พระธรรม

ในเดือน...มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ร่างกายของคนเราไม่ใช่เครื่องจักร จักได้ใช้งานได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่พักผ่อนเอาเสียบ้างเลยย่อมไม่ได้ ให้ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์สาวก ท่านยังหาโอกาสพักผ่อนให้กับร่างกาย เช่น เข้าสุขวิหารหรือเข้านิโรธสมาบัติ พละสมบัติ เป็นต้น ให้หามัชฌิมาปฏิปทา อย่าทำอะไรให้เกิดพอดี ร่างกายจักพังเร็ว โดยที่จิตใจไม่ก้าวไปถึงไหนเลย

          ๒. ที่กล่าวมานี้มิใช่ไม่ให้ทำงาน ทุกชีวิตเกิดมามีร่างกาย ต้องทำงาน แต่พึงทำงานให้พอดีให้เหมาะสมกับเพศกับวัยและกับกำลังด้วย มิใช่ร่างกายไม่ดี ก็ยังดันทุรังทำไปเสียทุกอย่าง และอย่าเอาอดีตหรืออนาคตมาวัดกับปัจจุบัน ให้ทำปัจจุบันเท่านั้นให้เป็นมัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติธรรมก็เช่นกันให้มัชฌิมาปฏิปทาในปัจจุบัน ก็จักได้ผลพอดีเช่นกัน

          ๓. การปฏิบัติธรรมจึงจำเป็นที่จักต้องรู้อารมณ์จิต รู้จริตที่เกิดขึ้น (จริตหก) และรู้กรรมฐานแก้จริตได้ถูกตรงตามจริตที่เกิดขึ้นด้วย จึงจักแก้ได้ ตามด้วยการพิจารณาขันธ์ ๕ ด้วยปัญญา จึงจักเรียกว่าเป็นธรรมปัจจุบัน แล้วอย่ามองภายนอกว่าใครหรืออะไร เป็นเหตุให้เรามีราคะ โทสะ โมหะ ให้มองธรรมภายในคือ จิตที่เสวยอารมณ์ของเราอยู่นี้เป็นหลักปฏิบัติในธรรมปัจจุบัน หรือหาทางสายกลาง (มัชฌิมา) นั่นแหละจึงจักพอดี

          ๔. การไม่สนใจจริยาของผู้อื่น คือไม่เพ่งความผิดหรือโทษของผู้อื่น แต่การรับรู้ในจริยาของบุคคลอื่น ก็ให้เห็นว่าล้วนแล้วแต่เป็นไปเพราะกฎของกรรมทั้งสิ้น ให้ดูอารมณ์จิตของตนเองเป็นสำคัญ แต่ถ้าหากจักมองผู้อื่นให้เป็นธรรม เห็นเขาทุกข์และน้อมธรรมนั้นเข้ามาหาตัวเองว่า แม้เราเองก็มีสภาวะเช่นนั้นเหมือนกันก็เป็นการสมควร เพราะไม่มีใครอยากเลว อยากชั่ว มีแต่คนอยากทำดี แต่เพราะอกุศลกรรมบังคับให้ทำ โดยคิดว่าดี เพราะฉะนั้น จงอย่าตำหนิใครให้เห็นเป็นกฎของกรรมที่บังคับอยู่ แล้วหมั่นฟอกจิตตนเองให้หลุดออกจากอำนาจของกิเลส ด้วยจริตหกและกรรมฐานแก้จริตจักดีกว่า

          ๕. อย่าเครียดกับงาน งานภายนอกคืองานทางกาย งานภายในคืองานทางจิต ให้พยายามรักษาอารมณ์เบา ๆ สบาย ๆ เข้าไว้ เพราะความเครียดจักทำให้ประสาทเสียง่ายกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด ให้พิจารณาโทษของความเครียด โดยจักต้องมีสติกำหนดรู้อารมณ์ของตน แล้วรีบแก้ไขโดยอาศัยหลักอริยสัจเป็นสำคัญ และจงอย่าลืมว่า สติจักทรงตัวอยู่ได้ ต้องอาศัยอานาปานัสสติทรงตัวด้วย

          ๖. เหตุที่ตัดนิวรณ์ ๒ ข้อต้นไม่ได้ ให้ย้อนไปดูศีล กับ กรรมบถ ๑๐ ว่า สำรวมพร้อมหรือยัง ทั้งทางกาย วาจา ใจ เพราะถ้าศีลและกรรมบถ ๑๐ บริสุทธิ์จริง ๆ การก้าวสู่พระอนาคามีผลก็เป็นของไม่ยาก จักต้องสำรวจจุดนี้เอาไว้ให้ดี หากหวังความก้าวหน้าไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง

          ๗. เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ตราบใดที่กิเลสยังไม่หมดไปจากใจ ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ เมื่อเกิดมามีร่างกายก็ย่อมหนีสภาวธรรม (กรรม) เหล่านี้ไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุกท่าน ในที่สุดแล้วก็ต้องเข้าสู่แดนพระนิพพาน พ้นจากการจองจำของขันธ์ ๕ ให้ดูตัวอย่างท่านฤๅษี หลวงปู่วัย ท่านจบกิจนานแล้วแต่ร่างกายยังอยู่ แต่จิตของท่านก็เป็นสุข มีร่างกายก็เหมือนกับไม่มี จิตของท่านยอมรับในกฎของธรรมดาไม่ดิ้นรน เมื่อร่างกายพังจิตของท่านก็เข้าสู่พระนิพพาน จิตท่านเป็นสุขอย่างยิ่ง เมื่อหมดจากการจองจำของขันธ์ ๕ ให้ดูปฏิปทาของท่านเอาไว้ให้ดี แล้วรีบปฏิบัติตามแบบท่าน และอย่าลืมว่าทุกคนที่เข้ามาในสายของท่านฤๅษี ล้วนเป็นนักรบเก่ามาก่อนทั้งสิ้น กรรมปาณาติบาตมีมากมาแต่ชาติก่อน ชาตินี้ตั้งใจจักไปพระนิพพาน กฎของกรรมก็ย่อมจักเล่นงานอย่างหนัก ให้ยอมรับจุดนี้เอาไว้ให้ดี พระอริยเจ้าท่านยอมรับในกฎของกรรม โดยความสงบไม่ดิ้นรนให้จิตใจเดือดร้อน

          ๘. อย่ากังวลเรื่องอนาคต ซึ่งยังไม่ถึง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดท่าที่จักดีได้ เรื่องข้างหน้าอะไรจักเกิดก็ต้องเกิด ให้ทำใจยอมรับกฎของกรรมโดยไม่จำเป็นที่จักต้องปรุงแต่งกรรม ให้พยายามทำจิตใจอย่าได้หวั่นไหวกับสภาวธรรม ที่จักเกิดขึ้นข้างหน้านี้ รักษาอารมณ์จิตยอมรับเข้าไว้ และการทำอะไรจงอย่ายึดถือ กำลังอย่างเดียว ใจสู้แต่ร่างกายไม่ไหวก็จักแย่เอาได้ง่าย ถ้าหากฝืนทำลงไป จักหาความพอดีหรือทางสายกลาง โดยอาศัยหลักของพรหมวิหาร ๔ จักได้ไม่เป็นที่เบียดเบียนทั้งกายและใจ (อย่าฝืนโลก อย่าฝืนธรรม แล้วจิตจักเป็นสุข)

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่