(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือนมกราคม ๒๕๔๑)

พระธรรม




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. การรักษาอารมณ์ของจิต จักต้องเพียรดูอารมณ์ของตนเองอยู่เสมอ จักเห็นสังขารอันเป็นอารมณ์ปรุงแต่งไปตามสัญญา หรือความทรงจำอยู่เนืองๆ เป็นต้นเหตุของความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) เป็นหนทางแห่งความทุกข์ (ให้เกิดทุกข์) เป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องเกิดสืบไปในภายภาคหน้า พึงเห็นการทำงานของจิต นั่นแหละจึงจักเกิดปัญญาเห็นการทำงานของรูปและนามได้ เป็นหนทางการเห็นทุกข์อย่างแท้จริง และเป็นแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ได้ในที่สุด จำไว้ว่าความตั้งใจจักไปพระนิพพานอย่างเดียวนั้น ยังไม่ใช่แนวทางปฏิบัติ เพียงแค่ตั้งเป้าหมายจักเดินไปจุดนั้น จักต้องเตรียมอาหาร ค่าใช้จ่าย - ยานพาหนะสิ่งจำเป็นต่างๆ ให้พร้อมก่อน วิธีปฏิบัติที่จักไปให้ถึงซึ่งพระนิพพานก็เช่นกัน จักต้องมีศีล - สมาธิ - ปัญญาพร้อมจึงจักไปได้ แต่มิใช่จำศีล - สมาธิ - ปัญญาได้ด้วยความรู้แค่สัญญา คือความจำเท่านั้น (รู้แค่ปริยัติแต่ยังมิได้ปฏิบัติจัดเป็นหนูที่ขุดรูไว้ แต่มิได้อยู่) ต้องมีความตั้งใจมั่นในศีล - สมาธิ - ปัญญา ด้วยกาย - วาจา - ใจ ให้พร้อมในคราวเดียวกัน นั่นแหละคือการปฏิบัติ ธรรมเหล่านี้จักครบอยู่ในจิตก็ต้องอาศัยบารมี ๑๐ ประการเข้าคุมใจให้พร้อม นั่นแหละการปฏิบัติในศีล - สมาธิ - ปัญญา จักไม่บกพร่องแม้แต่วินาทีเดียว เช่น

          -  ทานบารมี การให้ทานคือการสละออกอยู่ตลอดเวลา มีศีล ๕ คือสละความชั่ว ๕ ประการทิ้งไป มีศีล ๘ สละความชั่ว ๘ ประการทิ้งไป มีศีล ๑๐, ศีล ๒๒๗ ก็สละ แม้อภิสมาจารของเณรของพระทิ้งไป มีกรรมบถ ๑๐ ก็สละความชั่ว ๑๐ ประการทิ้งไป ทิ้งไปจากกาย - วาจา - ใจ คือมีศีลพร้อมอยู่ในกาย - วาจา - ใจนี้

          -  ศีลบารมี การรักษาศีล มีกำลังใจรักษาศีลเต็มอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีจิตคิดละเมิดศีล ทางจิตไม่คิด ทางกายไม่ทำ ทางวาจาไม่พูด ให้ผิดข้อบัญญัติของศีลนั้นๆ อาบัติแปลว่าบาป ศีลทุกข้อมีโทษแก่จิตทุกข้อ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงเห็นโทษคือบาปอันเกิดขึ้นกับกาย - วาจา - ใจ จึงบัญญัติศีลขึ้นมา เพื่อให้พุทธบริษัทได้สำรวมกาย - วาจา - ใจ ไม่ให้ละเมิดในศีลนั้นๆ

          -  เนกขัมมะบารมีการถือบวชด้วยกาย - วาจา - ใจ ในศีลนั้นๆ มีความพร้อมหรือยัง

          -  ปัญญาบารมีใช้ปัญญาใคร่ครวญในศีล - สมาธิ - ปัญญา ให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาแล้วหรือยัง ที่รู้อยู่นั้น รู้ด้วยสัญญาหรือปัญญา

          -  วิริยะบารมีดูกาย - วาจา - ใจ มีความเพียรในศีล - สมาธิ - ปัญญาเป็นปกติหรือเปล่า

          -  ขันติบารมีมีความอดทนต่อความชั่วที่เข้ามายั่วยุกาย - วาจา - ใจ ให้ละเมิดในศีล - สมาธิ - ปัญญา ทั้งกาย - วาจา - ใจหรือเปล่า

          -  สัจจะบารมีพูดจริง - ทำจริงในศีล - สมาธิ - ปัญญา ทั้งกาย - วาจา - ใจหรือเปล่า

          -  อธิษฐานบารมีมีจิตตั้งมั่นในพระนิพพานหรือเปล่า การรักษาศีล - สมาธิ - ปัญญาให้ครบ ทั้งกาย - วาจา - ใจ ในหลักของพระพุทธศาสนา มีจุดมุ่งหวังอยู่ที่พระนิพพานแห่งเดียวเท่านั้น ตรวจดูกาย - วาจา - ใจของตนเองยังตั้งมั่นอยู่หรือยัง

          -  เมตตาบารมีมีความรัก ความสงสารตนเอง คือจิตที่จักต้องไปตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เวียนว่ายตายเกิดด้วยกรรมคือการกระทำของกาย - วาจา - ใจ วนอยู่ ในวัฏฏสงสาร เพราะละเมิด ศีล - สมาธิ - ปัญญา ไม่ได้กระทำเพื่อพระนิพพาน ทำเพื่อหวังผลตอบแทน นี่เป็นการขาดเมตตาแก่ตนเอง เมื่อขาดเมตตาตนเอง ก็ขาดเมตตาไปยังบุคคลอื่น - สัตว์ - วัตถุธาตุต่างๆ ด้วย

          -  อุเบกขาบารมี ความวางเฉยในกฎของกรรม รู้ต้นสายปลายเหตุในกฎของกรรมที่เข้ามาถึงตนเอง วางเฉยได้แล้วหรือยัง รู้ต้นสายปลายเหตุในกฎของกรรมที่ปรากฏแก่บุคคลอื่น นี้วางเฉยได้แล้วหรือยัง อุเบกขาจักเกิดขึ้นได้พร้อมเมื่อกาย - วาจา - ใจถึงพร้อมด้วยศีล - สมาธิ - ปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในกองสังขารทั้งปวง การปล่อยวางจึงจักเป็นอุเบกขาญาณแท้ เห็นกฎของกรรมเป็นไปอย่างนี้แหละ รักษาบารมี ๑๐ เพียงเท่านี้ ศีล - สมาธิ - ปัญญาก็พร้อมอยู่ในกาย - วาจา - ใจทุกเมื่อ คนที่ปรารถนาจักไปพระนิพพาน จักทิ้งบารมี ๑๐ ไปไม่ได้เลย จงทำให้เกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียวที่จิตนี้ เพราะจิตเป็นใหญ่ในธรรมปัจจุบันอยู่เสมอ ฝึกกำลังใจให้ตั้งมั่นพร้อมอยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญา ด้วยบารมี ๑๐ ประการเป็น ๓๐ ทัศแล้ว จุดนั้นแหละเป็นแนวทางสู่พระนิพพานได้อย่างแท้จริง

          ๒. อย่ากังวลใจในเหตุการณ์ที่จักเกิดขึ้นต่อไปในภายภาคหน้าทั้งปวง จงทำทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ จักได้ไม่มีความหนักใจ พึงใช้ปัญญาพิจารณาเหตุการณ์ทั้งหลาย ให้เป็นอารมณ์พระกรรมฐาน และอย่าท้อแท้ให้รักษาอารมณ์ของจิตให้เข้มแข็งเข้าไว้

          ๓. มองธรรมดาให้เห็นเป็นธรรมดา ร่างกายมีสภาพไม่เที่ยงอยู่เป็นปกติ และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจักแก้ไขให้มันเที่ยงได้ การปฏิบัติจึงต้องมุ่งเอาที่จิตใจ เพราะจิตเป็นเราเป็นของเรา แก้ไขได้ อย่าไปแก้ที่ร่างกาย ซึ่งมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ธรรมของกายและของจิตมันก็เป็นปกติอยู่อย่างนั้น การทำใจให้ยอมรับปกติธรรมของร่างกาย หรือรูป - นาม หรือขันธ์ ๕ จักต้องมีบารมี ๑๐ เกาะติดเป็นกำลังใจให้สมบูรณ์ จึงจักมีมรรคมีผลของการปฏิบัติธรรมได้ครบ

          ๔. ให้เห็นความเป็นจริงของร่างกาย ที่มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ อริยสัจข้อต้น (ทุกขสัจ ต้องมีสติกำหนดรู้จึงจักรู้ - จักเห็นว่ากายนี้เป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา เป็นปกติธรรมดา) คือ ต้องเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง เกิด - เสื่อม - ดับอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับร่างกาย จักยึดเอาอะไรเป็นที่พึ่งไม่ได้สักอย่างเดียว พิจารณาให้มากจักได้มีความเบื่อหน่ายในชีวิต แล้วที่สุดก็จักปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลก รวมทั้งขันธ์ ๕ ให้เป็นไปตามกฎของธรรมดา หรือกฎของกรรมซึ่งเป็นตัวเดียวกัน จนในที่สุดก็จักทิ้งโลกทั้ง ๓ (มนุษโลก, เทวโลก , พรหมโลก) เพื่อมุ่งพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น อย่าไปเห็นอะไรในโลกว่าเต็มไปด้วยความจีรังยั่งยืนเป็นอันขาด เหนื่อยมากก็ทุกข์มาก ใครโง่ก็ให้เกิดมาพบกับความเหนื่อย ความทุกข์อีกต่อไป ใครอยากพ้นทุกข์ก็จักต้องพิจารณาตามกฎของความเป็นจริง คืออริยสัจ ก็จักสามารถไปพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน

          ๕. หมู่นี้ร่างกายเหนื่อยจัด การพิจารณาบทพระกรรมฐานย่อมไม่ปลอดโปร่ง ให้กำหนดสมถะภาวนาเป็นองค์ประจำ เพื่อบรรเทาอาการเหนื่อยด้วยบท อิติปิโสภควา ทั้งบท การเจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ จักช่วยบรรเทาอาการเหน็ดเหนื่อยของร่างกายลงได้ (ในการทำพิธี พุทธาภิเษกวัตถุมงคลที่ถูกต้องนั้นก็ใช้พุทธคุณ - ธรรมคุณ - สังฆคุณ ทั้งสิ้น เพราะในจักรวาลนี้ไม่มีพระคุณใดที่ยิ่งไปกว่าคุณของพระรัตนตรัยนี้อีก หากพิธีใดมีบุคคลใดใช้พระคุณหรือบารมีของตนเองปลุกเสกแล้ว จัดว่าเป็น มิจฉาทิฎฐิ ทำไป ๓ เดือน - ๓ ปี ก็ยังไม่เท่ากับบารมีคุณของพระพุทธเจ้าแค่นาทีเดียว) การพิจารณาให้เห็นทุกข์ของการงานที่ทำอยู่นี้ เนื่องจากการมีร่างกาย ไม่ทำไม่หาก็จักอยู่ไม่ได้ หรือลำบากมากต่อไปในภายหน้า จึงจำเป็นที่จักต้องอดทนทำเพื่อร่างกายให้มีชีวิตรอดไปได้ ทั้งนี้ให้ใช้อริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา ขอให้ตั้งใจไว้ทุกข์ยากลำบากครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ตายเมื่อไหร่ตั้งใจเอาไว้เลยว่าจักไม่มาเกิดอีก จิตตั้งมั่นจักไปที่เดียวคือพระนิพพาน หากร่างกายไม่ดี ให้นึกถึง มรณา และอุปสมานุสสติให้มาก จักได้ไม่ประมาทในชีวิต

          ๖. อย่ากังวลกับงานทางโลก และเหตุการณ์ใดๆ ของโลก ซึ่งกำลังตึงเครียด ข่าวร้ายใดๆ เข้ามากระทบก็ให้เห็นเป็นกฎของกรรม เป็นกฎธรรมดาของโลกที่แก้ไขอะไรไม่ได้ โลกมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้แหละ เพราะมันไม่เที่ยง เดินเข้าหาความดับเป็นอนัตตาอยู่เป็นปกติทุกยุค ทุกสมัย แม้แต่ตถาคตเจ้าแต่ละพระองค์ในสมัยยังทรงชีวิตอยู่ สภาวะข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง เกิดทุพภิกขภัยต่างๆ ก็มีอยู่ทุกๆ พุทธันดร ซึ่งจุดนั้นคนจักเห็นทุกข์มาก ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมก็จักมีมาก แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่ยังมีกิเลสหนา ก็จักทะยานอยากมาก (มีตัณหามาก) ก็จักดิ้นรน - แสวงหาทรัพย์ - หาลาภ - หายศด้วยความเร่าร้อน หาเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ยิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น เพราะเขาไม่เห็นทุกข์ ทั้งๆ ที่ตายไปเขาก็เอาอะไรไปไม่ได้ เพราะมันเป็นสมบัติของโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถจักเอาไปได้ เพราะความโลภ - โกรธ - หลงเต็มจิต ติดใจ - ติดกายอยู่ จนกระทั่งวันตาย ยกเว้นพวกมีบารมีธรรมสูง (บารมี ๑๐ ประการ) มีปัญญารู้ธรรมของโลก และธรรมพ้นโลก คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา ทาน - ศีล - ภาวนา ช่วยตัดอารมณ์ โลภ - โกรธ - หลง ได้ตามลำดับจนดับสนิทเป็น มุจเฉทปหาน ก็จักเอาสมบัติของโลกซึ่งเอาไปไม่ได้ แต่หากเชื่อและปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ในเรื่องทานบารมี จากกำลังใจมีบารมีต้นๆ หยาบๆ แล้วเจริญเป็นขั้นกลางเป็นอุปบารมี และ ปรมัตถบารมีตามลำดับ ก็สามารถจักเอาสมบัติของโลก (โลกียทรัพย์) ไปเป็นอริยทรัพย์ (โลกุตรทรัพย์) ทำทานเพื่อตัดความโลภจนชินกลายเป็นจาคะ เป็นจาคานุสสติในทาน มีปัญญาเห็นความละเอียดของทาน จากทาสทาน - สหายทาน สามีทานตามกำลัง เป็นสังฆทาน - วิหารทาน - ธรรมทานภายนอก - ธรรมทานภายใน แล้วจบลงที่อภัยทาน หากทำได้ทรงตัวสังขารุเบกขาญาณก็เกิดขึ้นทรงตัว ก็จบกิจในพระพุทธศาสนา (ผมไม่ขอเขียนรายละเอียด เพราะธรรมในพุทธศาสนาเป็น ปัจจัตตัง ถึงแล้วจึงจะรู้ได้เอง เฉพาะตนของใครของมัน กรรมใครกรรมมัน อธิบายเท่าไหร่ก็ไม่มีทางรู้จริงได้ ทุกอย่างล้วนมีระดับจากหยาบ - กลาง - ละเอียด เหมือนกับอารมณ์พระโสดาบันมี ๓ ระดับนั่นแหละ แม้ตัวผมเองก็ต้องรู้ว่าตนเองปฏิบัติได้แค่ไหน ยังเหลืออยู่เท่าไหร่ก็ต้องรู้)

          ๗. สถานการณ์ของโลกยิ่งร้อนแรงขึ้นทุกวัน ก็ต้องอดทนใช้บารมี ๑๐ ช่วยเพิ่มกำลังใจให้เต็มอยู่เสมอ พิจารณาให้เห็นทุกข์ตามหลักของอริยสัจ ก็จักมีดวงตาเห็นธรรมได้มากขึ้น ทุกอย่างให้พิจารณาลงตัวธรรมดาเข้าไว้จักไม่พลาดเป้าหมาย คือทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว จงอย่าประมาทในชีวิต เพราะความตายย่อมมีอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ปฏิบัติเพื่อตัดกิเลสให้น้อยลง (อารมณ์โลภ - โกรธ - หลง) โดยใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดใจ แต่ทางลัดก็จงอย่าทิ้ง รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ทุกข์เสียให้พอ ต่อไปจักไม่ต้องกลับมาทุกข์อย่างนี้อีก อย่าละความเพียร หรือท้อแท้เสียอย่างเดียว เพราะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว ทำอะไรอย่าหวังผลตอบแทน ทำเพื่อพระพุทธศาสนา และพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้นเป็นพอ

          ๘. เวลานี้ภัยพิบัติของธรรมชาติ เริ่มจักเยือนโลกมากขึ้นๆ ทุกๆ ขณะ เพราะคำว่าโลกแปลว่า มีความฉิบหายไปในที่สุด โลกนี้มีทุกขังเป็นเบื้องต้น (ไม่สามารถจะทรงตัวอยู่ในสภาพเดิม สภาวะเดิมได้) มีอนิจจัง (ไม่เที่ยงแท้แน่นอน) เป็นท่ามกลาง มีความอนัตตาไปในที่สุด (สลายตัวไปจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง เช่น วันนี้กินอาหารเข้าไปทางปาก พรุ่งนี้ก็กลายเป็นขี้ สีเหลืองเหมือนกันหมด แยกไม่ออกว่าของเดิมมันเป็นอะไรบ้าง) จิตจักได้เห็นความจริงของโลกให้มาก ทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน คือ ขันธโลกหรือร่างกาย หรือขันธ์ ๕ เมื่อเห็นความจริงแล้วจิตจักได้มีความเบื่อโลก ไม่ต้องการเกิดมาในโลกนี้อีก เพราะจิตจักเห็นทุกข์ของการดำรงชีวิตอยู่ในโลกมากขึ้น ในขณะเดียวกันจิตเมื่อรู้ความจริงแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง (อนิจจา วะตะสังขารา) แต่อุปาทานตัวยึดมั่นถือมั่นมันคิดว่าเที่ยง ทุกข์เกิดขึ้นกับจิตเพราะเหตุนี้ (อุปาทา วะยะมะธัมมิโน) หากวางอุปาทานตัวยึดมั่นถือมันลงได้ จิตก็จักพ้นจากความทุกข์ (อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ) การไม่เกิดมามีร่างกาย (ขันธ์ ๕) อีก จึงเป็นยอดของความสุข หรือพระนิพพานเป็นยอดของความสุข (เตสังวูปะสะโม สุโข)

          ๙. เรื่องเหล่านี้ มิใช่พูดให้กลัว แต่พูดเพื่อให้ระมัดระวัง ถ้าหากมีเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ เกิดขึ้น จักได้มีสติ - สัมปชัญญะทรงตัว รับรู้ และสามารถแก้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ ดีกว่าอยู่อย่างไม่รู้ หรือรู้แล้วไม่เตรียมอะไรเอาไว้เลย ก็เป็นการประมาทอย่างยิ่งเช่นกัน ในกรณีตระเตรียมเครื่องอุปโภค บริโภค เพื่อสู้วิกฤติการณ์ของโลกนั้น จงอย่าเสียดายเงิน เพราะเงินทองแทบจักไม่มีความหมาย เพราะข้าวของจักมีราคาสูงขึ้นมาก และแทบจักหาซื้อไม่ได้ การเกิดมามีร่างกายในโลกใบนี้ จักต้องทนได้ทุกกรณี ให้เห็นเป็นธรรมดาของโลกให้มาก จักได้เบื่อหน่ายแล้วเข็ดจนไม่อยากจักกลับมาสู้กับโลกที่ไม่เที่ยง และเต็มไปด้วยความทุกข์ มีความสลายตัวไปในที่สุดอย่างนี้อีก

          ๑๐. จงเป็นคนทำงาน อย่าทำตัวเป็นคนแบกงาน เพราะงานทางโลกไม่มีใครทำได้เสร็จสมบูรณ์หมดหรอก ทำแต่พอดีๆ ในทางสายกลาง ใช้ปัญญาให้มาก ใช้สัญญาแต่พอควร จงเป็นนายของงาน อย่าให้งานมาเป็นนายเรา อย่าลืมอารมณ์จิตที่ติดงานเกาะงาน คือ ยังมิได้ลงมือทำงาน จิตก็วิตก - กังวลในงานนั้นๆ เสียก่อนแล้วนั่นเอง จงอย่าสร้างปัญหาเสียก่อนที่ปัญหาจักเกิด (จงอย่าทุกข์เสียก่อนทุกข์จักเกิด หรือจงอย่าตีตนไปก่อนไข้) แต่ทุกอย่างก็ลงอยู่ในเรื่องของความไม่ประมาททั้งสิ้น ให้ศึกษาธรรมที่ตรัสไว้ในข้อที่แล้วด้วย

          ๑๑. การพิจารณาเห็นทุกข์จากการมีร่างกายนั้นเป็นของดี และถูกต้องแต่จิตต้องไม่ทุกข์ หงุดหงิดเศร้าหมองไปกับมัน ตามหลักจักต้องพิจารณาให้ลงตัวธรรมดาให้ได้ จุดนั้นนั่นแหละคือความถูกต้องที่แท้จริง การเตรียมงาน จงอย่าเอาจิตไปเกาะทุกข์ล่วงหน้า ทุกอย่างทำไปตามหน้าที่ แล้วรักษาอารมณ์ให้สบายๆ อย่าเครียด คอยปรับอารมณ์ลงมาสู่อารมณ์เบาๆ สบายๆ แม้งานจักยุ่งยากเพียงใด จุดนั้นแหละเป็นการวัดอารมณ์ของใจ อย่าให้เครียดหรือเหนื่อยตามงาน เวทนาที่มีอยู่นี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเรา งานจำเป็นต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ แต่เมื่อเลิกแล้วก็ปล่อยวาง อย่าไปเครียดตามงาน

          ๑๒. คุณหมอเองก็เช่นกัน การทำงานให้ระมัดระวังด้วย เพราะร่างกายแก่ตัวลงไปทุกวัน อย่าคิดแต่ประหยัดอย่างเดียว หากร่างกายเป็นอะไรลงไปก็ไม่ คุ้ม อย่าคิดว่าหากป่วยก็มีคนอื่นๆ คอยช่วยเหลือ เมื่อถึงคราวล้มป่วยเข้าจริงๆ จักมุ่งหวังให้ใครช่วยใครนั้นก็ยากเต็มที ต้องมุ่งช่วยตนเองเป็นหลักใหญ่ ทำอะไรให้ยึดหลักมัชฌิมาเข้าไว้ แล้วจักมีความพอดีหมดทุกอย่าง ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม เวลากายเหนื่อยจากการทำงาน เมื่อพักหมั่นทำจิตให้สงบมากที่สุด จุดนั้นจักได้พัก ร่างกายก็จักหายเหนื่อยได้เร็ว

          ๑๓. วัดท่าซุงนั้นอยู่ได้ถึง ๕,๐๐๐ ปี แต่ความเจริญหรือความเสื่อมนั้นย่อมมีเป็นของธรรมดา ในอดีตวัดท่าซุงก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด เสื่อมบ้าง เจริญบ้าง ธรรมดาของวัดก็เป็นอย่างนี้เอง จงพิจารณาให้เห็นโทษของจิตที่เกาะติดโลก และ ขันธโลก มองหาความจริงของโลกให้พบ โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้มีความสลายตัวไปในที่สุด อะไรเป็นปัจจัยก็ตัณหา ๓ นี่แหละครองโลก (อารมณ์โลภ - โกรธ - หลง) ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ อดีตก็เป็นอย่างนี้ ปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้ อนาคตก็เป็นอย่างนี้ โลกหาได้เป็นอื่นไปไม่ ให้พิจารณาจิตที่โลภว่า โลภทำไม โลภเพื่ออะไร (ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าตายแล้วเอาสมบัติของโลกไปไม่ได้) จิตที่โกรธก็เช่นกัน โกรธทำไม โกรธเพื่ออะไร มีคุณหรือมีโทษในความโกรธนั้น จิตมีความหลงก็เช่นกัน หลงทำไม หลงเพื่ออะไร มี คุณหรือมีโทษในความหลงนั้น ถ้ารักจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน จักต้องเป็นผู้สอบสวนอารมณ์จิตของตนเองไว้เสมอ จิตของคนอื่นช่างมัน

          ๑๔. อย่าสนใจกับความชั่วของบุคคลอื่น จักทำให้จิตเศร้าหมอง ขาดทุนทุกครั้งที่เผลอ จงอย่าเอาความชั่วของเขามาใส่ใจเรา แม้จักทำได้ยากก็จริง ก็ต้องอดทนทำให้ได้ เพราะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว กรรมใดที่เราไม่เคยก่อไว้ วิบากกรรมนั้นๆ จักเกิดกับเรานั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย จำไว้ จงอย่าไปชั่วตามเขา ให้รักษาอารมณ์อุเบกขาให้จงหนัก อย่าไปปรุงแต่งธรรม ให้เห็นธรรมดาของโลก คนไม่มีศีลก็เป็นธรรมดาของเขา เช่นในพุทธันดรนี้ อย่างพระเทวทัต นางมาคันธิยา นางจิญจะมาณวิกา เป็นต้น คนเหล่านี้ไม่มีศีล ให้เอาพวกนี้เป็นตัวอย่างของคนไม่มีศีล การพ้นทุกข์มิใช่พ้นที่คนนอก จักต้องพ้นที่จิตของเราเท่านั้น หมั่นทำกำลังใจให้เต็ม อย่าคิดไปแก้บุคคลอื่น ให้แก้จิตของตนเองเป็นสำคัญ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่