พระธรรม

ในเดือน...มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          เนื่องจากผมได้รวบรวมพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสสอนไว้ในอดีตมากว่า ๑๐ ปีแล้ว และในแต่ละปีก็เอามารวบรวมเป็นเล่มพิมพ์แจกเป็นธรรมทานจากเล่ม ๑-๑๒ ซึ่งก็ควรจะจบแล้ว พระองค์ทรงมุ่งสอนให้ตรงตามจริต-นิสัย และกรรมของแต่ละบุคคลที่ทำกันมาไม่เสมอกัน ดังนั้นพระธรรมทั้ง ๑๒ เล่มนั้นจึงมุ่งเน้นสอนเพื่อนผมเป็นส่วนใหญ่ และสอนผมเป็นบางส่วน แต่ก็มีเจตนาสอนให้ทั้ง ๒ คนรู้ เพราะพระองค์เป็นพระสัพพัญญู รู้ทุกอย่างแต่พระองค์เดียวในโลกนี้ ทรงทราบดีว่าในอนาคตผมจะเป็นผู้รวบรวมพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นเหล่านี้มาพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ให้กับกลุ่มบุคคลที่มีความศรัทธาในหลวงพ่อฤๅษี (พระราชพรหมยานมหาเถระ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานีต่อไป และทรงทราบว่าเมื่อหลวงพ่อฤๅษีละขันธ์ ๕ ไปสู่พระนิพพานแล้ว ท่านจะมอบหมายหน้าที่ถาม - ตอบปัญหาพระธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้นแทนท่าน ซึ่งผมก็ทำหน้าที่ของผมมานับจากวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ (หลวงพ่อฤๅษีทิ้งขันธ์ ๕ ไปพระนิพพาน) จนถึงปัจจุบันเดือนก.ค. ๒๕๕๓ (วันที่กำลังรวบรวม) ก็ประมาณ ๑๘ ปีแล้ว

          ผมขอเน้นเฉพาะกลุ่มของผม ซึ่งสนทนาธรรมกันมาก่อนที่หลวงพ่อฤๅษีท่านจะละขันธ์ พวกเราเกาะกลุ่มสนทนาธรรมกันมาตั้งแต่อยู่ที่วัดและที่ซอยสายลม ตอนที่หลวงพ่อฤๅษีท่านขึ้นพัก และในปัจจุบันก็ใช้บ้านที่ผมอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ สนทนาธรรมกันเฉพาะทุกวันอาทิตย์เท่านั้น วันอื่นอย่ามา ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ประมาณ ๐๘.๓๐-๑๗.๐๐ น. จนกว่าร่างกายที่ตัวของผมอาศัยอยู่มันจะพัง ปัจจุบันผมอายุ ๘๓ ปีแล้ว ซึ่งเหมือนไม้ใกล้ฝั่งหรือเกยฝั่ง เพราะร่างกายมันตายได้ทุกขณะจิต

          ผมขออนุญาตเขียนคำนำแบบนี้ทุก ๆ เดือน เพื่อให้คนที่มิได้ติดตามอ่านธรรมะที่แจกให้ฟรีมาตั้งแต่ต้น จะได้รับประโยชน์ และให้บางท่านที่ติดตามอ่านแต่ยังไม่ค่อยจะเข้าใจนัก ได้เข้าใจดีขึ้น

          ในเดือนนี้ สุขภาพของเพื่อนผมไม่ค่อยจะดีนัก แต่หน้าที่ที่จะต้องทำให้กับวัดยังจะต้องทำอยู่เป็นปกติ เพราะท่านอาศัยวัดอยู่ ก็ต้องตอบแทนพระคุณให้กับวัดและพระพุทธศาสนา ดังนั้นคำสอนของพระองค์จึงเน้นเรื่องสุขภาพกายเป็นใหญ่ ควบคู่กับสุขภาพจิตไปพร้อม ๆ กัน ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตด้วยจะพบว่ามีข้อความที่ซ้ำ ๆ กัน คล้าย ๆ กันอยู่เสมอ เพราะทรงทราบว่าเพื่อนผมจิตยังเผลออยู่เป็นปกติ หรือทำได้ก็จริงอยู่ แต่ยังหยาบและยังไม่ทรงตัว ก็ทรงเมตตาตอกย้ำคำสอนเหล่านี้บ่อย ๆ แล้วเสริมพระธรรมคำสั่งสอนให้ละเอียดขึ้น ๆ ตามลำดับด้วย มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การปรารถนาไม่สมหวังเป็นของธรรมดา อย่าไปถือสาระเหล่านี้ขึ้นมาให้เป็นทุกข์ (สัทธรรม ๕ หรือสัจธรรม ๕ มีความโดยย่อว่าเกิดมาแล้ว ก็ต้องป่วย ต้องแก่ ต้องตาย เป็นธรรมดา ระหว่างมีชีวิตอยู่ก็ต้องพบกับความปรารถนาไม่สมหวัง และต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา) เมื่อได้ข่าวว่าใครตาย ก็จงปล่อยวางพฤติการณ์เดิมเขาเสีย กรรมใครย่อมเป็นกรรมมัน อย่าไปยึดถือเอากรรมของใครมาไว้ในใจ ทุกอย่างจบสิ้นไป ไม่ควรจักกล่าวถึงอีก แล้วจงอย่าไปตามรู้เลยว่าตายแล้วเขาไปไหน

          ๒. การศึกษาบารมี ๑๐ พึงทำให้เหมือนของใหม่อยู่เสมอ อย่าเบื่อหน่ายในการปฏิบัติบารมี ๑๐ เพราะจักบรรลุมรรคผลได้ยาก ที่ทำมาแล้วก็ทำไปตามลำดับขั้นตอน การตอกย้ำ การปฏิบัติก็เหมือนกับการเสริมสร้างบารมี ๑๐ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้เกิดการละกิเลสได้เป็นขั้น ๆ ไป แล้วการปฏิบัติในบารมี ๑๐ พึงดูคุณ-ดูโทษของการมีบารมี ๑๐ ด้วย การรักษากำลังใจในบารมี ๑๐ ได้อะไรบ้าง การไม่รักษากำลังใจในบารมี ๑๐ เสียอะไรบ้าง พิจารณาอย่างนี้จักเกิดปัญญา และสามารถรักษาบารมี ๑๐ ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ถ้ากำลังใจที่จักทรงบารมี ๑๐ จุดใดจุดหนึ่งขึ้นมาเป็นแม่บาทให้พบ แล้วพยายามรักษากำลังใจ โดยการพิจารณาจุดนั้นอยู่เนือง ๆ สร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นอยู่ในใจเสมอ

          ๓. อย่าทำจิตให้วุ่นวาย ให้ลงอุเบกขาเข้าไว้เสมอ มีอะไรเกิดขึ้นก็เห็นเป็นธรรมดาทั้งหมด อย่าให้มีอาการจิตตกเพราะเหตุต่าง ๆ มากระทบอารมณ์ให้เห็นเป็นธรรมดา แล้วก็แก้ไขไป รู้อารมณ์แล้วก็เพียรแก้ไข จัดว่าเป็นการปฏิบัติถูก อย่าคิดวางไปโดยไม่แก้ไข ถ้าไม่ใช้ปัญญาพิจารณา ไม่นานปัญหาเกิดขึ้นใหม่อีก จิตก็จักตกอยู่อย่างนี้อีก ต้องใช้ปัญญาพิจารณาแก้ไข ก็จักพ้นจากสภาวะจิตไปได้

          ๔. เรื่องของร่างกายอันเป็นรังของโรค ร่างกายที่เป็นอยู่ในเวลานี้ก็ถือว่าเป็นการชดใช้เศษของกรรม ให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ทำใจให้สบาย การเยียวยาจำเป็นต้องมีตามหน้าที่ อย่าไปเศร้าโสกเสียใจหรือหรือหวั่นไหวไปกับอาการป่วยไข้ไม่สบาย สุขภาพไม่ดี ให้ระวังการทรุดโทรมของร่างกายเอาไว้ด้วย การทำงานก็พึงทำแต่พอควร อย่าหักโหมให้มากจนเกินไป ทำอะไรให้สบายใจเข้าไว้ อย่าทำด้วยความทุกข์ใจ

          ๕. เมื่อรู้ว่าร่างกายไม่ค่อยดี จงอย่าประมาทในชีวิต จงหมั่นรักษาจิตอย่าให้ข้องติดอยู่ในโลกทั้งปวง เพราะโลกย่อมได้ชื่อว่ามีอันฉิบหายไปในที่สุด จงพยายามวางโลกเสียด้วยปัญญา พิจารณาตามความเป็นจริง ให้เอาอาการป่วยไข้ไม่สบาย มาเป็นกำลังใจวัดผลของการปฏิบัติ ดูความเกาะติดหรือปล่อยวางรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณได้แค่ไหน การยอมรับนับถือกฎของกรรมจักต้องไม่มีอาการดิ้นรนหรือเดือดร้อนไปกับอาการป่วยไข้ไม่สบาย ให้เอาประโยชน์ให้ได้จากการป่วยไข้ไม่สบาย

          ๖. ขอยืนยันว่าการฝึกสติจักต้องอาศัยอานาปานุสสติเป็นหลักสำคัญ แต่มิใช่ทำอย่างเคร่งเครียด หากแต่มีสติรู้อยู่เนือง ๆ การเผลอจักมีบ้างเป็นของธรรมดา ถ้าเผลอรู้แล้วก็ตั้งต้นใหม่ ให้กำหนดรู้อยู่อย่างนี้ ทำบ่อย ๆ เข้าจิตก็จักชินในการรู้ลมหายใจเข้า-ออก สติ-สัมปชัญญะก็จักดีขึ้นตามลำดับ จงอย่ากลัวช้า ขอให้มีความตั้งใจดำรงมั่นอยู่อย่างนั้น ความสำเร็จก็จักเกิดได้แน่นอน จงอย่าประมาทในชีวิต สุขภาพยิ่งไม่ดี ควรจักรักษาจิตให้ดี อย่าปล่อยจิตให้ไปตามกรรม พึงระมัดระวังอารมณ์ให้มาก

          ๗. เรื่องการงาน อย่ารีบร้อนในการทำงาน ให้รักษาอารมณ์ใจให้ดีและเยือกเย็น การทำงานก็จักล่วงไปด้วยดี อย่าไปห่วงร่างกายว่าไม่ดีด้วย อย่าห่วงงานว่าจักทำไม่เสร็จด้วย ให้ตั้งใจว่าทำไปได้แค่ไหนให้พอใจแค่นั้น ความป่วยหรือความตายจักเข้ามาตัดรอน ก็เป็นเรื่องของมัน ในเมื่อไม่สามารถห้ามปรามกฎของธรรมดาเหล่านี้ไปได้ ก็ปล่อยวาง ทำงานไปเท่าที่จักทำได้ แต่ในใจคิดปล่อยวางอยู่ตลอดเวลา

          ๘. อย่าฝืนร่างกาย ร่างกายไม่ไหวจงอย่าฝืนร่างกาย มีโอกาสสักเล็กน้อย ก็พึงพักผ่อนเพื่อคลายทุกขเวทนาของร่างกาย เช้านี้แม้ตื่นสายก็จงอย่าใจร้อน ให้ทำจิตให้สบาย ๆ ทำกำลังใจไม่ท้อแท้ เห็นความเสื่อมของร่างกายเป็นของธรรมดา อย่าฝืนความเป็นจริง ร่างกายมีปกติธรรมก็คือ เกิดแล้วต้องพบกับความแก่-ความป่วยเป็นธรรมดา แล้วก็มีความตายไปในที่สุดเป็นของธรรมดา จงอย่าฝืนความปกติของร่างกาย จงทำจิตให้ยอมรับความปกติ แล้วทำใจให้สงบ อย่าไปดิ้นรนกับอาการป่วยให้มันมากนักจักขาดทุน อย่าเห็นความเสื่อมของร่างกายแล้วเกิดความสลดใจ ให้เห็นเป็นปกติธรรมของร่างกาย ทำจิตให้สบาย ๆ งานใดที่ทำไม่ได้ก็ให้วางไว้ก่อน อย่าไปไม่สบายใจ ให้ทำใจยอมรับว่า สักวันหนึ่งอาจจักทำงานเหล่านี้ไปไม่ได้เลย จิตใจก็ต้องยอมรับสภาพของร่างกาย อย่าไปดิ้นรนให้มันมาก

          ๙. เรื่องความโกรธ ให้ยอมรับความจริงว่า การยังมีความโกรธอยู่ ทำให้ไปพระนิพพานไม่ได้ อย่าห่วงใคร-อย่าขุ่นเคืองใคร ให้ยอมรับนับถือกฎของกรรมตามความเป็นจริง กรรมใคร-กรรมมัน ก็จักละซึ่งความโกรธได้ ให้เห็นโทษของความโกรธที่ขวางกั้นมรรคผลนิพพานให้มาก ๆ แล้วดูด้วยว่าความโกรธนั้น ไม่มีคุณกับจิตใจเลย แต่สร้างความเดือดร้อน และทำให้จิตใจลงนรกมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน ต้องพยายามใช้ปัญญาละซึ่งความโกรธ ด้วยความตั้งใจละจริง จึงจักชนะความโกรธได้

          ๑๐. ร่างกายไม่ดีพึงระมัดระวังสุขภาพให้มาก อย่าประมาทในชีวิต ทำจิตใจให้มีสติ-สัมปชัญญะอยู่เสมอ อย่าเผอเรอให้มากจนเกินไป จงอย่าประมาทในกรรม สุขภาพไม่ดี ให้ระมัดระวังจิตให้มาก จงอย่าเกาะร่างกายให้มากจนเกินไป

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่