พระธรรม

ในเดือน...มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. วันปีใหม่เจ้าคิดอย่างไรหรือ ยังมีความยินดีกับปีใหม่หรือ(ตอบว่า ไม่มี เห็นแต่ร่างกายเสื่อมลง แก่ลงทุกวัน กำลังเดินใกล้ความตายเข้าไปทุกที) ทรงตรัสว่า

         - "การพิจารณาควรประกอบไปด้วยการละ ซึ่งความโลภ ความโกรธ ความหลง ไปด้วย"

         - "ร่างกายไม่ดี ให้ระมัดระวังจิตเอาไว้ให้ดี เพราะกฎของกรรมให้ผล จงอย่าไว้วางใจร่างกายเป็นอันขาด"

         - "ให้เห็นปกติธรรมของร่างกาย เกิดมาแล้วก็มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา"

         - "เจ้าศึกษากฎของกรรม เข้าใจกฎของกรรม ก็จักมีจิตใจยอมรับกฎของธรรมดามากยิ่งขึ้น"

         - "อย่าทิ้งแนวทางที่พิจารณา เพราะนั่นเป็นอริยสัจล้วนๆ ความก้าวหน้าของจิตก็จักบังเกิดขึ้นได้สืบไปเบื้องหน้า"

          ๒. ชีวิตใครลิขิต สิทธิของใคร ธรรม ๒ ประโยคนี้เป็นเนื้อของบทเพลงที่คนชอบร้องกันขณะนั้น เพื่อนผมก็ยกเอามาพิจารณาธัมมวิจัย ความว่า...

         - ใจเป็นผู้สร้างกรรมขึ้น ทั้งกาย วาจา ใจ ในขณะที่ร่างกายยังมีชีวิตอยู่

         - กรรมหรือการกระทำที่ใจเป็นผู้สร้าง จึงเป็นผู้ลิตชีวิตของผู้นั้นไว้ ของใครของมัน เพราะกฏของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย กรรมกับวิบากกรรมจึงเป็นของคู่กัน (ทำกรรมดีก็ให้ผลดี ทำกรรมชั่วก็ให้ผลชั่ว)

         - ชีวิตจึงเป็นสิทธิของตนเอง ส่วนร่างกายนั้น พ่อ-แม่ เป็นผู้สร้างให้เกิดขึ้น ตัวเราคือจิตที่มาอาศัยร่างกายนี้อยู่ แล้วสร้างกรรมตามที่จิตสั่งการให้กระทำ จิตจึงเป็นผู้สร้างกรรมขึ้นทั้งสิ้น เมื่อจิตสร้างกรรม จิตก็ต้องรับกรรมนั้นๆ อันเป็นกรรมใครกรรมมัน รับกรรมแทนกันไม่ได้

         - ต้นเหตุที่จิตสร้างกรรม ก็เพราะความทะยานอยากของจิต คือ อยากเกินพอดี เพราะโดยปกติจิตคนย่อมมีความอยาก (ตัณหา) กันทุกคน แต่อยู่ในขอบเขต ตัวอยากเกินพอดีพระท่านเรียกว่าทะยานอยาก ตัวนี้คือตัวตัณหาแท้ ๆ ในพุทธศาสนา เป็นต้นเหตุที่บังคับจิตให้สร้างกรรม ทำให้เกิดอารมณ์โลภ โกรธ หลง ในอดีตทุกคนเคยทำกรรมชั่วมาก่อนทั้งสิ้น (ทำกรรมชั่วมากกว่ากรรมดีมากมายหลายเท่า)

         - กฏของกรรมซึ่งเที่ยงเสมอ ก็ติดมากับจิตดวงนั้น ตามมาให้ผลทุก ๆ ชาติที่จิตดวงนี้จะไปจุติเกิดเป็นอะไร จะเป็นมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน (สัตว์ในอบายภูมิทั้ง ๔) ล้วนเป็นกฎของกรรมที่ตนเอง (จิต) ก่อกรรมไว้ในอดีตทั้งสิ้น ยกเว้นตอนจุติเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหม เพราะช่วงนั้นไม่มีร่างกายหรือขันธ์ ๕ ซึ่งประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ กฎของกรรมยังให้ผลไม่ได้แต่รอให้ผลอยู่ เมื่อหมดบุญหรือหมดวาระที่กรรมดีให้ผลแล้ว ต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ในอบายภูมิ ๔ กฎของกรรมก็ตามมาให้ผลต่อไป

         - ดินแดนหรือเขตที่กฎของกรรมตามไปให้ผลไม่ได้ มีเขตเดียวคือแดนพระนิพพาน ดังนั้นพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ จึงมีเป้าหมายไปจบลงที่พระนิพพานทั้งสิ้น ด้วยอุบายต่าง ๆ รวมแล้วถึง ๘๔,๐๐๐ วิธี เพราะทรงรู้ว่า บุคคลแต่ละบุคคลต่างมีจริตนิสัยและกรรมแตกต่างกัน ไม่เสมอกัน ไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล

         - พระองค์ทรงตรัสสอนให้ปฏิบัติที่จิต เพื่อเอาจิตพ้นทุกข์ เพราะทรงทราบชัดว่ากายพ้นทุกข์ พ้นโลกไปไม่ได้ มันทุกข์ของมันเป็นปกติธรรมอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครสามารถจะทำให้เป็นอย่างอื่นไปได้ นี่แหละคือทุกขสัจจะเป็นทุกข์ตัวแรกที่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ด้วยเห็นทุกข์ตามความเป็นจริง แล้วยอมรับนับถือในกฏของธรรมดาหรือกฏของกรรมนี้ ผมขอเขียนไว้สั้น ๆ แค่นี้

          ๓. อย่าคิดว่าร่างกายผิดปกติ จงคิดว่านี่เป็นธรรมดาของร่างกาย แม้แต่มันจักตายก็ยังเป็นเรื่องธรรมดาของร่างกายเลย เวลานี้ร่างกายไม่ดี ให้พักผ่อนหลับนอนให้มาก

         - อย่ากังวลใจอะไรทั้งหมด ทำงานไปตามหน้าที่เท่าที่จักทำได้ เวลานี้ร่างกายไม่ดี พึงรักษากำลังใจอยู่ที่มรณานุสสติและอุปสมานุสสติให้ดี

         - คำว่าพระนิพพานอย่าหวังว่าจักได้ในเบื้องหน้า ให้คิดถึงพระนิพพานในปัจจุบันเข้าไว้ พยายามทำจิตให้ทรงตัวให้ได้ในปัจจุบัน

         - การทำงานทางกาย เรียกว่าเป็นความจำเป็นที่จักต้องทำตามหน้าที่ อันเป็นการยังอัตภาพให้เป็นไป แต่งานทางใจ คือ การละสังโยชน์ จักต้องหมั่นทำเข้าไว้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่