานให้ได้ผล จำเอาไว้ เพราะเจ้ามีความประมาทในนิวรณ์ ๕ มากเกินไป จึงทำให้จิตสิ้นเรี่ยวแรงที่จักต่อสู้กับนิวรณ์ ๕ ประการ ต่อไปห้ามคิดว่านั่งต่อไปอีกนิดน่า ไม่เป็นไร ถ้ารู้สึกว่าความง่วงเข้าแทรกเมื่อไหร่ อาการง่วงหาวปรากฏ ให้รีบลุกขึ้นเดินทันที

          ๒. ถ้าระงับไม่ได้ก็ชนะไม่ได้ ห้ามโต้แย้งเป็นอันขาดว่า นั่นเป็นการหลับในฌาน หากกล่าวเช่นนั้นก็เป็นการเข้าข้างกิเลสมากเกินไป

          ๓. การหยิบเอาบันทึกคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานขึ้นมาดูนั้น ถ้าอารมณ์นิวรณ์ ๕ แทรกได้แล้ว การพิจารณาก็จักไม่มีผล เพราะปัญญามันไม่เกิด เพราะฉะนั้น ต้องตื่นตัวปลุกจิตให้ระงับนิวรณ์ ๕ ในขณะนั้น แต่ถ้าหากระงับได้ตลอดเวลา ก็ควรจะระงับ เมื่อระงับได้แล้วนั่นแหละ จึงจักหวนกลับมาพิจารณาธรรมต่าง ๆ ได้

          ๔. อย่าลืมแม่บทของการเจริญพระกรรมฐาน คือ อานาปานัสสติ หมั่นเติมพลังให้แก่ดวงจิตเข้าไว้จักได้มีกำลัง ถ้าหากทำได้ก็ให้ทำจิตถึงฌาน ๔ เห็นภาพนิมิตกสิณเป็นแก้วแล้ว จิตชุ่มชื่นดีแล้ว หวนกลับมาจับอารมณ์วิปัสสนาญาณอันนั้นแหละจักเป็นผลดีทั้งสมถะและวิปัสสนาญาณ

          ๕. อย่าท้อถอยนะ ผิดแล้วก็เริ่มต้นใหม่ หมั่นกำหนดจิตรู้ลมเข้าออกอยู่เนือง ๆ จิตจักได้เคยชิน จักภาวนาควบคู่ไปด้วยก็ได้ ไม่ภาวนาก็ได้ ให้หมั่นกำหนดรู้อยู่เสมอ สมาธิจิตจักได้ทรงตัว

          ๖. รู้อย่างเบา ๆ มีสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้การเข้าออกของลมหายใจ อย่าไปรู้แบบหนัก ๆ จิตมีวิตกกังวลแบบนั้นจักไม่เป็นผล เป็นอัตตกิลมถานุโยค จิตหนักสมาธิหนักเกินไป ไม่เป็นผล

 

วิจารณ์ :

          สำหรับพวกที่ยังไม่ได้กสิณ อาจคิดว่าตนทำไม่ได้ ผมขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมดังนี้

          ๑. ความสำคัญหรือหลักในการปฏิบัติพระกรรมฐาน ก็คือ การระงับนิวรณ์ ๕ ให้ได้ก่อน

          ๒. แม่บทที่ทำให้จิตสงบ เป็นฌาน เป็นสมาธิได้ คืออานาปานัสสติ ผู้ใดไม่สนใจจุดนี้ ก็อย่าหวังที่จะทำให้จิตสงบและทรงตัวได้

          ๓. ผู้ไม่ได้กสิณ ให้สังเกตเอาเสียงเป็นหลักสำคัญ หากหูได้ยินเสียงดี แต่จิตเราไม่รำคาญในเสียง คงพิจารณาได้ต่อเนื่องนั่นคือ จิตถึงปฐมฌาน จัดเป็นอัปปนาสมาธิ ซึ่งมีกำลังพอพิจารณาตัดกิเลสให้ขาดได้แล้ว หากจับรู้ลมหายใจเข้าและออกควบกับคำภาวนาอยู่ แล้วคำภาวนาหายไป จิตสงบดี หูได้ยินเสียงเบาลง นั่นเป็นฌานที่ ๒ หากปฏิบัติต่อไป รู้สึกว่าตัวแข็งขยับตัวไม่ได้ อย่าตกใจ อย่ากลัวตาย ขณะนั้นเสียงจะเบาลงมาก ขณะนั้นจิตเข้าสู่ฌานที่ ๓ และหากเสียงหายไป หูไม่ได้ยินเสียงเลย กายจะเบา จิตจะเบาสบาย ขณะนั้นเป็นฌานที่ ๔ อย่างหยาบ และหากรู้สึกว่าแม้แต่กายก็ไม่มี หายไปด้วย จิตเบาสบาย และเป็นสุขมาก ขณะนั้นเป็นฌาน ๔ อย่างละเอียด ให้ใช้หลักนี้เป็นข้อสังเกต

          ๔. อาการง่วงเหงาหาวนอนเกิด อย่าฝืน ให้ลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่างกายโดยการเดิน ถ้าระงับนิวรณ์ ๕ ไม่ได้ การปฏิบัติก็ไม่มีผล

          ๕. อารมณ์จริงต้องเบา ๆ สบาย ๆ หากหนักและเครียดไม่ใช่อารมณ์จริง ตึงเกินไปก็ไม่มีผล หย่อนเกินไปก็ไม่มีผล การบรรลุต้องใช้ทางสายกลางทั้งสิ้น

 

เรื่องจิตไม่สงบเพราะเกาะติดทุกข์ - สุข

          จากนั้นสมเด็จองค์ปฐมได้ทรงพระเมตตามาสอนเพื่อนที่ร่วมปฏิบัติธรรมของผมต่อ ในวันที่ ๒๕ ก.พ. ๒๕๓๖ ขณะไปปฏิบัติพระกรรมฐานที่วิหาร ๑๐๐ เมตร ” เรื่องจิตไม่สงบเพราะเกาะติด ทุกข์ - สุข ” มีความสำคัญดังนี้

 

          ๑. เจ้าไม่ต้องห่วงว่าอิทธิพลคุณไสย จะมีอำนาจเข้ามาก่อกวนในวิหาร ๑๐๐ เมตร ตถาคตคุมอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา คือ พุทโธอัปปมาโณ

          ๒. ต่อไปนี้ขอให้เจ้า หมั่นดูอารมณ์ของตนเอง อย่าไปมองดูอารมณ์ของคนอื่น การที่จะพ้นทุกข์แห่งอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจ ก็ต้องสังเกตที่จุดนี้ กำหนดสติสัมปชัญญะ รู้ให้ได้ว่าขณะนี้กำลังเสวยอารมณ์อะไรอยู่ เมื่อเรียนรู้อารมณ์ที่เสวยแล้ว ก็ต้องหมั่นเอาพระกรรมฐานเข้ามาแก้อารมณ์ที่เป็นพิษนั้น ๆ จิตไร้ความสงบ เพราะอารมณ์ของจิตดิ้นรนเกาะติดทุกข์-สุข ถ้าหากศึกษาไม่ถ่องแท้แล้ว ก็จักแก้ไขจุดนี้ได้ยาก ต้องรู้จริงกระทบจริงด้วยสติสัมปชัญญะที่ว่องไว อันตามรู้ว่ากิเลสชนิดใดได้เกิดขึ้นแล้วในขณะจิตนั้น ถ้าไม่รู้ก็แก้ไขไม่ได้ ต้องหลงปล่อยให้จิตเป็นทาสของอารมณ์อยู่ร่ำไปอย่าท้อแท้ พลั้งบ้างเผลอบ้างเป็นธรรมดา หมั่นเพียรดูจิตเสวยอารมณ์อยู่เสมอ ๆ ใหม่ ๆ มันก็ยุ่งยากหนักใจบ้างเป็นธรรมดา แต่กำหนดรู้ไปนาน ๆ ก็จักเกิดความเคยชินเอง

          ๓. ความทุกข์ใด ๆ จักยิ่งไปกว่าอารมณ์จิตของตนเองทำร้ายตนเองนั้นไม่มี การไปพรหมโลก เทวโลก ติดสุขด้วยอารมณ์นี้ การไปอบายภูมิ ๔ อันมีสัตว์นรก เป็นต้น ติดทุกข์ก็ด้วยอารมณ์จิตนี้ เพราะฉะนั้นเจ้าต้องการจะพ้นทุกข์ ก็ต้องหมั่นศึกษาอารมณ์ระงับสุข ระงับทุกข์ให้เห็นเป็นตัวธรรมดา อันหาสาระแก่นสารไม่ได้ หมั่นคิดพิจารณา หมั่นปลด หมั่นละอารมณ์จิตที่สร้างทุกข์ สร้างสุขลม ๆ แล้ง ๆ อยู่นี้ให้คลายไปจากจิต และหมั่นสร้างอารมณ์สังขารุเบกขาญาณให้เกิด เห็นการเสวยอารมณ์สุข-ทุกข์ ว่าไม่เป็นเรื่องเพราะเป็นอารมณ์แสวงหาความเกิด เราจักไม่ต้องการ เราต้องการจุดเดียวคือแดนพระนิพพาน อันดวงจิตไม่ต้องเคลื่อนและไม่ต้องจุติยังแดนต่าง ๆ อีก นิพพานัง ปรมัง สุขัง นะลูก

          ๔. ขณะบันทึกน้ำตาก็ไหลไปด้วยความปีติในธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงพระกรุณามาสั่งสอนให้ ทรงตรัสว่า เจ้าต้องช่วยตนเองเร่งรัดความเพียร การมาพระนิพพานได้ ต้องพึ่งตนเองเท่านั้น ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกนะเจ้า แต่ไม่สามารถบันดาลให้ใครเข้าพระนิพพานได้ การจบกิจในพระพุทธศาสนาต้องปฏิบัติความเพียรด้วยตนเองทั้งสิ้น การชี้ การแนะ การนำให้เห็นพระนิพพาน ตถาคตย่อมทำได้ด้วยพุทธบารมี แต่การมาได้หรือไม่ได้นั้น เป็นหน้าที่ของเหล่าพุทธสาวกจักพึงทำได้เอง หวังว่าเจ้าคงจักเข้าใจ ตอบว่า เข้าใจพระพุทธเจ้าค่ะ เมื่อเข้าใจ ก็จงหมั่นตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อยังมรรคผลนิพพานให้เกิดเถิด

          ๕. อย่าลืมเตือนสติของตนเองไว้เสมอ ๆ มรณานุสสติรุกเจ้าอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ในขณะจิตนั้นชีวิตของการเป็นมนุษย์มีสิทธิ์ที่จะพลัดพรากจากเราไป

          ๖. การเกิดมาพบพระพุทธศาสนา พบพระธรรมคำสอนโดยอริยสาวกเยี่ยงท่านฤๅษีนั้น นับเป็นอุดมมงคลอย่างหาได้ยากยิ่งนัก เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจักมิพึงประมาทปล่อยปละละเลยให้จิตว่างจากความดี หากปล่อยให้จิตตกอยู่ในความเลว อารมณ์เลวเข้ามาสิงจิต มีความติดในอารมณ์ทุกข์-สุข ตายไปก็ไปค้างอยู่พรหมโลก-เทวโลก-อบายภูมิ ๔ กลับมาเป็นมนุษย์ใหม่ ก็ต้องกลับมาเสวยทุกข์ เกิดดับอยู่ต่อไปอีกนับกาลนานมันดีนักหรือ

          ๗. เพราะฉะนั้น จงอย่าประมาท การปฏิบัติธรรมมาถึงจุดนี้แล้ว ต้องทำกำลังใจในบารมี ๑๐ ให้เข้มแข็ง อย่าแชเชือน ต้องหมั่นสอบอารมณ์จิตให้จริงจัง ปฏิบัติธรรม โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตายเป็นตาย เพื่อมรรคผลนิพพาน

          ๘. แต่พวกเจ้านั้นยังมีทุกข์ของกายอยู่ ต่างกับพรหม เทวดา นางฟ้า ที่ท่านเป็นพระอริยะ ทุกข์ของกายยังฉุดพวกเจ้าอยู่ บีบบังคับให้เสวยเวทนาทุกข์ - สุข ไม่ทุกข์ - ไม่สุขกับมันอยู่อย่างนั้น อารมณ์เวทนายังฉุดจิตพวกเจ้าให้ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในภพชาติต่าง ๆ อยู่ เพราะฉะนั้น พวกเจ้าจงอย่าประมาทเป็นอันขาด โอกาสได้มีน้อยกว่าพรหม เทวดา นางฟ้า แต่ถ้าเร่งความเพียรให้ถูกหลัก พวกเจ้าที่ยังเป็นมนุษย์นี่แหละ สามารถกอบกิจให้รวดเดียว มิต้องมาต่อระลอกสองบนเทวโลก พรหมโลกอีก หมั่นเตือนสติของตนไว้เสมอ ๆ ระวังชีวิตจะปิดฉากก่อนจบกิจแล้วจักเสียใจ จงอย่าประมาทเป็นอันขาด

 

วิจารณ์ :

          ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมสำหรับบางท่าน ที่อ่านแล้วยังสงสัยหรือยังไม่เข้าใจในธรรมที่พระองค์สอน เพราะธรรมเหล่านี้ทรงเน้นสอนให้เพื่อนของผมและผมเท่านั้น

          ๑. ให้หมั่นดูอารมณ์ของตนเองอย่าให้เกิดอารมณ์ ๒ คือพอใจกับไม่พอใจ หรือราคะกับปฏิฆะ ต้นเหตุเพราะจิตไม่สงบ ทำให้เกิดอารมณ์เกาะทุกขเวทนา กับสุขเวทนา จึงต้องรู้ตลอดเวลาว่า เมื่อถูกกระทบโดยกิเลสผ่านทวารทั้ง ๖ แล้ว อารมณ์ใดเกิดหมายถึงจริตทั้ง ๖ ถ้าไม่รู้ก็แก้ไขไม่ได้ เพราะต้องใช้กรรมฐานแก้จริตให้ตรงจึงจะมีผล จุดนี้คือหลักสูตรของพระอนาคามีผล ซึ่งผ่านยาก เพราะอดเผลอไม่ได้

          ๒. ความทุกข์ใด ๆ จักยิ่งไปกว่าอารมณ์จิตของตนเองทำร้ายตนเองนั้นไม่มี ดังนั้น บุคคลใดไม่คอยจับผิดตนเอง และคอยแก้ไขตนเองตลอดเวลา จึงไม่มีทางพ้นภัยตนเองได้ ผู้มีปัญญาจึงไม่ส่งจิตออกนอกตัว ไม่หาธรรมะนอกตัว ไม่จับผิดผู้อื่น ไม่ยุ่งกับกรรมของผู้อื่น จุดนี้ต้องใช้ปัญญาอันเกิดจากพรหมวิหาร ๔ จึงหนักเรื่องการใช้สมถะและวิปัสสนา แยกสิ่งที่เป็นสาระออกจากสิ่งไร้สาระ การพิจารณาหากยังไม่ถึงตัวธรรมดาไม่เห็นธรรมดา ถือว่ายังไม่จบ มิฉะนั้นอารมณ์ช่างมันหรือสังขารุเบกขาญาณไม่มีทางเกิด จุดนี้คือหลักสูตรอรหัตผล เมื่อข้อแรกยังเผลออยู่เป็นปกติ ข้อ ๒ จึงห่างไกลความจริงมากขึ้น แต่พระองค์ก็ทรงให้กำลังใจ โดยเน้นเรื่องบารมี ๑๐ อย่าทิ้ง และให้เร่งความเพียรให้ถูกหลัก ก็สามารถจะจบกิจได้ในชาตินี้ ถ้าไม่ประมาทในความตาย พร้อมตาย และซ้อมตายให้จิตชินด้วยความไม่ประมาทใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พระองค์เป็นเพียงผู้บอกผู้ชี้แนะทางปฏิบัติให้เท่านั้น

          ๓. ความเพียรที่ถูกหลักคือ เพียรอยู่ในโพธิปักขิยธรรม ๗ หมวด หรือ ๓๗ ทางเท่านั้น คือ มหาสติปัฎฐาน ๔, อิทธิบาท ๔, สัมมัปปทาน ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรค ๘ เท่านั้น

          ที่สุดนี้ผมขอบารมีของ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ขอความเมตตาจากท่านให้ช่วยดลจิตให้ผู้ที่อ่านธรรมะที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์บทนี้แล้ว นำไปปฏิบัติตามอย่างจริงจัง จงประสบความสำเร็จ มีดวงตาเห็นธรรมได้ตามลำดับจนเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ทุกคนเทอญ

 

เรื่องทุกขัง (โดยหลวงพ่อฤๅษี)

          วันศุกร์ที่ ๒๖ ก.พ. ๒๕๓๖ หลวงพ่อฤๅษีท่านเมตามาสอนลูกในอดีตของท่าน มีความสำคัญดังนี้

          ต้นเหตุเกิดที่วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร ลูกในอดีตของท่านไปปฏิบัติพระกรรมฐาน โดยใช้สมถะและวิปัสสนา แต่นิวรณ์กินจิต (ความง่วง) ต้องลุกขึ้นเดิน (จงกรม) โดยใช้คำภาวนาว่า "นิพพาน" และใช้กสิณ ๑๐ ช่วย ก็สามารถเอาจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพานได้ แต่การพิจารณายังอ่อนอยู่ หลวงพ่อท่านจึงเมตตาช่วยสอนเรื่องทุกขังให้ เพราะตราบใดที่จิตเรายังไม่เห็นทุกข์ ก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ได้ ผมขอเขียนเป็นข้อ ๆ เพื่อสะดวกในการจดจำ แล้วนำไปพิจารณาให้เข้าใจด้วยจิตของตนเอง แล้วจึงเพียรทำให้เกิดผลตามลำดับ จนเกิดความชำนาญด้วยจิตของตนเอง จึงจะเป็นของจริงในพุทธศาสนา มีความสำคัญตามลำดับดังนี้

          ๑. เอ็งจะเห็นได้ว่า การมีขันธ์ ๕ เต็มไปด้วยความทุกข์ ตื่นเช้าลองไม่ล้างหน้า ไม่อาบน้ำ ไม่แปรงฟัน จะทนได้ไหม ตอบว่า ย่อมทนไม่ได้ค่ะ ความทนไม่ได้นั่นแหละคือความทุกข์ การมีร่างกายเท่ากับมันเป็นเจ้านายยังคับเราให้ตกเป็นขี้ข้า บริการมันตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง หิวถ้าไม่กินทุกข์ไหม ตอบว่าทุกข์ค่ะ แล้วกว่าจะได้กินแต่ละครั้ง ต้องหุงหาอาหารมาเลี้ยงร่างกาย บำรุงบำเรอมันก็เต็มไปด้วยความทุกข์

          ๒. ความเหน็ดเหนื่อยดีหรือไม่ดี ตอบว่า ไม่ดีค่ะ เมื่อไม่ดีก็อย่ากินมันซิ ตอบว่า เมื่อไม่กินก็หิวทำงานไม่ไหว นั่นซิ ไม่ว่าหิวหรืออิ่มก็เป็นไปด้วยความทุกข์ กินแล้วต่อมาก็ปวดท้องขี้ ปวดท้องเยี่ยว ไม่ไปถ่ายมันออกก็ทนไม่ไหว ทุกข์อีก

          ๓. เวลาเบ่งขี้มันทุกข์ไหม ทุกข์ค่ะ ใช่ซิ ถ้ามันไม่ออกท้องผูก ปวดท้องมันก็ทุกข์ ถ้ามันไหลไม่หยุดท้องร่วงก็ทุกข์ รวมความว่ามันไม่ดีสักอย่าง แม้กระทั่งยามนอน

          ๔. ง่วงแทบตาย แต่ไม่ได้นอน ทุกข์ไหม ทุกข์ค่ะ นอนแล้วไม่เต็มอิ่ม แต่กิจการงานมันบังคับให้ต้องตื่น ไม่อยากตื่นมันทุกข์หรือไม่ทุกข์ ทุกข์ค่ะ เอ็งจะเห็นได้ว่า การมีร่างกายทำให้มีทุกข์เป็นที่ตั้ง ไม่ว่าพระราชายันยาจกก็มีทุกข์เหมือนกัน และร่างกายมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนกัน และมีความตายเป็นที่สุด

          ๕. สภาพของร่างกายมันหาความทรงตัวไม่ได้ ตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย เอ็งเคยเห็นคนเกิดแล้วไม่ตายมีไหม ไม่มีค่ะ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า สัตว์โลกเกิดเท่าใด ก็ตายหมดเท่านั้น หรือเอ็งว่าไม่จริง

          ๖. ในขณะที่รอความตาย ร่างกายของคนเราก็เสื่อมลงทุกวัน เคยแข็งแรงทำงานว่องไว กระฉับกระเฉง แต่พออายุสูงวัยขึ้นเรี่ยวแรงกำลังวังชาก็ไม่มี บางคนเคยมีมือเท้าเป็นปกติ พอกฎของกรรมเข้ามาถึง หกล้อมพิการบ้าง รถชนขาหักบ้าง แขนและมือใช้การไม่ได้บ้าง เลยทำให้การบริการร่างกายของตนไม่สมหวัง เคยกินข้าวได้เองก็ทำไม่ได้ เคยเดินได้เองก็เดินไม่ได้ เป็นต้น พอกายทุพพลภาพความกลุ้มใจก็เกิด จิตมันก็ทุกข์เพราะดิ้นรนอยากให้กายมันมีสภาพเหมือนเดิม พยายามดิ้นรนรักษาจนสุดความสามารถ บางรายก็หาย บางรายก็ตาย หายก็หายได้ชั่วคราว ส่วนตายนั้นตายแน่ทุกราย

          ๗. เอ็งจะเห็นได้ว่า จิตคนนั้นมันฝืนความจริงอยู่มาก มีอารมณ์ไหวอยู่เรื่อย ๆ ความไม่สบายกายปรากฏ จิตก็ไหวอยู่ในอารมณ์ของความไม่พอใจ แต่พอความสบายกายปรากฏ จิตก็ไหวอยู่ในอารมณ์พอใจ ทั้ง ๆ ที่กายมันไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ต้องเจ็บ ต้องแก่ ต้องตาย แต่จิตมันไม่ยอมรับว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นปกติของร่างกาย ไปทุกข์กับความปกติเหล่านั้น ฝืนความจริง จิตไม่ยอมรับความจริง ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากแก่ ไม่อยากตาย แต่ที่สุดกายมันก็ไม่ฟังเรา จิตบังคับมันก็ไม่ได้ กายมันก็ต้องเป็นไปตามกฎธรรมดาของมัน เอ็งหมั่นดูอารมณ์เข้าไว้นะลูก อย่าให้มันเอียงซ้ายเอียงขวาในยามทุกข์ - สุขของกายมันเกิด ไม่ใช่หิวก็ทุกข์เกิดที่จิต พออิ่มก็สุขเกิดที่จิต มันใช้ไม่ได้ ต้องรู้ว่ามันเป็นปกติของร่างกาย ไอ้ความรู้สึกมันต้องมีแน่ หิวก็รู้ว่าหิว อิ่มก็รู้ว่าอิ่ม แต่อย่าไปเสียใจหรือดีใจกับมันเข้า พยายามลงตัวธรรมดาให้ได้ สร้างอารมณ์จิตวางเฉยให้เกิด คนจะไปพระนิพพานได้ไม่ต้องกลับมาเกิด จะต้องตัดอารมณ์ ๒ ตัวนี้ให้ได้ คือพอใจกับไม่พอใจให้พินาศไป พยายามเข้านะ มองสัตว์ มองคน หรือวัตถุธาตุใด ๆ ก็ดี ให้เห็นทุกข์ที่ขังอยู่ภายใน จะได้วางอารมณ์กระทบอันพอใจและไม่พอใจทิ้งลงเสียได้

          ๘. การเจริญพระกรรมฐานจะต้องวางจิตให้สบาย ๆ สบายอย่างไร คงสบายอย่างจิตสงบค่ะ ถ้าไม่เห็นตัวธรรมดามันก็สงบไม่ได้ ต้องพิจารณาให้เห็นตัวธรรมดา ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาหรือกฎของกรรม เห็นทุกข์ เห็นสุขอันไม่เที่ยงเป็นปกติของร่างกาย แต่จริง ๆ แล้วมองให้ลึก ๆ สุขมันไม่มีหรอกลูก อารมณ์พอใจ ไม่พอใจอันเกิดจากร่างกายเป็นเหตุ จริง ๆ แล้วมันเป็นทุกข์ล้วน ๆ แต่อาศัยความหลงของจิตเป็นปัจจัย ได้สิ่งชอบใจ เช่น รูปสวย เสียงเพราะ รสอร่อย มันก็หลงผิดไปคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นความสุข ต้องเห็นตรงนี้ก่อน จิตมันต้องยอมรับสภาพเสียก่อนว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ไม่เที่ยง มันเปลี่ยนไปทุกวัน และไม่ช้าไม่นานมันก็เสื่อม แล้วสลายไปในที่สุด

          ๙. ถ้าหากยอมรับกฎธรรมดานี้อย่างจริงใจ ความสงบจึงจะเกิดได้กับจิต อะไรมากระทบอารมณ์ก็วางได้หมด นี่มันอารมณ์พระอรหันต์นะ หรือเอ็งทำได้ ยังไม่ได้ค่ะ ลูกยังห่วงอยู่กับเหล่าเดียรถีย์ที่เข้ามาในวัด อย่าอ้างคนอื่นกรรมใครกรรมมัน พวกปล้นพระศาสนาหากิน เดียรถีย์ - อลัชชี มันมีอยู่เป็นปกติ ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจงวางใจเสียให้ได้ บันทึกไว้ แต่อย่าเอาจิตไปเกาะความเลวของเขาเข้า ถามจริง ๆ เถอะ เขาทำชั่วอย่างพระเทวทัต เวลาตกนรกใครตกแทนเขาได้บ้างหรือเปล่า เปล่าค่ะ แล้วเอ็งไปเกาะความเลวของเขา มีสิทธิ์ตกนรกด้วยหรือเปล่า ก็คงมีสิทธิ์ค่ะ นั่นนะซิ แล้วไปจับความเลวของเขาทำไม ปากบอกว่าจะไปพระนิพพาน แต่จิตเกาะเลวอยู่อย่างนั้น แล้วจะไปได้อย่างไร

          ๑๐. ไม่เอานะ คิดเสียใหม่ ใครดีใครเลวก็เรื่องของเขา เราจะไปพระนิพพานจะต้องไม่สนใจเรื่องของคนอื่น ดูกายดูจิตของเราเข้าไว้ อย่าให้ไปดีไปเลวตามเขา เพราะนั่นไม่ใช่ของจริง เป็นธรรมของชาวโลก มันพ้นโลกไม่ได้ ต้องหมั่นเอาจิตมาเกาะพระธรรม ปฏิบัติธรรมให้ได้ดีที่สุด พยายามอย่าเหยาะแหยะ ๆ ทำจิตไร้กังวลเสียเรื่อย เอาใหม่นะ ทีมันติดดี ติดเลวของผู้อื่น ทำไมจิตมันถึงตื่นได้ อยากรู้เรื่องของคนอื่นเขาไปเสียหมด

          ๑๑. ให้เอาสภาวะจิตแบบนั้นแหละมาตื่น มาอยากรู้เรื่องของพระธรรมว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสอย่างนี้ แล้วทำอย่างไรถึงจะได้ผลตามอย่างนั้น มาตื่นทางธรรม ดีกว่าตื่นทางโลก เราจะไปพระนิพพานต้องเพียรรู้เรื่องของพระธรรม ไม่ใช่เพียรรู้เรื่องทางโลก เอาเสียใหม่นะ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่