การสอนของพระพุทธองค์

กับกาลามสูตร




บันทึกไว้เมื่อวันศุกร์ที่ ๘ พ.ค. ๒๕๓๕ มีความสำคัญว่า....

          คนในปัจจุบันนี้มักจะเอาความเห็น (ทิฏฐิ) ของตนเอง หรือเอาปัญญาของตนเอง เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา เพราะคิดว่าตนเองฉลาด เป็นนักปราชญ์ทางพุทธ อ้างเหตุผลของตนเองหลายแง่หลายมุม ชักแม่น้ำทั้ง ๕ เพื่อให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านคล้อยตามตน ที่เห็นชัด ๆ ก็คือ กาลามสูตร พูดกันมาหลายร้อยครั้ง รวมทั้งพวกนักวิชาการ ทางโลก ก็นำมาพูดอ้างตามให้ประชาชนชาวพุทธฟัง

          ผมจึงขออนุญาตให้แนวคิดไว้ เป็นส่วนตัว ดังนี้ (ส่วนตัวหมายถึง จะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ มิได้บังคับ)

          ๑. พระพุทธองค์ทรงสอนพุทธบริษัท เฉพาะผู้มีศรัทธาในพระองค์เท่านั้น ไม่เคยสอนใครที่เขาไม่ศรัทธาในพระองค์ แม้แต่พระพุทธบิดาในขณะที่ยังไม่ศรัทธาในความเป็นพระพุทธเจ้าของพระองค์

          ๒. ทรงสอนตามจริต นิสัย และกรรมของคน ซึ่งแตกต่างกัน ไม่สอนมั่ว ๆ แบบในปัจจุบัน ขอยกตัวอย่าง สัก ๒ จริต คือ

               ๒.๑ พวกพุทธจริต คือ ฉลาดมาก หรือ อุคติตัญญู (พวกดอกบัวพ้นน้ำ กำลังจะบานอยู่แล้ว) พระสารีบุตรทรงสอนเวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน, พระโมคคัลลาน์ทรงสอนเรื่องธาตุ ๔ และท่านภาหิยะทรงสอนให้ตัดรูปตัวเดียว ก็จบกิจในพุทธศาสนา สิ่งใดที่เขามีอยู่แล้วในตนแล้ว พระองค์จะไม่สอน สอนตรงจุดที่เขายังติดอยู่เท่านั้น ทุกคนก็มีดวงตาเห็นธรรมตามลำดับ จนจบกิจในพุทธศาสนาทุกราย สำหรับพวกพุทธจริตนี้ส่วนใหญ่ จะมีโทสะจริตควบคู่ไปด้วย ทรงให้ใช้กรรมฐาน ๔ กอง คือ ธาตุ ๔ , อาหารปฎิกูลสัญญา มรณานุสสติ และ อุปสามานุสสติ.

               ๒.๒ พวกศรัทธาจริต ซึ่งส่วนใหญ่มีโมหะจริตและวิตกจริตควบคู่ไปด้วย ทรงให้ใช้กรรมฐาน ๖ กอง คือ พุทธา-ธัมมา-สังฆา-สีลา-จาคา และเทวตานุสสติ เป็นหลักเพราะทั้ง ๖ ข้อ ล้วนแต่ให้ยึดความดีหรือบุญไว้เป็นหลักใหญ่ กันนรกไว้ก่อนทั้งสิ้น พวกศรัทธาจริตมักเชื่อง่าย จึงถูกต้ม-ตุ๋นง่าย ถ้าไปพบอาจารย์ที่ เป็นมิจฉาทิฏฐิด้วย ก็มีผลลงนรกหมด ถ้าไปพบอาจารย์ที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็โชคดี ท่านจะสอนให้ยึดบุญ เกาะบุญหรือความดีไว้เป็นหลัก จึงกั้นนรกได้อย่างดี

          ๓. จากเหตุผลในข้อที่ ๒ ทำให้วันนี้จิตของผมเข้าใจชัดเจนว่าพระองค์ทราบด้วยพุทธญาณว่า พวกชาวกาลามะมีศรัทธาจริตและมีโมหะจริตควบคู่ด้วย คือ เชื่อง่ายเพราะโง่หรือขาดปัญญา จึงให้หลักไว้ ๑๐ ประการ คือ

               ๓.๑ อย่าพึ่งยึดถือ เพราะได้ยินได้ฟังมา (อย่าเชื่อโดยขาดการพิจารณาด้วยปัญญาก่อน)

               ๓.๒ อย่าพึ่งยึดถือ เพราะถ้อยคำที่สืบ ๆ กันมา (เขาเล่าว่าโดยตนไม่ได้เห็นกับตา ไม่ได้ยินกับหูของตนเอง)

               ๓.๓ อย่าพึ่งยึดถือเพราะตื่นข่าว (หลงเชื่อโดยขาดสติ-ปัญญา แบบกระต่ายตื่นตูม มีมงคลตื่นข่าว)

               ๓.๔ อย่าพึ่งยึดถือโดยอ้างตำรา (ตำราที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีอยู่มากมายในปัจจุบัน)

               ๓.๕ อย่าพึ่งยึดถือโดยการเดา (การเดาส่ง เดาสุ่ม คือความโง่ พุทธศาสนาห้ามเดาเพราะมีโทษสูง)

               ๓.๖ อย่าพึ่งยึดถือโดยการคาดคะเน (คือ คิดเอาเองโดยไม่รับผิดชอบ แบบพวกโหร พวกห้อยทั้งหลาย)

               ๓.๗ อย่าพึ่งยึดถือโดยตรึกตามอาการ (คือ คิดเอาด้วยเหตุผล ด้วยโลกียปัญญา ซึ่งเป็นสัญญาล้วน ๆ )

               ๓.๘ อย่าพึ่งยึดถือโดยถูกกับทิฏฐิของตน (เพราะว่าเป็นอุปาทานที่ตนยังไม่หมดอารมณ์ ๒ คือ ราคะกับปฏิฆะ)

               ๓.๙ อย่าพึ่งยึดถือผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ (เพราะมีศรัทธาจริตขาดปัญญาจึงมีความลำเอียงหรืออคติ)

               ๓.๑๐ อย่าพึ่งยึดถือสมณะนั้นเป็นครูของตน

               (เพราะมีอุปาทานยึดติดในบุคคล ไม่ยึดพระธรรม)

          มีความโดยย่อ ๆ ว่า พราหมณ์ ๒ พวก ประกาศวาทะของตน แล้วติเตียนพูดกระทบฝ่ายตรงข้าม แต่พูดยกย่องพวกตนเอง จึงเกิดปัญหา ชาวกาลามะจึงนำความสงสัยหรือปัญหานี้มาทูลถามพระพุทธองค์

          ๔. ทรงให้หลักเป็นกลาง ๆ ไว้ ๑๐ ประการ แต่ในตอนท้ายทรงเน้นให้ใช้ปัญญาใคร่ครวญเสียก่อน อะไรดีก็ควรคงไว้ อะไรไม่ดีก็ให้ละวางเสีย ทรงแนะนำให้เอาสิ่งเหล่านั้นมาทดลองปฏิบัติด้วยตนเองก่อนจนเกิดผล เมื่อเกิดผลจริงแล้วจึงค่อยเชื่อ โดยปกติพระองค์จะสอนบุคคลตามจริตนิสัยและกรรมของแต่ละคนเป็นหลักสำคัญ แต่พวก
กาลามะขณะนั้นยังมิใช่พุทธบริษัทของพระองค์
เพียงแค่ศรัทธามาให้พระองค์ช่วยตัดสินปัญหาของพวกเขาเหล่านั้น เมื่อสอนจบแล้ว จึงมีศรัทธาเต็ม ขอเอาพระองค์เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต จึงขอสรุปว่า ชาวกาลามะ ซึ่งมีศรัทธาจริตบวกโมหะจริต (เชื่อง่าย และโง่ขาดปัญญา) แต่ก็ยอมรับว่าตนเองยังโง่ขาดปัญญาอยู่ จึงยังเอาดีได้ พระองค์จึงให้หลัก ๑๐ ประการไว้ และสอนให้พบความจริงในพุทธศาสนาเป็นอย่างไร เขาจึงศรัทธาในศาสนาของพระองค์แทน

          ๕. พวกที่อ้างกาลามสูตร ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ล้วนมีแนวความคิดว่า เทวดา พรหม สวรรค์ นรกไม่มี และนิพพานสูญ คนตายแล้วไม่เกิดทั้งสิ้น ซึ่งเป็นความคิดที่คัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง อันเป็นมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ความว่า ไม่มีโทษใดที่จะร้ายแรงเท่ากับมิจฉาทิฏฐิ เพราะหากเขาเริ่มต้นผิดแล้วก็จะผิดตลอด ซึ่งตรงข้ามกับสัมมาทิฏฐิ ซึ่งหากเขาเริ่มต้นถูกก็จะถูกตลอด

          ๖. พระองค์ทรงทราบความจริงทั้ง ๓ โลก (ยมโลกหรืออบายภูมิ ๔,มนุษยโลก และ
เทวโลก ซึ่งรวมพรหมโลกอยู่ด้วย) ก่อนผู้อื่นทั้งหมด ทรงพระเมตตารวบรวมคำสั่งสอนของพระองค์ขึ้นมาตามจริตนิสัยและกรรมของแต่ละคน ซึ่งทำกรรมกันมาไม่เสมอกัน จึงมีคำสอนจำนวนมากถึง ๘๔,๐๐๐ วิธีหรืออุบาย หรือพระธรรมขันธ์ ทุก ๆ บทล้วนเป็นอริยสัจทั้งสิ้น อริยสัจ แปลว่า ความจริงซึ่งพระองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ไม่จริงก็ไม่ตรัส (ไม่พูด) ตรัสอย่างไรก็ทำได้ตามนั้น ตรัสแล้วไม่เคยคืนคำ คำตรัสของพระองค์ไม่เคยเป็นสอง เป็นเจ้าของพุทธศาสนา จึงเป็นพี่ใหญ่ในพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องก้มศีรษะให้กับผู้ใดอีก และใช้คำสรรพนามเรียกพระองค์ว่า ตถาคต แต่พระองค์เดียวในโลก ทรงตรัสรู้ด้วยตนเองจึงไม่มีครู บุคคลใดที่ปรามาสคำสอนของพระองค์ พระองค์เรียกบุคคลนั้นว่า เดียรถีย์ เป็นคนนอกศาสนาของพระองค์ ตั้งตนเป็นศัตรูกับพระองค์อย่างเปิดเผย มีเจตนาไม่บริสุทธิ์เขียนบทความเรื่อง กาลามสูตร โดยใช้พระองค์บังหน้าในตอนต้น แต่ไม่ยอมเขียนตอนท้าย ซึ่งมีความสำคัญมาก อันเป็นอริยสัจ หรือความจริงที่เน้นสอนพวกชาวกาลามะให้ใช้ปัญญา ให้เป็นคนมีเหตุ มีผล ไม่หูเบา ใจเบา เชื่ออะไรง่าย ๆ แบบคนโง่ พวกเหล่านี้สรุปเอาด้วยปัญญาตนเองว่า แม้คำสอนของพระองค์ก็ยังเชื่อไม่ได้ ต้องปฏิบัติให้เกิดผลตามนั้นเสียก่อนจึงค่อยเชื่อ

          ๗. บุคคลกลุ่มนี้คิดว่า ร่างกายเป็นตัวเขา เป็นของเขา เมื่อร่างกายของเขาตาย มันก็สูญ ไม่เกิดอีกแล้ว จบกันแค่นั้นเขาไม่รู้เลยเรื่องจิต ว่าร่างกายประกอบด้วยกายกับใจหรือจิต กายเป็นเปลือกที่จิตมาอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ถึงเวลากายก็ต้องตายไปเป็นธรรมชาติ ส่วนจิตนั้นไม่เคยตาย เป็นอมตะตลอกกาล จิตสร้างกรรมอะไรไว้ (กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม) ก็ต้องเป็นไปตามกรรมที่ตนทำไว้เองทั้งสิ้น เพราะพระองค์ทรงตรัสไว้ชัดว่า หนีภัยในโลกนี้ หนีไม่พ้นหรอก เพราะเป็นกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย บุคคลเหล่านี้เมื่อเขาเข้าใจผิด เริ่มเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความคิดเห็นของเขาก็ผิดตลอด ผลหรือโทษมีสูง เพราะเป็นการปรามาสพระรัตนตรัยโดยตรง จึงมีนรกเป็นที่ไป สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสไว้ในคิริมานนทสูตร ในหลักคำสอนที่ ๕ ว่า ผู้รู้กับผู้ไม่รู้ ได้รับทุกข์เหมือนกัน หากทำบาป...ทุกข์ในนรกจักรู้ก็ตามไม่รู้ก็ตาม ถ้าทำกรรมที่เป็นบาปแล้ว ผู้ที่รู้หรือไม่รู้ก็ตกนรกเหมือนกัน ถ้าไม่รู้จักนรก ก็ยิ่งไม่มีทางพ้นนรกได้

          ๘. บุคคลเหล่านี้ เมื่อเขาไม่รู้เรื่อง กายกับจิตตามความเป็นจริง เขาก็พยายามเอาลูกตาของเขาดูให้เห็นเทวดา พรหม ดูสวรรค์ ดูนรก และพระนิพพาน เมื่อลูกตาไม่เห็นก็ว่าไม่มี แต่พวกสัมมาทิฏฐิเขาเอาจิตเห็น เห็นด้วยจิต หรือสัมผัสเห็น สัมผัสรู้ได้ด้วยจิต ซึ่งเป็นเรา เป็นของเราโดยตรง ยกเว้นพวกสุกขวิปัสสโก ซึ่งไม่เห็นด้วยจิต แต่จิตสัมผัสรู้ได้ด้วยศรัทธาในพระพุทธเจ้า ศรัทธานั้น หมายความว่า เชื่อโดยปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ด้วย (ไม่ใช่พวกพุทธตามสำมะโนครัว) เขาปฏิบัติบูชา โดยการทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา เพื่อตัดความโลภ โกรธ หลง หรือ ปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งย่อมาจากอริยมรรค ๘ นั่นเอง เพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ตามลำดับ จากอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ตามลำดับ อธิศีล มีผลทำให้เขาพ้นอบายภูมิ ๔ เป็นพระโสดาบันและพระสกิทาคามี อธิจิต ทำให้พ้นการเกิดมาเป็นมนุษย์ในโลกมนุษย์ และพ้นจากการเกิดเป็นเทวดาและพรหมด้วย อธิปัญญา ตามลำดับ

          ๙. คำพูดของพวกมิจฉาทิฏฐิที่ว่า แม้แต่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังเชื่อไม่ได้ ต้องปฏิบัติจนเกิดผลตามนั้นเสียก่อน จึงค่อยเชื่อ ก็หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องปฏิบัติจนเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อน จึงจะเชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ ความจริงแล้วพระองค์สอนตามจริต นิสัยและกรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งมีมาไม่เสมอกัน ให้ท่านย้อนไปดูข้อ ๒ และ ๓ ใหม่อีกครั้ง แล้วท่านจะเข้าใจได้ดี

          ๑๐. กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร หากผู้ใดได้อ่านด้วยตนเองแล้ว จะพบว่าทรงเมตตาให้ชาวกาลามะใช้ที่พึ่งอันสุดท้าย คือ ให้พึ่งตนเอง อังเป็นที่พึ่งที่ประเสริฐสุด โดยทรงแนะให้เขาพึงรู้ด้วยตนเองว่า

               ก) ธรรมเหล่านั้นเป็น กุศล หรือเป็น อกุศล

               ข) ธรรมเหล่านั้นเป็นบุญ หรือเป็นบาป (ดีหรือชั่ว)

               ค) ธรรมเหล่านั้นเป็นคุณ หรือเป็นโทษ

               ง) ธรรมเหล่านั้นผู้รู้ไม่ติเตียน หรือติเตียน

               จ) ธรรมเหล่านั้นมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์

               ฉ) ธรรมเหล่านั้นเป็นสุข (ไม่เกิดทุกข์) หรือทำให้เกิดทุกข์

         หากเป็นไปในทางลบ คือ เป็นอกุศล เป็นบาป มีโทษ ผู้รู้ติเตียน ไม่มีประโยชน์ และทำให้เกิดทุกข์ ก็จงละธรรมเหล่านั้นเสีย นี่คือแนวคิดที่พระองค์แนะให้ใช้ตนเองเป็นที่พึ่ง ให้พิจารณาด้วยปัญญาของตนเองก่อน ทรงตรัสไว้ชัดแจ้ง แต่พวกทำตนคล้ายเดียรถีย์ ไม่ยอมนำมากล่าว ส่อเจตนาที่จะหลอกลวงบิดเบียนให้ผู้ฟัง ผู้อ่านเข้าใจผิด ๆ หลงผิด และเชื่อพวกเขาอย่างผิด ๆ ด้วยเจตนาชั่วช้าเท่ากับมีเจตนามุสาวาทหรือโกหกโดยตรง เพราะเขาคิดชั่วเป็นประการแรก คิดแล้วทำตามที่คิด คือ พูดชั่วและทำชั่ว ตามที่คิด เป็นประการที่สอง เมื่อผู้ฟังหรือผู้อ่านเชื่อตามการกระทำของเขา ก็เท่ากับมีผลสมบูรณ์ครบ ๓ ประการ คือสมดังเจตนาของตนครบ ๓ วาระ ศีลข้อ ๔ (มุสาวาท) จึงขาด ๑๐๐

          ๑๑. พระองค์ยกตัวอย่าง ธรรมที่เป็นอกุศล ๓ ตัว คือ โลภ โกรธ หลง ว่าหากมีขึ้นกับจิตใจของใครแล้ว ก็จะมีผลทำให้ศีลขาดได้ทุกข้อ เพราะเป็นธรรมที่ไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์ เป็นอกุศล มีโทษ มีผู้ติเตียน หากรู้ได้ด้วยใจตนเองแล้ว ก็ควรละธรรมเหล่านั้นเสีย คือ อย่าเชื่อ และอย่าปฏิบัติตามให้ละธรรมนั้นเสีย

          สรุปว่า พระองค์ชี้ให้เห็นโทษของความโลภ โกรธ หลง ด้วยธรรมะ หรือธรรมชาติของคนทั่วๆ ไป ซึ่งควรจะรู้ได้ด้วยปัญญาตื้น ๆ คือ ยกเอาศีล ๕ เป็นข้อชี้ให้เห็นโทษ หรือเห็นผลแห่งการมีความโลภ โกรธ หลงอยู่ในจิต จิตมันจะสร้างกรรมที่เป็นอกุศลออกมาอย่างชัดแจ้ง

          ๑๒. พระองค์ชี้ให้เห็นคุณ ของการละ โลภ โกรธ หลง แล้วจะมีผลทำให้ศีล ๕ บริสุทธิ์ได้ ดังนั้น การละโลก โกรธ หลงจึงเป็นธรรมที่เป็นกุศล มีประโยชน์ มีความสุข ไม่มีโทษ ไม่มีผู้ติเตียน เป็นธรรมที่ควรเชื่อถือและปฏิบัติตามได้

          ๑๓. เมื่อชาวกาลามโคตร หรือชาวนิคมเกสปุตตะ ได้ฟังคำสอนของพระองค์จนหายสงสัยแล้ว ก็สามารถใช้ปัญญาของตนหรือใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ถูกต้องแล้ว พระองค์จึงสอนเพิ่มเติมในธรรมที่สูงกว่าศีล (ศีล เป็นธรรมที่ทำคน ซึ่งแปลว่ายุ่ง ให้เป็นมนุษย์ ซึ่งแปลว่าประเสริฐได้) ทรงยกเอาอริยสาวกของพระองค์เป็นตัวอย่างว่า เป็นผู้ปราศจากความโลภ โกรธ หลงแล้ว เพราะมีสติสัมปชัญญะมั่นคง ประกอบด้วยพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พร้อมทำให้จิตไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น จึงทำให้จิตใจผ่องใสอยู่เสมอ (เพราะละความชั่ว คิด พูด ทำ แต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ จึงทำให้จิตผ่องใสอยู่เสมอ) จึงมีจิตมั่นคงอยู่เสมอทั้งในปัจจุบันและอนาคต คือ

               ก) ถ้าชาติหน้ามีจริง ผลของกรรมหรือวิบากของกรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วมีจริง ผู้ทำกรรมดี วิบากย่อมดี ตายไปก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์แน่

               ข) ถ้าชาติหน้าไม่มี ผลของกรรมหรือวิบากของกรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วไม่มี ในปัจจุบันเราก็ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน(ทั้งตนเองแล้วผู้อื่น) ไม่มีทุกข์ มีแต่สุขก็มีผลเป็นสุขในปัจจุบัน

               ค) ในปัจจุบัน เมื่อเราไม่ได้คิดชั่วแก่ใคร ๆ ใจเราก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะบุญ บาป, ดี ชั่ว, กุศล, อกุศล ล้วนเกิดจากความคิดของเราเองทั้งสิ้น เราเป็นผู้ก่อ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้กระทำกรรมขึ้นเอง กรรมทั้งหลายล้วนเกิดที่ใจก่อนทั้งสิ้น เพราะธรรมหรือกรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจเป็นใหญ่ (ใจประเสริฐสุด) ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ พระอริยสาวกทุกท่านจึงบำเพ็ญเพียรปฏิบัติที่ใจเป็นหลักโดยใช้สติคุมจิตของตนเอง อย่าให้คิดชั่ว ผลทำให้จิตผ่องใสอยู่เสมอ และเป็นสุข

               ง) พระอริยสาวก เมื่อท่านไม่ทำชั่วแม้แต่คิด ท่านกระทำแต่กรรมดี จิตของท่านจึงผ่องใสอยู่เสมอ

          ๑๔. พวกกาลามโคตร เมื่อฟังธรรมของพระองค์จบแล้ว ก็เกิดศรัทธาในธรรมของพระองค์ เพราะใจหมดสงสัยในธรรมที่พระองค์ได้แสดงแล้ว ต่างก็ขอเป็นอุบาสก อุบาสิกา ขออยู่ในไตรสรณคมณ์ตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

   วิจารณ์  :

          เพื่อสะดวกและง่ายต่อการจดจำ ผมขอแยกออกเป็นข้อ ๆ ดังนี้

          ๑. ผู้อ่านหากอ่านแล้วใช้ปัญญาพิจารณาตาม ก็จะทราบได้ชัดว่า ชาวกาลามโคตร เป็นบุคคลที่มีพื้นฐานธรรมทางพุทธศาสนาต่ำ ขั้นเนยยะหรือดอกบัวขั้น ๓ ระดับปริ่มน้ำเท่านั้น ไม่สามารถจะรับธรรมขั้นสูงไปพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบันนี้ พระองค์จึงไม่ใช้อริยสัจลงท้ายในการสอน เพราะอริยสัจเป็นวิปัสสนาญาณสูงสุดหรือตัวปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนา และมีแต่เฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่นๆ ไม่มี พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ต่างก็บรรลุเป็นพระพุทธอริยสัจ และพระสาวกของพระองค์ทุกๆองค์ ก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ด้วยอริยสัจทั้งสิ้น มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี (ข้อความนี้เป็นพุทธพจน์)

          หากสถานที่ใดที่พระองค์เทศน์สอน ถ้ามีบุคคลหรือคนหมู่ใดมีจิตสูง มีพื้นฐานของธรรมเดิมอยู่ในตนสูงพอ พระองค์จะสอนให้เขาหมดความสงสัย ในสิ่งที่เขายังติดอยู่ได้ด้วยพุทธญาณหรือสัพพัญญูญาณ ให้เขาเป็นพระอริยเจ้าได้ พระองค์จะลงท้ายคำสอนด้วยอริยสัจเสมอ และเมื่อพระองค์ทรงใช้อริยสัจ ณ ที่ใด ณ ที่นั้นจะต้องมีผู้บรรลุมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระอริยเจ้าได้อย่างน้อย ๑ คนเสมอ

          หากมีบุคคลกลุ่มใหญ่ไปเฝ้าพระองค์ พระองค์มักจะใช้อนุบุพกถา ๕ สอนเสมอ (เริ่มด้วย ทานกถา, ศีลกถา, สักกะกถา หมายถึง ธรรมที่ทำมนุษย์ให้เป็นเทวดา คือ หิริ โอตตัปปะ กามกถา หมายถึง ธรรมที่ชี้ให้เห็นโทษของกาม และ เนกขัมมะ หมายถึง ธรรมที่ชี้ให้เห็นคุณของการออกจากกาม แล้วจบลงที่ อริยสัจ ๔) ผลก็คือมักจะมีผู้บรรลุ มีดวงตาเห็นธรรมเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่อรหันตผลลงมาถึงพระโสดาปัตติผล อย่างต่ำที่สุดก็ถึง ไตรสรณาคมณ์มาถึงตลอดชีวิต สาเหตุก็เพราะพระองค์ทรงมีพระพุทธญาณ หรือสัพพัญญูญาณแต่พระองค์เดียว ย่อมสามารถรู้ได้ทุกอย่าง จึงสอนให้เหมาะสมกับผู้รับฟังทุกประการ

          ๒. ผู้มีปัญญาทางพุทธ จะเห็นได้ชัดว่า พระสูตรนี้พระองค์ทรงแสดงไว้เป็นหลักในการตัดสินคำสอนหรือธรรมของผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่ธรรมของพระองค์ หรือพวกศรัทธาจริตแต่ขาดปัญญา เพราะมีโมหะจริตควบอยู่ด้วย

          ๓. ผู้มีปัญญาทางพุทธ จะทราบได้ว่า พระองค์ทรงใช้พุทธญาณ จึงรู้จริต นิสัย และกรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งสร้างกรรมกันมาไม่เสมอกัน จึงสอนให้เหมาะสมตามกรรมของเขา และรู้ล่วงหน้าด้วยว่า เมื่อสอนจบแล้วเขาจะได้รับผลอย่างไร โดยไม่มีคำว่าผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว

          ๔. คำสอนของพระองค์ พระองค์ได้พิสูจน์มาแล้ว ด้วยพระองค์เองก่อนจนเกิดผล คือ มีธรรมนั้น ๆ จริงในพระองค์ก่อนแล้ว จึงเอาของจริงนั้นมาสอน ไม่ใช่คิดเอา ตรึกเอา คาดคะเน อ้างเอาตำรารวม ๑๐ ข้อในกาลามสูตร พระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่มีครู ไม่ต้องอาศัยครู (กรุณาอ่านบทความนี้ในข้อที่ ๖ ประกอบ เรื่องทรงใช้สรรพนามเรียกพระองค์ว่า ตถาคต)

          ๕. ผู้มีปัญญาทางพุทธ ใช้คำแปลบทสวดมนต์ สรรเสริญ พระธรรม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม...มาอ้างได้ทั้งบท

          ๖. เป็นความเห็นต่อจากข้อที่ ๒ พระองค์ให้หลัก ๑๐ ข้อ นี้ไว้ เพื่อตัดสินธรรมของบุคคลทั่วๆ ไป ให้ใช้หลัก ๑๐ ข้อนี้เป็นเครื่องพิจารณา เพื่อมุ่งไปสู่ผล ให้ถือเอาผลเป็นเครื่องตัดสิน ทั้งนี้มิได้เอาหลัก ๑๐ ข้อนี้มาใช้กับคำสอนของพระองค์ เพราะเพียงแค่อริยสาวกของพระองค์ ซึ่งหมดความโลภ โกรธ หลงแล้วเป็นตัวอย่างในการแสดงธรรม หรือประกอบคำสอน ก็ทำให้ชาวกาลามโคตรหมดสงสัย เกิดศรัทธาในคำสอนของพระองค์ จึงพากันถือเอาไตรสรณาคมณ์เป็นพึ่งตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบันนั้นมีพวกที่ชอบตีเสมอพระองค์ พยายามวัดรอยเท้า (พระบาท) ของพระองค์ ยกเอากาลามสูตรขึ้นมาอ้าง แล้วสรุปว่า แม้คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังเชื่อไม่ได้ เป็นต้น ผมจึงขอให้ผู้มีปัญญาทางพุทธได้อ่านเกสปุตตสูตร (กาลามสูตร) เสียก่อน ก็จะพบความจริงว่า พระองค์ให้หลัก ๑๐ ข้อไว้สำหรับใช้พิจารณาคำสอนของพวกที่ยังมีความโลภ โกรธ หลง อยู่ต่างหาก หรือใช้กับพวกที่เขียนกาลามสูตร แล้วสรุปว่าแม้คำสอนของพระองค์ก็ยังเชื่อไม่ได้ ต้องใช้หลัก ๑๐ ข้อนี้ก่อน

          ๗. โปรดสังเกตว่า

               ก) พวกที่ชอบอ้างกาลามสูตรบ่อย ๆ ก็คือพวกที่คัดค้านคำสอนของพระองค์โดยตรงว่า นรก สวรรค์ เทวดา พรหมไม่มี นิพพานสูญ คนตายแล้วสูญไม่เกิดอีก

               ข) พวกเหล่านี้ แม้ตัวหัวหน้าเองซึ่งเป็นคนแรกที่เขียนและแสดงธรรมเรื่องกาลามสูตร ยังเลี้ยงปลาตู้และยังซ้อนลูกน้ำให้ปลากิน แสดงว่าเขาไม่สนใจเรื่องพระวินัย หรือศีลแม้แต่น้อย

               ค) บางคนก็ยังฆ่ามด ฆ่ายุงอยู่เป็นประจำ โดยให้เหตุผลว่า ยุง มด เป็นสัตว์ไม่มีประโยชน์ นำเชื้อโรคมาสู่คน ทำความรำคาญให้กับมนุษย์ฆ่าได้ ไม่ผิดศีล

               ง) บางคนสอนธรรมทางวิทยุ ทางทีวี และอัดเทปแจกรถทัวร์ทั่วประเทศ มีความตอนหนึ่งว่า วิธีอดบุหรี่ง่ายมาก เพียงแค่อ้าปากก็อดบุหรี่ได้แล้ว การดื่มสุราไม่มีประโยชน์ กินอุจจาระ(ขี้) เสียยังดีกว่า เพราะในอุจจาระยังมีวิตามินอยู่

               จ) บางคนสอนธรรมว่า การไหว้เทวดา ไหว้หมาดีกว่า และผู้นี้แหละสอนว่าหากพระภูมิเห่าได้ก็จะไหว้ เป็นต้น พวกเหล่านี้แหละที่ชอบอ้างกาลามสูตรอยู่เป็นประจำ ผมจึงให้ผู้อ่านกรุณาพิจารณาว่า คำสอนของพวกเหล่านี้แหละ ที่จะต้องใช้กาลามาสูตร ๑๐ ข้อเป็นเครื่องตัดสิน

          ๘. เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ชาวพุทธแท้ควรรู้ไว้คือ ข้อห้ามหรือคำสอนบางอย่างของพระองค์ พระองค์มุ่งหรือมีเจตนาห้ามแต่เฉพาะสาวกของพระองค์เท่านั้น แต่มิได้มุ่งห้ามตัวของพระองค์เอง ตัวอย่างเช่น พระองค์ห้ามสาวกของพระองค์แสดงฤทธิ์ ใครแสดงจะมีโทษถูกปรับอาบัติ ใครจะแสดงฤทธิ์จึงต้องมาขออนุญาตจากพระองค์ก่อนเสมอ แต่พระองค์เองกลับแสดงฤทธิ์ได้ ด้วยเหตุจึงทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสงสัย ทูลถามพระองค์ขึ้นว่า เพราะเหตุใด "พระองค์กลับถามพระเจ้าปเสนทิโกศลบ้างความว่า มหาบพิตร มีสวนผลไม้และดอกไม้ แล้วออกกฎห้ามผู้อื่นมาเก็บผลไม้และดอกไม้ไว้ว่า หากใครมาเก็บมีโทษใช่หรือไม่" พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ตอบว่า ใช่ พระพุทธเจ้าข้า เพราะตัวท่านเป็นเจ้าของสวน จึงสามารถเก็บผลไม้และดอกไม้นั้นได้ พระองค์ก็ตรัสว่าฉันใดก็ฉันนั้น พระองค์เองก็เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนาเป็นผู้ตั้งพุทธศาสนาขึ้น กฎระเบียบต่างๆ ที่พระองค์บัญญัติไว้พระองค์มุ่งเพื่อห้ามสาวกมิให้กระทำผิดส่วนเดียว มิได้หมายถึงห้ามตัวพระองค์ไม่ให้ทำเช่นกัน

          ๙. อีกข้อหนึ่งก็คือ หากคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ยังเชื่อไม่ได้แล้ว เราจะยึดอะไรเป็นหลักปฏิบัติในทางพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาก็คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง ดังนั้น คนที่อ้างกาลามสูตรแล้วสรุปเอาเองว่า แม้คำสอนของพระองค์ก็ยังเชื่อไม่ได้นั้น จึงเป็นการเข้าใจผิดโดยตรง การเข้าใจผิดเพราะความโง่ด้วยความหลงผิด ก็ควรให้อภัยเพราะเจตนาร้ายไม่มี แต่หากผู้เขียนผู้พูดรู้ดีอยู่แล้ว แต่มีเจตนาร้าย ตั้งใจจะให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เพราะหวังทำลายพระพุทธศาสนา ก็ให้อภัยกันไม่ได้ เพราะเขาเป็นเดียรถีย์ พฤติกรรมเช่นนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่พวกพราหมณ์หวังจะยึดเอาคำสอนของพระองค์มาเป็นคำสอนของตน คำสอนใดดีถูกใจตน ก็โมเมว่านั่นแหละคือคำสอนของพราหมณ์ โดยค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดของคนตามลำดับ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายปี เช่นเดียวกันในปัจจุบันนี้ พวกเดียรถีย์หรือคนนอกศาสนา ก็กำลังคิดและทำการเปลี่ยนคำสอนของพระพุทธองค์ ที่ถูกใจเขาให้เป็นคำสอนของพระเจ้า และมีบุคคลกลุ่มหนึ่งแต่งตัวคล้ายพระ คือ โกนหัว โกนคิ้ว ห่มผ้าเหลือง อยู่วัด หรือสำนักสงฆ์ กำลังเบี้ยว คำสอนของพระองค์ให้เป็นอย่างอื่น เช่น อ้างว่าพุทธศาสนาไม่มีนรก สวรรค์ นิพพาน ไม่มีพรหม ไม่มีเทวดา ตายแล้วสูญ ไม่เกิดอีก เป็นต้น

          ซึ่งขัดกับคำสั่งสอนของพระองค์โดยตรงอย่างชัดแจ้ง มีผลทำให้พวกศรัทธาจริตควบโมหะจริต ซึ่งขาดปัญญาและเชื่ออะไรง่าย ๆ คล้อยตาม เห็นผิดเป็นชอบ เชื่อพวกเขาอย่างสนิทใจเป็นจำนวนมาก ทำให้องค์กรสงฆ์มีความเห็นแตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย คือพวกหนึ่งเชื่อว่า เทวดา พรหม นรก สวรรค์มีจริง พระนิพพานมีจริงไม่สูญ และตายแล้วเกิดตามกฎของกรรมที่ตนเป็นผู้ทำเอาไว้เองทั้งสิ้น ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

          อีกพวกหนึ่งเชื่อว่าไม่มี มีความเห็นตรงกับพวกแรก ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ๑๐๐ % เกิดการแบ่งแยกความเห็นขัดแย้งกัน ๒ พวกอย่างชัดเจน แบบคริสต์ที่ประเทศสกอตแลนด์ เมืองเบลฟาสท์ ระหว่างคริสต์นิกายคริสตัง กับคริสต์นิกายโปแตสแตน ทะเลาะกันถึงขั้นฆ่ากันเอง เป็นเวลากว่า ๘๐ ปีแล้วก็ยังไม่สงบ

          ผมหวังว่าพวกเราซึ่งสนทนาธรรมกัน เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้นทุกข์อย่างถาวร (เพื่อพระนิพพาน) มาเป็นเวลากว่า ๑๕ ปีแล้ว คงจะเข้าใจดี และสามารถอธิบายให้ผู้หลงผิดทั้งหลายกลับมาสู่หนทางที่ถูกต้องได้ เพราะไม่มีอะไรสายเกินแก้ในพุทธศาสนา

          ในที่สุดนี้ ผมขออาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม บารมีของพระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ บารมีของพระอรหันต์ทุก ๆ พุทธันดร จงดลบันดาลเป็นกำลังใจให้พวกเราชาวพุทธที่ตั้งใจมั่นปฏิบัติอยู่ในขอบเขตของ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา จงประสพแต่ความสุข ความเจริญทั้งกายใจในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และได้เข้าสู่พระนิพพานในอนาคต เมื่อร่างกายหรือขันธ์ ๕ พังแล้วทุกท่านเทอญ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่