(พระธรรม ที่ทรงตรัสสอนในเดือนมกราคม ๒๕๔๐)

พรปีใหม่ของสมเด็จองค์ปฐม




          พรปีใหม่ของสมเด็จองค์ปฐม มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ปีใหม่แล้ว ให้ดูว่ามีอะไรดีขึ้นกว่าเก่าบ้างไหมในการปฏิบัติธรรม จักเห็นได้ว่าขันธ์ ๕ ทุกอย่างเสื่อมหมดไม่มีอะไรจักดีขึ้นมาได้เลย นับวันมีแต่แก่และเสื่อมลงทุกวัน จิตเราเคยยอมรับนับถือในความแก่ความเสื่อมลงไปทุก ๆ ขณะนั้นบ้างหรือเปล่า

          ๒. เพราะเหตุใด ให้ถามจิต ให้จิตตอบ ก็จักเห็นอารมณ์จิตในบางขณะยังมีความดิ้นรนฝืนสังขาร - ฝืนโลก - ฝืนธรรม งานบางอย่างทำไม่ไหว ก็ยังอยากทำเป็นต้น (กายแก่ลง แต่จิตมันไม่แก่) นั่นแหละเป็นวิภวตัณหา อันมีความต้องการให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอย่างเก่า เพราะไม่เห็นว่าธรรมดาของร่างกายเกิดขึ้นก็เสื่อมไปทุก ๆ ขณะ ไม่มีคำว่าเจริญขึ้นมาได้เลย ชีวิตจากปฐมวัย ก้าวเข้าสู่ มัชฌิมวัยแล้ว จักให้ถอยไปอยู่ในปฐมวัยอีกไม่ได้ และจาก มัชฌิมวัยก็ก้าวเข้าสู่ปัจฉิมวัย ก็จักก้าวเรื่อยไปจนกระทั่งขันธ์ ๕ ถึงกาละคือตายไปในที่สุด ไม่มีใครที่จกคงร่างกายนี้ให้อยู่ได้ตลอดกาล ตลอดสมัย นี่เป็นอริยสัจ

          ๓. การปฏิบัติจักต้องไม่ฝืนความจริงของขันธ์ ๕ การอยากให้ขันธ์ ๕ แข็งแรง มีสภาพทำงานได้คล่องเหมือนหนุ่ม ๆ สาว ๆ จุดนี้แหละ จักทำให้ต้องกลับมามีร่างกายใหม่ กล่าวคือแสวงหาภพหาชาติเกิดต่อไป ต้องระวังจุดนี้เอาไว้ให้ดี คอยหมั่นตรวจจิตเอาไว้ให้ดี ๆ สอนกันมามากแล้ว เร่งปฏิบัติให้ได้ด้วย

          ๔. การตรัสสอนพระธรรม จบลงในปี พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นการจบตามสมมุติทางโลก แต่ไม่จบตามสมมุติทางธรรม หากยังตัดสังโยชน์ ๑๐ ไม่หมด หรือตัดอุปาทานขันธ์ ๕ ยังไม่หมด หมายความว่าอารมณ์ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเรายังอยู่ คิดว่าเป็นตัวกูของกู หรือยังไม่หมด สักกายทิฏฐิ ไม่หมดมานะกิเลส ดังนั้น ผู้ฉลาดมีปัญญาเขารู้ว่าขันธ์ ๕ นี้ แม้ไม่ยึดตัวใดตัวหนึ่งใน ๕ ขันธ์นี้ คือ รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณ ก็สามารถจบกิจในพุทธศาสนาได้

          ๕. ขันธมาร จักเล่นงานหนักในเวลานี้ ด้วยเหตุมุ่งจักทำเพื่อให้พ้นไปเสียจากขันธ์ ๕ กล่าวคือปรารถนาพระนิพพานเป็นที่ไป จึงเป็นเหตุให้ขันธมาร และกิเลสมารมุ่งเข้ามาเล่นงานผู้ปรารถนาจักไปพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้อย่างหนัก เพราะฉะนั้น ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจยอมรับสภาพกฎของกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่เข้ามาเล่นงานอย่างมีสติ-สัมปชัญญะ อย่าดื้อดึงกระทำตัวเหมือนคนพายเรือทวนน้ำ เพราะนั่นจักทำให้เหนื่อย เรือจักล่มอับปางเสียก่อนเปล่า ๆ ในเมื่อกฎของกรรมเข้ามาแรง ก็ไม่ต่างกับเกลียวคลื่นที่ถาโถมเข้ามา ทางที่ถูกพึงประคองตัวให้ไปตามน้ำคือ เสมือนหนึ่งกัปตันคอยประคองเรือไปตามเกลียวคลื่นไม่ให้เรือล่ม ไม่ให้อับปางเป็นพอ

          ๖. อย่าลืมทุกอย่างไม่เที่ยง มีเกิดขึ้นมาได้ มันก็ดับได้ สภาวะกฎของกรรมก็เช่นกัน ไม่ช้า - ไม่นานมันก็ผ่านวาระไป ความเกิดขึ้นมีแล้ว ย่อมมีความดับเป็นธรรมดา ในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันหนีกฎไตรลักษณญาณไปไม่พ้นหรอก พิจารณาจุดนี้ให้ลงตัว แล้วจิตจักมีอารมณ์เยือกเย็นมาก เพราะจิตจักยอมรับกฎของธรรมดาและมีความสุขมาก

          ๗. เห็นใครตาย ให้เห็นเป็นธรรมดาของขันธ์ ๕ คำว่าเกิดมีที่ไหน คำว่าตายย่อมมีขึ้นที่นั่น ยกเว้นแต่พระนิพพานเท่านั้น ไม่มีที่เกิดที่ตาย ให้หมั่นพิจารณาขันธ์ ๕ เข้าไว้ จักได้ละได้เมื่อถึงที่สุดแห่งชีวิต เห็นใครที่ไหนตาย ให้น้อยเข้ามาหาตัวเองเอาไว้เสมอว่า ในไม่ช้าไม่นาน ขันธ์ ๕ อายตนะของเราก็เป็นอย่างนี้ จักได้ไม่มีความประมาทในชีวิต

          ๘. ชีวิตของร่างกายก็ดี ทรัพย์สินก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงทั้งสิ้น การมีชีวิตหรือการมีทรัพย์สินก็เพียงสักแต่ว่ามีขึ้น แล้วก็ก้าวเข้าไปสู่ความเสื่อมทุก ๆ ขณะแล้วในที่สุดร่างกายก็ตาย ทรัพย์สินทั้งหลายก็สลายไปหมด ให้กำหนดดูจิต จักมายึดติดกับร่างกายหรือติดกับทรัพย์สินอันมีแต่ความเสื่อมทรุดโทรมไป เพื่อประโยชน์อันใดกัน พิจารณาถามให้จิตตอบ แล้วจะเกิดปัญญา ปล่อยวางร่างกายหรือทรัพย์สินภายนอกลงได้

          ๙. ร่างกายที่ยังคงอยู่ก็เพราะอาศัยสันตติ คือการสืบเนื่องไม่ขายสายของธาตุทั้ง ๔ ซึ่งธาตุทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา ให้กำหนดรู้สภาพของร่างกายตามความเป็นจริงอยู่เสมอ จิตจักได้ปลดจากร่างกายได้ในที่สุด ให้มองร่างกายตนเองเป็นสำคัญ แล้วมองร่างกายของคนอื่นเปรียบเทียบกัน จักเห็นความสกปรก ความไม่เที่ยงความเสื่อมสลายตัวไปอย่างเห็นได้ชัด จุดนี้พยายามทรงอารมณ์พิจารณาเข้าไว้ อย่าทิ้งอารมณ์ จึงจักเข้าสู่ความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงได้

          ๑๐. เห็นกฎของกรรมแล้วให้เคารพในกฎของกรรมด้วย จิตจักได้วางความร้อนใจลงได้ เห็นทุกอย่างไม่น่าอยู่ ไม่น่าอาศัย โลกนี้ทั้งโลกเต็มไปด้วยกระแสของกฎของกรรม อันซึ่งเป็นมาแต่ไฟโมหะ โทสะ ราคะทั้งสิ้น มองให้ชัด ๆ พิจารณาน้อมจิตให้เห็นลึกลงไป หาเหตุหาผล ถึงเหตุถึงผล อันทำให้จิตของตนต้องมาจุติ ถ้าหากมองแล้วพบเหตุพบผลก็จักแก้ไขจิต ไม่ให้ต้องไปจุติต่อไปในภายหน้า และจักเห็นหนทางตัดตรงไปพระนิพพานได้

          ๑๑. ให้มองจิตของตนเอง จนรู้อารมณ์ของจิตของตนในแต่ละขณะจิต จักเห็นความหวั่นไหวแปรปรวนไปตามอายตนะต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา จุดนั้นจักทำให้สามารถพิฆาตกิเลสของตนเองลงได้ จุดนี้สำคัญมากและต้องใช้สติสัมปชัญญะกำหนดรู้เป็นอย่างยิ่ง และจำไว้ว่าจักต้องใจเย็นด้วยจึงจักได้ผล

          ๑๒. อย่าสนใจว่าใครตายแล้วจักไปไหน ให้สนใจถามจิตตนว่า ถ้าตายตอนนี้จิตจักไปไหน เพราะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ไม่มีใครหนีพ้น ให้เตรียมจิตพร้อมตายตลอดเวลา อย่าไปยุ่งกับเรื่องของชาวบ้าน ธรรมที่ผ่านไปแล้วเป็นอดีต ธรรมที่ยังเข้ามาไม่ถึงคือ อนาคต ธรรมที่แท้จริงอันประสบอยู่ก็คือธรรมปัจจุบัน รักษาจิตให้เป็นสุขอยู่ในธรรมปัจจุบันนี้แหละ จึงจักเป็นของจริงและประเสริฐที่สุด

          ๑๓. ขอให้อดทนต่ออุปสรรคทั้งปวง นักปฏิบัติเพื่อพระนิพพานจักต้องรู้ว่า กฎของกรรมจักต้องทยอยเข้ามาเล่นงานอย่างหนัก ในแต่ละนาทีของชีวิต การฝึกจิตให้เข้มแข็งจักต้องพึงมีในนักปฏิบัติเพื่อพระนิพพานทุกคน ในเมื่อเราอุทิศชีวิตและร่างกายเพื่อพระพุทธศาสนาแล้ว ให้มุ่งทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานอย่างจริงจัง อย่าหวังผลตอบแทนด้วยประการใด ๆ ทั้งปวง ให้สอบจิตว่ายังมีจุดไหนหวังผลตอบแทนบ้าง ถ้ามีก็จงประมาณตนเองว่าเลวเกินไปเสียแล้ว เพราะพระนิพพานรับแต่คนหมดโกรธ หมดโลภ หมดหลงเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นพระนิพพานไม่รับ ยิ่งสุขภาพไม่ดี ยิ่งจักต้องเพิ่มความไม่ประมาทให้มากขึ้น หากวางร่างกายตนเองได้เสียอย่างเดียว ก็วางทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด มรรคผลนิพพานอยู่ที่ตัดร่างกายได้จุดเดียวก็ตัดได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง

          ๑๔. อารมณ์หมดกำลังใจตัวเดียว ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายหมด ปัญหาที่เข้ามา ถึงชีวิตของแต่ละคน ล้วนมาแต่กฎของกรรมซึ่งตนทำไว้เองในอดีตชาติทั้งสิ้น การรับกรรมอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียงเศษผลของกรรมเท่านั้นนะ อย่าพึงท้อแท้ใจ ให้พิจารณากฎของกรรม และชดให้มันไปด้วยขันติ คืออดทนเป็นหลักใหญ่ แล้วกรรมเหล่านี้ก็จักผ่านไปได้ อย่าลืม ทุกสิ่งในโลกนี้ไม่เที่ยง มันเคลื่อนไปอยู่เสมอทุกๆ ขณะจิต เกิดแล้วตั้งอยู่ก็ดับไป กฎของกรรมทั้งหลายก็เช่นกัน มันเกิดแล้วมันก็ดับไปเป็นธรรมดา แม้มันจักไม่ทันดับไป บางครั้งชีวิตร่างกายของเรานี้แหละก็จักดับจากมันไป รักษาอารมณ์ของจิตไว้ให้ดี อย่าไปหวั่นไหวกับอาการเกิดดับของกรรมนั้น

          ๑๕. ร่างกายไม่เที่ยง พยายามรักษากำลังใจให้เที่ยงด้วย เวลานี้ร่างกายมันป่วย ก็ให้คิดว่าใกล้ความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก จงอย่าประมาทในชีวิต แล้วจงหมั่นพิจารณาปลดภาระทั้งหมด อย่าให้จิตติดข้องห่วงใยในกรณีใด ๆ ทั้งปวง โดยอุบายอันคิดว่า ขณะนี้ร่างกายมันจักตายแล้ว ความสะดวกปลอดโปร่งไร้กังวลของจิตมีความสำคัญมาก ให้กำหนดจุดหมายของจิตเข้าไว้ คือ ต้องการพระนิพพานเท่านั้น คือแน่วแน่ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียวเข้าไว้เสมอ (ดั่งกรรมฐานโดยย่อว่า รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน นั่นเอง)

          ๑๖. เรื่องสุขภาพของคุณหมอนั้น เป็นเครื่องเตือนให้เห็นภัยมรณะเช่นกัน ระมัดระวังสุขภาพเอาไว้เสียบ้างก็เป็นดี อย่าฝืนร่างกายให้มากนัก พึงนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่าเอาการนอนน้อยเป็นบรรทัดฐานว่าเป็นของดีในการปฏิบัติ จุดนั้นยังไม่ใช่ของดี เพียงแต่ว่าจักทำให้เบียดเบียนร่างกายของตนเองให้เกิดทุกขเวทนายิ่งขึ้น การนอนทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี ก็คือพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน และนอนอย่างนักปฏิบัติ คือ หลับในฌาน หรือ หลับในวิปัสสนาญาณ มิใช่นอนทิ้ง นอนขว้าง จักตายเสียเปล่า พิจารณาความพอดีของการยังอัตภาพให้เป็นไปด้วย ไม่ว่า กิน-อยู่-หลับนอน-นุ่งห่ม-ยารักษาโรค ทุกอย่างลงตัวพอดี ก็ได้ชื่อว่าไม่เบียดเบียนตนเอง

          ๑๗. อย่าทิ้งการพิจารณาทุกอย่างเป็นอนิจจัง - ทุกขัง - อนัตตา ทำจิตให้ยอมรับรูปและนามตกอยู่ในสภาวะไตรลักษณญาณเหมือนกันหมด ให้จิตมีสติ - สัมปชัญญะ กำหนดรู้เท่าทันแล้วจิตจักมีอารมณ์เบา คลายจากการเกาะยึดเหนี่ยวอะไรทั้งหมด คือ มุ่งตัดรูป - นาม หรือ ขันธ์ ๕ ของตนเองเป็นสำคัญ ทั้งนี้จักต้องขึ้นอยู่กับกำลังใจหรือบารมี ๑๐ เป็นสำคัญ ให้ตรวจสอบกำลังใจของตนเองเอาไว้ให้ดี

          ๑๘. ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จุดนี้จักต้องพิจารณาให้หนัก และเอาจริงจึงจักวางภาระขันธ์ ๕ ไปได้ ถ้าไม่พิจารณาธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ให้เห็นจริงจัง จิตก็จักเผลอไปเกาะขันธ์ ๕ ทันที ให้เห็นสภาวะของจิต ใกล้สิ่งไหนเกาะสิ่งนั้น สภาพของจิตยึดทุกสิ่งทุกอย่างที่ใกล้ตัวของมัน รับสัมผัสสิ่งดีก็ยึดดี รับสัมผัสสิ่งเลวก็ยึดเลว สภาพของจิตมีอารมณ์ชอบยึด ให้รู้สภาวะของจิต ซึ่งยึดทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบจิต เมื่อเราปรารถนาจักหลุดพ้นเพื่อให้ถึงซึ่งพระนิพพาน ก็จักต้องปล่อยวางอารมณ์ของจิตที่ยึดมั่นถือมั่นมาแต่เดิมนั้นเสีย จุดนี้ให้ใช้ปัญญาพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ และในที่สุดก็อนัตตาไปหมด พยายามชำระจิตอย่าให้เกาะทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ทำได้เมื่อไหร่ จิตก็พ้นทุกข์เมื่อนั้น

          ๑๙. อย่าฝืนร่างกายให้อนุโลมตามเหตุตามผลของความเป็นจริง ฝืนเท่าไหร่ทุกข์มากเท่านั้น ปล่อยวางร่างกายให้อยู่ตามปกติสุข แล้วใช้จิตพิจารณาร่างกายนี้ด้วยปัญญาว่ามันไปใช่เรา เราไม่มีในมัน ไม่ช้าไม่นานเรากับมันก็ต้องจากกันแล้ว ตั้งใจไว้เลยว่าเราจักคบมันเป็นชาติสุดท้าย ตายจากกันเมื่อไหร่ก็ขอไปพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น ทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จักต้องพยายามมองให้เห็นและปลดทุกข์เสียให้ได้ อันฆราวาสยังมีขันธ์ ๕ จักให้สิ้นทุกข์เลยทีเดียวไม่ได้ ไม่เหมือนพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งจบกิจแล้วยังมีชีวิตอยู่ได้ พวกเจ้าเป็นฆราวาสก็ทนไปก่อน รอใกล้จักนิพพานนั่นแหละจักรู้จักคำว่าสิ้นทุกข์ แต่อย่าทิ้งการปฏิบัติธรรม จักต้องหมั่นทำกำลังใจให้เต็มเข้าไว้เสมอ

          ๒๐. ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ในที่สุดร่างกายก็คืนกลับสู่สภาพเดิมของมัน ดิน - น้ำ - ลม - ไฟ สลายตัวไป พยายามปลดร่างกาย หรือพิจารณาร่างกายของตนเองให้มาก ถ้าหากต้องการให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของการมีร่างกาย จงอย่าทิ้งการพิจารณาอาการ ๓๒ ธาตุ ๔ ของร่างกาย รักษากำลังใจเข้าไว้ มรณานุสสติอย่าทิ้งไปจากใจ คนเราทุกคนตายแน่สำหรับร่างกาย กำหนดรู้เอาไว้ อย่าให้หลงมัวเมาอยู่กับศพเดินได้เหล่านี้ เห็นธรรมภายใน เห็นธรรมภายนอก มีความเสมอเท่ากันหมด สิ่งใดมีเกิดขึ้นสิ่งนั้นย่อมมีตายเป็นธรรมดา แล้วพิจารณาความโกรธ-โลภ-หลง จักมีประโยชน์กับเราได้อย่างไร ในเมื่อร่างกายอันเป็นที่รักยิ่งก็ยังเอาไปไม่ได้ การปรารถนาซึ่งความโกรธ - โลภ - หลง ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น อารมณ์เหล่านี้รังแต่จักนำเราไปสู่อบายภูมิ มีสัตว์นรก เป็นต้น ไม่ได้นำเราไปสู่สุคติภูมิเลย จุดนี้จงอย่าประมาทในอารมณ์ของจิต ให้หมั่นชำระล้างจิตเอาไว้ให้ผ่องใสเสมอ และอย่าน้อยใจในโชคชะตาของชีวิตว่าทุกข์หนัก มีทุกข์มากกว่าบุคคลอื่น ซึ่งเหล่านี้ไม่พึงโทษใคร เพราะเป็นผลจากกฎของกรรมอันเราได้ทำไว้เองทั้งสิ้น พิจารณาให้จิตยอมรับในกฎของกรรมเข้าไว้ จิตจักได้ไม่ดินรน มีความสงบสุขและไม่พึงปรารถนาความเกิดอีกต่อไป เพราะหากเผลอพลาดไปเกิดอีก ก็จักพบทุกข์เยี่ยงนี้อีก กรรมอาจจักหนักกว่าเก่า เพราะทุกคนที่หนีกรรมไปพระนิพพาน ยังไม่มีใครหมดกรรมสักคนหนึ่ง กรรมเก่าในอดีตชาติทำไว้หนักหนาทั้งสิ้น ด้วยความที่ไม่เข้าถึงศีล ไม่เข้าถึงธรรม จึงเป็นเหตุให้สร้างกรรม สร้างบาปอันเป็นอกุศลไว้มาก ให้กำหนดรู้จุดนี้ไว้ให้ดี จักได้ไม่ประมาทในการสร้างความดี รักษาศีลให้ตั้งมั่น แล้วพึงรักษาธรรมให้ตั้งมั่นด้วย ศีลและธรรมเท่านั้นที่จักชำระจิตให้หลุดพ้นจากการถูกรบกวนด้วยอารมณ์ทั้งปวง อันเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องเกิดในที่ต่าง ๆ อีก ให้พิจารณากฎของกรรมให้เห็นชัด จักได้มีกำลังใจอดทนต่อกฎของกรรมที่เข้ามาเล่นงานขันธ์ ๕ อยู่ในชาติปัจจุบัน และจงอย่าคิดน้อยใจท้อแท้ต่อกฎของกรรม แล้วอย่าพึงคิดว่าตายแล้วก็แล้วกันไป จิตจักไปที่ไหนก็ช่างมัน อย่างนั้นจงอย่าได้มีขึ้นกับจิต ให้มีความอดทน มีสัจจะตั้งมั่น ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของการมีร่างกาย และตายเมื่อไหร่ให้มีพระนิพพานเป็นที่ไปเมื่อนั้น รักษากำลังใจตั้งมั่นอยู่ในความดี เรื่องการกระทบกระทั่งกันระหว่างผู้มีกิเลสกับผู้มีกิเลส ย่อมเป็นของธรรมดา ขนาดพระอรหันต์หรือตถาคตเจ้าทุก ๆ พระองค์ ก็ยังถูกนินทา เรื่องเหล่านี้พึงเห็นเป็นของธรรมดา สร้างอภัยทานให้เกิดขึ้นกับจิต แผ่เมตตาไปทั่วทั้งจักรวาล ตั้งสัจจะอธิษฐานเข้าไว้ จิตของเราจักไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกับใคร ทำให้ได้จริง ๆ แล้ว จิตจักไม่สนใจจริยาของบุคคลอื่น สุข-สงบ จิตไม่เร่าร้อนความสุขก็จักเกิดขึ้นมาก ให้ลองตั้งใจทำให้ได้จริง ๆ ดูสักชั่วโมง สองชั่วโมงในแต่ละวัน แล้วจักเห็นอานิสงส์ของการแผ่เมตตา หลังจากนั้นค่อยเพิ่มกำลังใจรักษาอารมณ์นี้ไว้ให้ได้เป็นวัน ๆ แล้วจิตจักมีอารมณ์เยือกเย็นและเป็นสุขมากขึ้น ความขัดเคืองในอารมณ์จักไม่มี ใครชั่วใครดีก็เป็นกรรมเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล จิตของเราจักไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับกรรมของเขาเลย จิตของเราจักมุ่งอย่างเดียว คือ สุขในพรหมวิหารธรรม

 

          (หมายเหตุ : พรของพระองค์ในข้อนี้ยาวมาก เพราะทรงใช้บารมี ๑๐ เป็นหลัก สำคัญในการตรัสสอนจนครบทั้ง ๑๐ บารมี เพื่อให้พวกเราได้เห็นคุณประโยชน์ของการใช้บารมี ๑๐ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติธรรม เพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ที่แยกเป็นข้อ ๆ นั้น เพราะเป็นคำตรัสสอนในแต่ละวันๆ ตามลำดับ คำตรัสสอนจึงเป็นปกิณกะธรรมทั้งสิ้น)

          ๒๑. ตัดกังวลภายในจิตลงให้ได้มากที่สุด ด้วยการใช้ปัญญาถามจิต ให้จิตตอบว่าจักกังวลกับชีวิตไปเพื่อประโยชน์อันใดกัน กลัวตายทำไมในเมื่อมอบกายถวายชีวิตเข้ามาในเขตพระพุทธศาสนาแล้ว จิตของเราได้ตั้งอยู่ในความดีตามคำสั่งสอน เพื่อละซึ่งกิเลสความโกรธ - โลภ - หลง จริงหรือเปล่า เรามีความตั้งใจจริงที่จักปฏิบัติธรรมเพื่อพระนิพพานแค่ไหน ให้ถามจิต ให้จิตตอบเข้าไว้เสมอ แล้วพร้อมหรือยังที่จักละซึ่งขันธ์ ๕ อันเป็นเหยื่อล่อของความทุกข์ เป็นเหยื่อล่อของตัณหา เราพิจารณาขันธ์ ๕ ให้เห็นตามความเป็นจริงพอแล้วหรือยัง จุดนี้จักต้องถามจิตให้จิตตนเองตอบแล้วจักเป็นปัญญาให้เกิดรู้แจ้งเห็นจริงในขันธ์ ๕ นี้ จนวางภาระขันธ์ ๕ ของตนเองให้ได้อย่างเดียว ก็จักวางทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด และเป็นปัจจัยให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๒๒. อย่าสนใจจริยาของบุคคลอื่น ให้จิตมันเร่าร้อนไปเพื่อประโยชน์อันใด ให้พยายามรักษาอารมณ์เยือกเย็นของจิตให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ ให้มาก และเป็นธรรมดาอยู่ดีที่จิตยังไม่เข้าถึงพระอนาคามีผล ความหวั่นไหวของจิตย่อมมีบ้าง แต่พยายามให้มันหวั่นไหวน้อยลง พยายามรักษาอารมณ์นี้ให้ทรงตัว ควบกับการพิจารณาขันธ์ ๕ หรือว่าร่างกายนี้เป็นธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ เข้ามาประชุมชั่วคราวมีเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีเสื่อมไปในท่ามกลาง มีการสลายตัวไปในที่สุด ให้จิตยอมรับความจริงอยู่อย่างนี้ แล้วกิเลสต่างๆ ก็จักเบาบางลงไปได้

          ๒๓. อย่าเพ่งโทษผู้อื่น ใครเขาจักทำอย่างไรก็เรื่องของเขา มุ่งเอากาย-วาจา-ใจ ของเราให้ดีก่อน ตราบใดที่ยังเห็นข้อบกพร่องของตนเอง หากจักเอ่ยปากตำหนิบุคคลอื่น ให้รู้ตัวไว้ว่านั่นเราเลวแล้ว ไปรับเอาชั่วเอาเลวของเขาไว้แล้วนำมาตำหนิ นั่นแหละเราเลวกว่าเขา หากหวังความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็จงกำหนดรู้ข้อบกพร่องจุดนี้เอาไว้ให้ดี และให้ตั้งใจ ตั้งอารมณ์ให้ถูกต้อง เพียรเลิกเสียให้ได้จริง ๆ ในเรื่องของคนอื่น แล้วผลของการปฏิบัติจักตีวงแคบเข้ามา และเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้ง่าย อย่าเสียเวลากับคนอื่นโดยใช่เหตุ ชีวิตล่วงไป ความตายใกล้เข้ามาทุกที

          ๒๔. ร่างกายนี้ ในไม่ช้าก็จักเป็นผีอยู่ในป่าช้า ให้พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง จักเห็นร่างกายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด อันพึงที่จิตของเราควรจักละทิ้งไป การพิจารณาร่างกาย พยายามรักษากำลังใจให้สม่ำเสมอ อย่าทำจิตให้ตก คือ เศร้าหมองไปกับธรรมที่พิจารณานั้น ให้รักษากำลังจิตให้เข้มแข็ง ยอมรับสภาพที่เสื่อมลงไปทุกขณะของร่างกายแล้วหมั่นรักษาอารมณ์วางเฉยกับร่างกายตนเองมันจักแก่ก็เชิญแก่ มันจักป่วยก็เชิญป่วย มันจักตายก็เชิญตาย อย่าไปทุกข์ร้อนกับมัน

          ๒๕. ร่างกายที่จิตเราอาศัยมันอยู่ชั่วคราวนี้ มันประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ ให้หมั่นกำหนดรู้ (เพราะไม่กำหนดมันก็ไม่รู้ จิตอาศัยมันอยู่จนชินด้วยความหลง) พิจารณาว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่มีในเราอยู่เสมอๆ พยายามทำให้ชิน จิตจักได้เป็นฌานใน กายคตานุสติ และอสุภกรรมฐานควบไปถึง มรณา กับอุปสมานุสติด้วย ให้หมั่นคิดไว้เสมอว่าถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไหร่ จิตของเราปรารถนาอยู่อย่างเดียว คือไปพระนิพพาน แม้ร่างกายมันป่วย-มันเจ็บ ก็ให้รู้ว่าวาระหรือโอกาสที่เราจักได้เข้าถึงพระนิพพานใกล้เข้ามาแล้ว เราใกล้สิ้นทุกข์แล้ว รักษาอารมณ์ปล่อยวางให้มาก (อุเบกขาในร่างกาย ซึ่งเป็นอุเบกขาของบารมี ๑๐) อย่าได้มีความประมาทในชีวิตของร่างกาย เพราะความตายจักเข้ามาถึงเมื่อไหร่ก็ได้

          ๒๖. อย่าทิ้งอารมณ์พิจารณาผม - ขน - เล็บ - ฟัน - หนัง (กรรมฐาน ๕ ซึ่งเวลาบวชพระท่านอุปัชฌาย์จะแนะนำผู้บวชให้พิจารณาเป็นสมถะและวิปัสสนาภาวนาเป็นปกติ) อาการ ๓๒, ธาตุ ๔ ให้ไล่ไปไล่มา สลับกันตั้งแต่วันเกิดปฏิสนธิในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงวันตาย ธาตุ ๔ ก่อตัวมาอย่างไร สลายตัวไปอย่างไร ให้พิจารณาให้เห็นชัด จุดนี้จักเป็นการเกิดรูปในพระพุทธศาสนาได้ เป็นตัวปัญญาที่จักนำไปสู่อารมณ์จิตที่ยอมรับนับถือว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่มีในเราอย่างแท้จริง แล้วจักเห็นร่างกายเป็นเหยื่อล่อของตัณหา รวมไปถึงการพิจารณาอายตนะหกด้วย ยิ่งจักเห็นเด่นชัดยิ่งขึ้นว่า รูป - เวทนา - สัญญา - สังขาร - วิญญาณนั้น ไม่ใช่เรา แยกจิตผู้รู้นี้ให้ออกมาเป็นเอกเทศ ปล่อยวางกองสังขารลงให้หมด ไม่ว่าจักเป็นจิตสังขาร หรือกายสังขาร นั่นแหละจักเป็นอารมณ์จิตที่ว่างจากกิเลสอย่างแท้จริง แม้จักเป็นการว่างชั่วคราว ก็พึงที่จักซักซ้อมเข้าไว้ให้จิตมันชิน ทำให้บ่อยๆ เมื่อสภาพการตายที่แท้จริงเข้ามาถึง จิตก็จักละจากขันธ์ ๕ มุ่งสู่พระนิพพานตามปรารถนาทันที อนึ่งพยายามตัดเรื่องภายนอกอออกให้มากที่สุด อย่าไปห่วงใครทั้งหมด รักษาอารมณ์ของจิต อย่าให้ตกเป็นทาสของนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ ให้ตั้งใจเจริญกรรมฐานให้จิตทรงตัวให้นานที่สุดเท่าที่จักทำได้

          ๒๗. ว่างจากกิจการงานเมื่อไหร่ ให้ตั้งใจพิจารณาร่างกายเมื่อนั้น ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้เต็มไปด้วยภาระและนำทุกข์มาให้ จึงพึงละเสียให้ได้จากร่างกายอันเต็มไปด้วยภาระและทุกข์นี้ (เป็นวิปัสสนาญาณข้อที่ ๖) รักษากำลังใจเข้าไว้ให้ตั้งมั่นในเรื่องของการพิจารณาร่างกายนี้เพราะมีความสำคัญยิ่งกว่างานใดทั้งปวง บุคคลใดพิจารณาธรรมข้อนี้จนเข้าใจดีแล้วบุคคลผู้นั้นจะเป็นผู้มีธุระน้อยทางโลกได้ตามลำดับ และเห็นความสำคัญของพระธรรม ว่ามีคุณค่าอย่างหาสิ่งอื่นใดจะมาเทียบได้ ความไม่ประมาทในชีวิต ไม่ประมาทในความตาย ก็จะมีมากขึ้นเพียงนั้น นิพพานสมบัติก็จะมีมากขึ้นตามส่วนของความไม่ประมาท และเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มี ๘๔,๐๐๐ บท ซึ่งเป็นอริยสัจ ผู้ใดปฏิบัติตามก็สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น แต่ทรงตรัสสรุปไว้เหลือเพียงแค่ประโยคเดียวว่า ขอให้ทุกคนจงพร้อมอยู่ในความไม่ประมาทเถิด

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่