พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

มกราคม ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ เนื่องจากเพื่อนของผมท่านใจร้อน มุ่งจะเอาแต่คำสอนใหม่ ๆ เพิ่มเติม ทั้งๆ ที่ตนเองยังไม่สามารถปฏิบัติที่ทรงตรัสสอนไว้ก่อนหน้านั้นไม่ได้ และร่างกายก็กำลังป่วยอยู่ ในเดือนนี้จึงเน้นสอนทบทวนของเก่าเป็นปกิณกะธรรมเกือบทั้งสิ้น)

          ๑. อย่ากังวลใจ ทำงานทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้ อย่าไปกลัวช้า อย่ามุ่งแต่จะเอาคำสั่งสอนเพิ่มเติม ให้สนใจกับการปฏิบัติในแต่ละวัน อันเป็นตัวจริง ๆ ของการบรรลุมรรคผลให้มาก จิตยังไม่ก้าวหน้า สอนไปก็ไร้ประโยชน์ ให้ตั้งใจทำตามคำสอนเก่า ๆ ให้ได้ผลเสียก่อน ตัดอารมณ์ ๒ คือ ราคะกับปฏิฆะให้ได้เสียก่อน แล้วจักมาให้คำสอนต่อไป

          ๒. ให้เอาจิตหน่วงเหนี่ยวพระนิพพานเข้าไว้ ทำใจให้มั่นคงต่อพระนิพพาน ยิ่งร่างกายไม่ดีเท่าไหร่ ยิ่งพึงทำใจให้มั่นคงเท่านั้น และในเมื่อจำเป็นต้องทำงานตามหน้าที่ ก็จงอย่าเอาจิตไปกังวลกับงานให้มากจนเกินไป ไม่ว่าจักทำอะไร ให้วางจิตสักแต่ว่าเอาไว้เสมอ แต่ก็ไม่ใช่ทำงานโดยไม่รับผิดชอบในหน้าที่ก็ใช่ไม่ หากแต่ทำงานเต็มที่ตามกำลังเท่าที่จักทำได้ ทำด้วยจิตสบาย-ปลอดโปร่ง ไม่มีความกังวล ทำแล้วไม่มีอารมณ์หนักใจเลยแม้แต่นิดหนึ่ง

          ๓. ดูกำลังใจของตนเองเข้าไว้ พยายามอย่าให้เกิดบกพร่องในบารมี ๑๐ แม้แต่ชั่วขณะจิตหนึ่งที่ต้องการเจริญพระกรรมฐาน

          ๔. มองกรรมของสุนัข แล้วจงพิจารณากฎของกรรมตามความเป็นจริง ขึ้นชื่อว่ามีขันธ์ ๕ ย่อมเป็นไปตามกฎของกรรม ไม่ว่าคนหรือสัตว์ย่อมหนีกฎของกรรมไปไม่พ้น เพราะมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ เมื่อพิจารณาแล้วจงน้อมมาสอนจิตตนเองให้รู้ว่า ร่างกายขันธ์ ๕ ของเราก็เช่นกัน ความประมาทในชีวิตก็จักน้อยลง และจงอย่าประมาทในชีวิต แล้วจงอย่าคิดว่าความตายจักยังไม่มาถึงเราในวันนี้ ให้รู้จักร่างกายตามความเป็นจริง ความตายย่อมเข้ามาถึงร่างกายนี้ได้เสมอ ทุกเวลานาที ยิ่งร่างกายไม่ดีเท่าไหร่ ความตายก็ใกล้เข้ามาเท่านั้น

          ๕. ทำใจให้สบาย ให้มีอารมณ์เยือกเย็น อย่าวู่วาม แล้วงานทุกอย่างก็จักเป็นไปได้ด้วยดี และควรทำให้ได้เป็นประจำ คือหมั่นใช้มโนมยิทธิไปบ้านของตนเอง หรืออีกนัยหนึ่งคือไปวิมานของตนเองที่พระนิพพาน แม้จักมืดจักมัวไปบ้าง ความสว่างจักไม่เท่ากับบ้านของหลวงพ่อ หรือไม่เท่าวิมานของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ก็ต้องไป เพื่อให้เกิดความเคยชินในอุปสมานุสสติ

          ๖. ทำอะไรจงอย่าใจร้อน พิจารณาใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ ความใจร้อนไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย จิตใจจักเร่าร้อนเปล่า ๆ พิจารณาเห็นโทษของตัณหาให้มาก และให้เห็นธรรมดาของร่างกาย ที่จักต้องพบกับความแปรปรวนเป็นของปกติ ความเสื่อมย่อมปรากฏได้ในทุก ๆ ขณะที่ยังมีร่างกายทรงอยู่นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจงนำมาพิจารณาให้เกิดปัญญา นำมาเป็นครูสอนใจ ไม่ว่าอะไรจักเกิดขึ้น จงนำมาเป็นกรรมฐานวัดจิตใจทั้งหมด

          ๗. การป่วยของเจ้าคราวนี้ ให้รู้ตามความเป็นจริงว่า กรรมของอกุศลกำลังส่งผลให้ร่างกายได้รับทุกขเวทนา จงทำใจให้ยอมรับนับถือในกฎของกรรม ทำใจให้อย่าเกิดความดิ้นรน พิจารณาให้ทันกับทุกขเวทนาที่ยังเกิด ว่ามันไม่ใช่เรา-ไม่มีในเรา ทำได้มากหรือน้อยก็พึงทำให้ได้ เพื่อรักษากำลังใจ เบื่อหน่ายในร่างกาย เพื่อมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบัน

          ๘. อาการของเจ้าเวลานี้สาหัสมาก ปวดขามากจนเหมือนจักสิ้นสติ คือเป็นลมไป จงอย่าประมาทในชีวิต คิดเอาไว้เสมอว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ จงอย่ากังวลห่วงใยอะไรทั้งหมด ทำจิตให้สงบอย่าวุ่นวาย มุ่งตัดตรงเพื่อพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น งานวิหารจงอย่าห่วง วางไปเลยไม่ต้องตามใครให้มาสานต่อ อย่ากังวล-ปล่อยวาง เอาธรรมเฉพาะหน้าก่อน ถ้ายังไม่ตายก็ค่อยว่ากันใหม่ อาการของเจ้าเวลานี้ใกล้ตายแล้วนะ จงใช้เวลาทั้งหมดพิจารณาร่างกายตามความเป็นจริง อย่าปล่อยให้ล่วงไปในสิ่งที่ไร้ประโยชน์

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่