พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มกราคม ๒๕๔๖




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ทุกข์กายเป็นของธรรมดา ผู้มีร่างกายแล้วไม่ทุกข์นั้นไม่มี แต่บุคคลส่วนใหญ่ไม่เห็นทุกข์ เพราะความเคยชินเลยไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ ทุกขสัจ หรือทุกข์กายต้องกำหนดจึงจักรู้ว่าเป็นทุกข์ เพราะร่างกายนี้หาใช่เรา หาใช่ของเราไม่ เราคือจิตซึ่งเป็นอมตะไม่เคยตาย มาอาศัยร่างกายนี้อยู่เพียงชั่วคราวจนชิน เลยหลงคิดว่ากายเป็นเราเป็นของเรา ทุกคนในโลกนี้เมื่อเกิดมาก็ต้องปวดท้องขี้-ปวดท้องเยี่ยว และหิวด้วยกันทุกคน แต่กลับไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์ จึงยังต้องเกิด แล้วตายๆ ต่อไปจนกว่าจะเห็นทุกข์ตามความเป็นจริง

          ๒. การเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกายเป็นของธรรมดา เป็นสัทธรรม ๕ ที่ทรงตัรสไว้ความว่า ทุกชาติที่เกิดจะต้องพบกับความแก่ ความเจ็บป่วย ความตาย ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ และมีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นของธรรมดา คนที่ขาดปัญญา พอร่างกายป่วยก็บ่น-ก็โวยเป็นการเพิ่มทุกข์ให้กับตนเอง จุดไฟเผาใจตนเอง แล้วมีผลทำให้ร่างกายที่กำลังทุกข์อยู่ มีทุกข์เพิ่มขึ้น

          ๓. ทุกข์กายห้ามฝืน เพราะมันไม่ใช่เรา มิใช่ของเรา จักต้องใช้อริยสัจ คือหาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ให้พบ แล้วรีบแก้ไขที่ต้นเหตุให้เร็วที่สุด ส่วนใจนั้นเป็นตัวเราที่แท้จริง ทุกข์ใจจึงเห็นได้ยากกว่าทุกข์กาย

          ๔. จิตหนีทุกข์ได้ แต่กายหนีไม่ได้ จิตหนีทุกข์ได้ด้วยพระธรรม จิตเกาะบุญ ก็ไปสวรรค์ได้ชั่วคราว จิตเกาะความสงบ ก็ไปพรหมได้ชั่วคราว แต่หากจิตฉลาดมีปัญญา ก็เกาะพระนิพพานทำอะไรทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว คนโง่คิดจะเอากายไปสวรรค์-ไปพรหม-ไปนิพพาน ซึ่งไม่มีใครสามารถจะเอาไปได้ เพราะกายนี้เป็นสมบัติของโลก

          ๕. อะไรเกิดขึ้น ให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม แต่บุคคลส่วนใหญ่ไม่เห็นกฎของกรรม เพราะจิตยังหยาบอยู่ ผู้มีปัญญาท่านเคารพในกฎของกรรม ท่านเชื่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นพระสัพพัญญู คือรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ตามความเป็นจริงแต่พระองค์เดียว ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์จะไม่รู้ (เป็นพุทธวิสัย ต้องเป็นพระพุทธเจ้าเสียก่อนจึงจะรู้ได้) อาทิเช่น ทรงตรัสว่ากรรมใดที่ไม่เคยก่อไว้ วิบากกรรมนั้นๆ จักไม่เกิดขึ้นกับเธอเป็นอันขาด แสดงว่าพระองค์ทรงเน้นให้เห็นกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย

          ๖. จงอย่าวิตกเกินความเป็นจริง หรือเกินความจำเป็น ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นมาให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม จงทำทุกอย่างเพื่อความสบายใจ และถูกต้องตามความประสงค์ของพระ จิตปล่อยวางเป็นจิตที่มีความสุข จงอย่าเอาภาระมากมาใส่จิต ไม่มีใครสามารถทำงานทางโลกเสร็จสมบูรณ์ได้ เพราะงานของโลกเป็นไตรลักษณ์

          ๗. จงเห็นธรรมดาให้มาก เห็นแล้วจงทำใจยอมรับด้วยแล้วจิตจักสงบมีความสุข ไม่ฝืนกฎของธรรมดา

          ๘. หาความจริงให้พบที่กายเรา จิตเรา(หาอริยสัจ) ดูร่างกายด้วยการพิจารณาทุกขเวทนาที่ได้รับมาทั้งหมด ก็เนื่องจากการมีร่างกายเป็นเหตุทั้งสิ้น เป็นการพิจารณาเข้าหาอริยสัจหรือทุกขสัจ เพราะฉะนั้นจงอย่าทิ้งการพิจารณาแบบนี้ วิปัสสนาญาณทั้ง ๙ จึงทิ้งไม่ได้ ให้หมั่นใคร่ครวญ-พิจารณาหาความจริง ทำให้ปัญญาเกิด คือเกิดนิพพิทาญาณ และเกิดสังขารุเบกขาญาณให้ได้อยู่เสมอ จากขั้นหยาบ-กลาง-ละเอียดไปตามลำดับ หากทำได้จิตจักสงบเยือกเย็น ไม่ดิ้นรนไปกับทุกขเวทนาที่รุมเร้าเข้ามาทั้งปวง ด้วยเห็นชัดแล้วยอมรับในกฎของธรรมดาว่า ความจริงมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง

          ๙. จงอย่ายึดติดวัตถุใดๆ ในโลก เพราะมันไม่เที่ยง ที่สุดก็พังหมด จงอย่าวุ่นวายกับเรื่องใดๆ ที่เกิดขึ้นในวัด ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ กิเลสตัณหาย่อมเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ทุกอย่างไปตามใจปรารถนาได้ จงอย่าวุ่นวายกับเรื่องของโลก ทุกอย่างมันเป็นอย่างนี้เอง จงอย่ายึดติดกับถาวรวัตถุอันท่านฤๅษีได้สร้างไว้แล้ว ถ้าจักถูกทำลายไปจักด้วยกรณีใดๆ ก็แล้วแต่ จงเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าวุ่นวายไม่มีคนผิด-คนถูก เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่มีกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและอกุศลกรรมเข้าครอบงำจิตเท่านั้น จงยอมรับความเปลี่ยนแปลงไป จักดีขึ้นหรือเลวลงก็จัดว่าไม่เที่ยงทั้งนั้น จงเพียรทำจิตให้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบจิตใจ ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากเห็นแล้วจิตหวั่นไหว เกิดอารมณ์เสียดาย ก็เกิดความอาลัย จิตก็หมอง เป็นการทำร้ายจิตตนเองให้เศร้าหมองแทนที่จักผ่องใส จงอย่าเอากรรมของบุคคลอื่นเข้ามาเก็บไว้ให้หนักใจ ทุกอย่างเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และสลายตัวไปในที่สุด โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ

          ๑๐. สมัยสมเด็จองค์ปัจจุบันมีผู้ศรัทธาสร้างวัดไว้มากมายแล้วน้อมถวายให้กับพระพุทธองค์ นิมนต์ทั้งสาวกให้พักอยู่ในวัดเหล่านั้น แต่ละวัดได้ก่อสร้างอย่างสวยงามวิจิตรพิสดารมาก อย่างของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีหรือของท่านวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นต้น หรือแม้แต่วัดพระราชาในแคว้นต่างๆที่สร้างถวายให้ ก็มิได้น้อยหน้ากันเท่าไหร่นัก เหล่านั้นล้วนแต่ถวายวัตถุทั้งสิ้น ในเพลานี้กาลเวลาล่วงมาสองพันกว่าปีแล้ว วัดเหล่านั้นก็สลายตัวไปหมด ปัญหาสำคัญคือ จิตใจจักต้องไม่ฝืนความเป็นจริง จงใช้ปัญญาพิจารณา จักช้าหรือเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็เป็นอนัตตาอยู่ดี หากจักไปพระนิพพานในชาตินี้ก็ไม่ควรจักยึดอะไรไว้ให้มันเป็นอัตตาตัวตนขึ้นมา ควรจักปล่อยวาง-อย่าเสียดาย-อาลัยทุกสิ่งในโลกลงเสีย เพราะหากเกิดตายในขณะจิตนี้ขึ้นมา ก็จักไปไม่ถึงพระนิพพาน

          ๑๑. โลกมีอันฉิบหายไปในที่สุด จักช้าหรือเร็วก็ไม่ใช่ปัญหา จงอย่าฝืนความจริง อารมณ์เสียดายจงละให้ได้ อะไรจักเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่ต้องตำหนิใคร ไม่ต้องเสียใจ-ไม่ต้องเสียดาย-ไม่ต้องอาวรณ์ โลกมันเป็นอยู่อย่างนี้แหละ ฉิบหายไปในที่สุด จักฉิบหายเพราะตัณหาของใคร ก็ฉิบหายอยู่ดี จงอย่าติดโลก ถ้าหากจักไปพระนิพพาน

          ๑๒. โลกนี้มีแต่ความเปลี่ยนแปลง-ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-เป็นอนัตตา จงอย่ายึดถือ ทำจิตให้ปล่อยวางเข้าไว้ อย่าคิดมาก สิ่งใดที่เราเคยสร้างไว้ก็ดี-ซ่อมแซมบูรณะไว้ก็ดีแล้วต่อไปจักถูกรื้อ ก็จงยอมรับว่าเป็นเรื่องธรรมดา บุญเราได้ทำแล้ว เราได้บุญแล้ว ใครจักรื้อหรือทำประการใดก็เรื่องของเขา โลกนี้มีแต่ความเปลี่ยนแปลง โลกนี้ไม่เที่ยง-โลกนี้เป็นอนัตตา จงอย่ายึดถือ ทำจิตใจให้ปล่อยวางเข้าไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นการวัดอารมณ์ของจิต เป็นการทดสอบผลของการปฏิบัติพระกรรมฐานว่า หวั่นไหวต่อกิเลสมากน้อยเพียงใด หน้าที่ได้ทำแล้ว ทำเสร็จแล้วใครจักมารื้อทิ้ง ก็ถือว่าเป็นกรรมของบุคคลนั้น มิใช่หน้าที่ที่จิตใจหรือต้องนำกายเข้าไปยุ่งด้วย จงถือว่างานใดทำเสร็จแล้วหน้าที่ตรงนั้นก็สิ้นสุดลง

          ๑๓. การอยู่วัด (จะชั่วคราว หรือถาวรก็ตาม) จงเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์หมู่สงฆ์ ไม่ว่าจักเป็นสงฆ์ดี หรือสงฆ์ชั่ว จงเย็บปากเสียให้สนิท เพราะภัยอันเกิดจากปากนั้นมีมาก รวมทั้งการพูดจากับฆราวาสทั้งหลาย ก็จงพึงระมัดระวังด้วย จริงหรือไม่จริงก็ไม่ควรพูด ให้เฉยเข้าไว้และปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง คอยดูแต่อารมณ์จิตของตนเองเมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัส พยายามทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ โดยไม่ปรุงแต่งธรรม อันเป็นอัพยากฤตธรรม หากทำได้ก็เข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย

          ๑๔. ร่างกายไม่ดี ก็จงยอมรับว่าเป็นธรรมดาของการมีร่างกาย จักต้องเป็นอย่างนี้ จงรู้ว่าทุกข์มันมีได้ เพราะการมีร่างกาย สาเหตุของการมีร่างกายก็เพราะตัณหา ความทะยานอยากของจิต จงมองให้ชัดๆ แล้วพยายามโจทจิตของตนเอง สำรวจกิเลส-ตัณหาในจิตให้มากๆ แล้วหมั่นลดหมั่นละตัณหา และกิเลสเสียให้มากๆ ปล่อยและวางมันเสียจากจิตของตนเองนั่นแล้วจักเป็นสุข เพราะการปล่อยวาง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่