พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มกราคม ๒๕๔๗




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. กำลังใจที่เข้มแข็ง ไม่ใช่กำลังใจที่เคร่งเครียด หากแต่เป็นกำลังใจที่ปฏิบัติธรรมแบบสบายๆ แต่มีความต่อเนื่องอยู่ในจิตใจเป็นปกติ คำว่าต่อเนื่องจักต้องมีทั้งสมถะ และวิปัสสนาควบคู่กันไป ความสุขและความทุกข์อันเกิดจากอายตนะสัมผัส จักต้องฉลาด นำมาเป็นกรรมฐานได้ตลอดเวลา จิตจักต้องทรงสติให้ทรงตัว โดยโจษจิตตนเองเอาไว้เสมอๆ ระลึกให้ได้ว่ายังบกพร่องอยู่อย่างไรบ้าง

          ๒. รักษากำลังใจให้ตั้งมั่น การท้อแท้คือ การห่อเหี่ยวของจิตใจ ไม่พึงมีในจิต ให้พยายามผลักอารมณ์นี้ออกจากจิตไปให้มากๆ เพราะมีแล้วจิตโง่ ไม่มีปัญญาพิจารณาธรรม

          ๓. นักปฏิบัติธรรมต้องรู้อารมณ์ตนเองตลอดเวลา และปรับได้เสมอ เป็นนักปฏิบัติธรรมตลอดเวลาที่ทวารใจเป็นอกาลิโก

          ๔. อารมณ์ท้อแท้ หรือห่อเหี่ยวของจิตใจ เป็นอารมณ์หลงการหลงติดกาย หลงยึดอายตนะสัมผัส คือสักกายทิฏฐิ การหลงยึดทุกสิ่ง-ทุกอย่างว่าเป็นเรา เป็นของเราคือสักกายทิฏฐิ คนที่ไม่รู้ธรรมจุดนี้จึงเพิ่มสักกายทิฏฐิ แทนที่จะลดสักกายทิฏฐิ

          ๕. ทำใจให้สบาย งานไหนจำเป็น งานนั้นก็ต้องทำก่อน เมื่ออยู่วัด การทำงานให้วัดก็ถือว่าทำเป็นพุทธบูชาเหมือนกันทั้งสิ้น จงอย่ากังวลกับงานที่ทำ เพราะความกังวล-ความสงสัย ถ้าไม่ตัด กรรมฐานก็ไม่มีผล ความกังวลจึงเป็นโทษแก่จิต ทำลายความดีของจิต คือทำให้ขาดความผ่องใส ให้รีบชะล้างความกังวลทิ้งไปโดยเร็ว

          ๖. กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในการทำงาน ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม เพราะฉะนั้นพึงรักษากำลังใจไว้ให้ดี บารมี ๑๐ จึงทิ้งไม่ได้ ต้องหมั่นทบทวนอยู่เสมอ เช่น ทานบารมีเต็ม ตัดโลภได้ ศีลบารมีเต็มตัดโกรธ เนกขัมมะเต็มตัดกามารมณ์ได้ ปัญญาเต็มตัดกิเลสได้ขาด วิริยะเต็มหมดขี้เกียจ ขันติเต็ม ก็ทนต่อความชั่วที่เข้ามากระทบได้ สัจจะเต็ม ก็ตัดความโลเลในการปฏิบัติธรรมได้ อธิษฐานเต็มก็ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เมตตาเต็ม ก็พ้นภัยตนเอง คือภัยจากอารมณ์จิตตนเอง ทำร้ายจิตตนเอง อุเบกขาเต็ม ก็ตัดทุกข์ที่เกิดแก่กายและจิตได้ มีอารมณ์วางเฉยได้ บารมี ๑๐ จึงเป็นธรรมขั้นสูงที่ตัดสังโยชน์ ๑๐ ลงได้เด็ดขาด

          ๗. การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นครูทดสอบจิต ของจริงจักต้องถูกทดสอบก่อน จึงจะเข้าถึงอารมณ์ธรรมดาได้ เพราะผู้ที่เกิดมามีร่างกายทุกคน ย่อมหนีความแก่-ความเจ็บป่วยไข้ ไม่สบาย-ความตาย-ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจและต้องพบกับความปรารถนาไม่สมหวังด้วยกันทุกคนเป็นของธรรมดา ทำกำลังใจให้ดี จงอย่าท้อใจกับสุขภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลงไปตามวัย จงคิดว่านี่เป็นของดีที่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย จักได้เป็นครูทดสอบจิต

          ๘. ให้เห็นธรรมดาของโลกเสีย แล้วฝึกฝนจิตให้ยอมรับธรรมดานั้นๆ จิตจักไม่เดือดร้อน-ดิ้นรนไปกับธรรมดานั้นๆ (ทรงหมายถึงสัทธรรม ๕ หรือสัจธรรม ๕ คือเกิดแล้วต้อง แก่-เจ็บ-ตาย-ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบ-มีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา)

          ๙. มีชีวิตอยู่อย่าหนีปัญหา เพราะหนีไม่พ้นหากกายยังอยู่ ปัญหาของโลกก็เป็นธรรมดาของโลก จะพ้นได้เมื่อตัดอารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจได้เด็ดขาดแล้ว หากยังตัดอารมณ์ ๒ ไม่ได้ จงอย่าเอาอดีตที่ผ่านมาแล้ว และอนาคตซึ่งยังไม่ถึงมาครุ่นคิด เพราะล้วนเป็นทุกข์ของจิตต้องอยู่ในปัจจุบันธรรม

          ๑๐. อารมณ์ใด-ธรรมใดที่ทำแล้วจิตไม่สงบ เป็นทุกข์จงอย่าทำต่อ หรือธรรมใดที่ขัดต่อศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนา ก็ควรเว้นเสีย

          ๑๑. ให้หมั่นถามจิตบ่อยๆ ว่า หากกายตายแล้ว เจ้าจักไปไหน เพราะจิตเป็นอมตะ ไม่เคยตาย ผู้ตายคือกายที่จิตมาอาศัยอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น หมั่นถามบ่อยๆ จิตจักคลายปล่อยวางปัญหาทางโลกไปได้ตามลำดับ ผู้ไม่ประมาทในธรรมจึงไม่ทิ้งมรณานุสสติ ควบอุปสมานุสสติอยู่กับจิตเสมอเป็นปกติธรรม

          ๑๒. มีอารมณ์ฟุ้ง เพราะขาดสติ ขาดสติเพราะขาดอานาปา ลืมกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก ทั้งๆ ที่กายกำลังหายใจเข้า-ออกอยู่เป็นปกติ ผู้ใดทิ้งอานาปา-อ่อนอานาปาจึงเอาดีไม่ได้ ไม่รู้ความสำคัญของอานาปา ซึ่งเป็นฐานใหญ่ในการทำจิตให้สงบ เป็นสุข มีรายละเอียดอยู่มาก แค่รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน ก็เข้านิพพานได้แบบง่ายๆ

          ๑๓. เมื่อยังมีชีวิตอยู่ จงอย่าทิ้งอานาปา อย่าทิ้งรูปฌานและอรูปฌาน แต่ไม่หลงติดอยู่ อาศัยเพียงแค่ใช้ระงับเวทนาของกาย และใช้เป็นกำลังช่วยให้จิตพิจารณาตัดกิเลสให้หมดไป เพื่อเข้าสู่พระนิพพานเท่านั้น หมดกายแล้วก็หมดความจำเป็นต้องใช้

          ๑๔. ความสุขสงบของจิต ย่อมเป็นหนทางทำให้เกิดปัญญา เลือกอาหารให้แก่จิต คือความสงบ (สุขอื่นเสมอด้วยความสงบไม่มี) ธรรมที่เป็นกุศล และอัพยากฤตธรรมอันเป็นธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น ธรรมใดที่ขัดต่อศีล-สมาธิ-ปัญญา จงอย่าทำ หรือจงเว้นเสีย

          ๑๕. จงอย่ากังวลใจ ทำอะไรให้มีความเบาใจ-มีความสบายใจเป็นที่ตั้ง พึงรู้อารมณ์จิตของตนเองอยู่เสมอ และปรับอารมณ์ให้พอดีกับกำลังใจของเรา ให้อยู่ในทางสายกลาง และจงอย่าฝืนสังขารหรือร่างกาย การพักผ่อนไม่พอ แล้วฝืนปฏิบัติธรรมจนเกินพอดี ทำให้จิตฟั่นเฟือน กรรมฐานแก้บ้า คืออานาปา จะคลายเครียดได้ชะงักที่สุด รู้พัก-รู้เพียรในทางสายกลางอยู่เสมอ เรียกว่าเจริญวิปัสสนาแล้วไม่ขาดทุน ขอยกตัวอย่างเช่น หิวต้องกิน เพราะหิวเป็นทุกข์ของกาย ห้ามฝืน แต่อยากกิน เป็นทุกข์ของใจต้องฝืน เพราะอารมณ์อยากเป็นกิเลส-เป็นตัณหา หากเราแยกไม่ออก การปฏิบัติธรรมก็ไม่มีผล

          ๑๖. อานาปาขั้นสูง คือการกำหนดรู้ลมเข้า-ออกได้ตลอดเวลา แม้ขณะพูดอยู่ ขาดแต่คำภาวนาเท่านั้น เพราะท่านมีสติ-สัมปชัญญะสมบูรณ์ หมดการเพ้อเจ้อเหลวไหลไม่มีเหตุ-ไม่มีผล พระอรหันต์จึงเห็นอะไรที่เกิดขึ้นในโลกนี้เป็นเรื่องธรรมดาหมด คำพูดของพระอรหันต์จึงควรจะสนใจให้มาก เพราะการพูดเล่น พูดไม่มีเหตุ-ไม่มีผลไม่มีในท่าน

          ๑๗. ทำอานาปากองเดียวก็ถึงพระอรหันต์ แต่จักต้องทรงอานาปาให้ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ตราบใดที่จิตนี้ยังตื่นอยู่ แม้กายหลับแต่จิตยังตื่นอยู่ หากผู้ใดทำได้ขณะหลับด้วยแล้วยกกายในขึ้นอยู่บนพระนิพพาน ด้วยการปลงมรณาและอุปสมา และกายคยาบวกอสุภะให้กายหายไป

          ๑๘. การพิจารณาสัจธรรม ๕ หรือสัทธรรม ๕ เนืองๆ จึงเป็นของดี ทำให้จิตยอมรับความจริงของขันธ์ ๕ ใจต้องเย็นให้ดูท่านพระอานนท์เป็นตัวอย่าง ก่อนจะบรรลุมรรคผลท่านเครียด เพราะรีบเร่งเกินไป ปฏิบัติตลอดคืนก็ไม่บรรลุพออารมณ์เย็น ความเครียดหาย ใจสบาย ก็บรรลุทันที ทุกอย่างต้องอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางทั้งสิ้น

          ๑๙. กายเหนื่อยมากเท่าไหร่ ก็จงอย่าทำใจให้เครียด จงเห็นเป็นธรรมดาของขันธ์ ๕ ที่เกิดมาแล้วจักต้องมีกิจการงานอย่างนี้จนกว่าจักตาย เมื่อมีการทำงานก็ต้องมีความเหน็ดเหนื่อยเป็นธรรมดา จงตั้งใจไว้ว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่จักต้องมาเหน็ดเหนื่อยอย่างนี้ ต่อไปคำว่าชาติและขันธ์ ๕ จักไม่มีสำหรับเราอีกต่อไป ตั้งใจทิ้งขันธ์ ๕ เพื่อมุ่งพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น จงอย่าปรารภทำอื่นใดให้เป็นหนทางขัดขวางพระนิพพาน

          ๒๐. วาจาเป็นเหตุให้เกิดศัตรู และสร้างศัตรู ผู้รู้พึงกล่าววาจาด้วยความตริตรองเสียก่อน เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดแก่ตนเอง แต่ผู้ไร้สติ-ขาดปัญญาจักกล่าววาจาให้เกิดโทษแก่ตนเอง และผู้อื่นอยู่เนืองๆ เพราะฉะนั้นพึงรู้สำรวมวาจาให้มากๆ โดยการพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อนจึงพูด

          ๒๑. ปัญหาทางโลก ไม่มีใครแก้ได้หมดหรอก คิดให้ลงตัวธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้เป็นสุข เพราะจิตไม่ยอมรับความจริงว่า ความปรารถนาไม่สมหวังนั้นเป็นเรื่องธรรมดา (ไม่ยอมรับสัทธรรม ๕) จุดนี้แหละที่ทำให้จิตต้องไปจุติ

          ๒๒. ให้ยอมรับกฎของกรรม-กฎของธรรมดา-โลกธรรม ๘ ว่าเป็นปกติธรรมของชาวโลก ทบทวนพิจารณาบ่อยๆ ก็ย่อมถึงจุดหมายปลายทางได้

          ๒๓. อย่าหวังผลงานก่อนที่จักลงมือทำ เพราะอนาคตไม่เที่ยง-ไม่แน่นอน จัดว่าเป็นอารมณ์ประมาทในธรรมทั้งหมด

          ๒๔. ให้เห็นธรรมดาในกฎของกรรมของตนเองก่อน และยอมรับ-ไม่ดิ้นรน-เห็นเป็นธรรมดา เมื่อถูกกระทบจัดเป็นธรรมดาภายใน แล้วจึงจักเห็นกฎของกรรม หรือกฎธรรมดาภายนอก หรือของบุคคลอื่นได้อย่างเด่นชัดเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบ ล้วนไม่พ้นกฎของธรรมดาไปได้ และอย่าสนใจอารมณ์จิตของผู้อื่น ซึ่งแก้ไขไม่ได้ให้สนใจแต่อารมณ์จิตของเรา ซึ่งแก้ไขได้ด้วยกรรมฐานแก้จริต ๖

          ๒๕. จงมองหาชั่ว-หาเลวที่เรา และรีบแก้ไข อย่าไปหาชั่ว-หาเลวที่ผู้อื่น ซึ่งแก้ไขไม่ได้

          ๒๖. จงพยายามอย่าสรรเสริญ หรือนินทาใครโดยไม่จำเป็น เพราะดี-เลวของปุถุชนคนทั่วไปยังไม่ทรงตัว ยกเว้นแต่พระอริยเจ้าเท่านั้นที่ทรงตัวแล้ว ยิ่งท่านดีเท่าไหร่ ท่านยิ่งไม่สนใจในคำสรรเสริญ และนินทาเท่านั้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่