ตอนที่๑

ธรรมะและเหตุการณ์บางตอน ที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อ

(พระราชพรหมยาน)




          ๏ ก่อนที่ท่านจะละขันธ์ ๕ และหลังละขันธ์ ๕ แล้ว

          เรื่องโดยย่อมีดังนี้ ผมพบหลวงพ่อฤๅษี (พระราชพรหมยาน) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ และยึดท่านเป็นที่พึ่งทางธรรมตลอดมาจนถึงปัจจุบัน และได้เป็นหมอประจำองค์ท่านตลอดมาจนท่านละขันธ์ ๕ มีการประกาศแต่งตั้งให้ผมเป็นหมอประจำตัวท่านที่ซอยสายลม ด้วยวาจาของท่านต่อหน้าคณะศิษย์ของท่านในปีนั้น โดยมี ท่านอ๋อย (คุณ เฉิดศรี ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา) ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านและหัวหน้าฆราวาสฝ่ายหญิงของหลวงพ่อรับทราบ ต่อมาก็มีแพทย์อีกหลายท่านมาช่วยดูแลสุขภาพของท่านตามลำดับ จนถึงคณะแพทย์รุ่นสุดท้าย ๔ ท่าน คือ คุณหมอจรูญ, คุณหมอแสงโสม, คุณหมอชนะ และคุณหมอวัฒนะ ผมรับทราบรายงานจากท่านทั้ง ๔ ตลอดมา จนถึงวาระสุดท้ายที่ท่านทิ้งเปลือกของท่านไปเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เวลา ๑๖.๑๐ น. แต่ตัวจริงคือจิตหรืออทิสมานกายของท่านไม่เคยตาย เพราะจิตเป็นอมตะ ส่วนร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุ ๔ เป็นสมบัติของโลก ไม่มีผู้ใดเอาไปได้

          ผมลาออกจากราชการก่อนอายุครบ ๖๐ ปี เป็นเวลา ๓ ปีครึ่ง จุดประสงค์หลัก คือ เพื่อเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ (ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙) และมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อตามที่ตั้งเจตนาไว้ ในระยะ ๖ ปีนี้ ผมอยู่ที่วัดมากกว่าอยู่ที่บ้าน ขณะที่เข้าพรรษาจะอยู่ที่วัดตลอดพรรษา ในพรรษาสุดท้าย ๓ เดือนนี้ มีอยู่หนึ่งเดือนที่ร่างกายของท่านป่วยมาก จนต้องของดไปสอนที่ซอยสายลม ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิตของท่าน ท่านคุยกับผมเป็นส่วนตัวว่า งานที่หนักที่สุดของท่านก็คือการไปสอนพระกรรมฐานที่ซอยสายลมนี่แหละ เพราะหาโอกาสพักผ่อนได้น้อยมาก และต้องใช้กำลังสูงมาก เมื่อกลับมาวัดร่างกายมันย่ำแย่มากทุกที

          จุดนี้แหละ เมื่อผมนำมาพิจารณาหลังจากที่ท่านละขันธ์ ๕ ไปแล้ว ผมก็รู้สึกดีใจและเสียใจ คือ มีอารมณ์ ๒ (พอใจและไม่พอใจ) ที่ดีใจก็คือ ผมตัดสินใจถูกต้องที่ละโลกธรรม โดยลาออกจากราชการก่อนเวลาอันควร ๓ ปีครึ่ง เพื่อเอาเวลานั้นมาสู่โลกุตรธรรม โดยมาอยู่วัดรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิด และท่านได้เมตตาสอนธรรมะให้กับผมทุกวัน แต่เป็นธรรมะที่ท่านยังไม่อนุญาตให้เปิดเผย จึงขอเว้นไว้ก่อน (ไม่มีสมบัติใดที่มีค่าสูงสุดยิ่งไปกว่าพระธรรม)

          ส่วนอารมณ์เสียใจหรือไม่พอใจนั้นก็คือ ท่านได้แสดงธรรมให้ผมรู้ว่าท่านจะละขันธ์ ๕ แล้วนะ เพราะในที่สุด ทุกคนที่เกิดมามีร่างกาย ก็ต้องไม่พ้นจากสภาวธรรมทั้ง ๕ นี้ไปได้ (สัทธรรม คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา) แต่ความผิดหรือความโง่อยู่ที่ใจผม ใจผมมีอุปาทานคิดอยู่เสมอว่า ท่านจะมีอายุ ๑๒๐ ปีจึงจะละขันธ์ ๕ ผมคิดว่าอุปาทานข้อนี้ คงจะมีกับศิษย์ของท่านอีกจำนวนไม่น้อย

          ๏ วันเสาร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ เป็นวันออกพรรษา เช้าวันนั้นผมห่วงท่านมาก เพราะท่านป่วย ไอ และเสียงไม่ค่อยมี ท่านบอกกับผมว่า คุณหมออย่าวิตกเรื่องขันธ์ ๕ ของอาตมา พอถึงเวลาเทศน์ พระท่านจะช่วยสงเคราะห์เอง ซึ่งก็จริงตามนั้น เพราะวันนั้นสมเด็จองค์ปฐมเสด็จมาคุมเอง เสียงของท่านแจ่มใส ไม่มีแม้แต่กระแอมไอตลอดการเทศน์

          ๏ วันอาทิตย์ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๕ "วันใส่บาตรเทโว" ผมไม่เขียนตามชาวโลก แต่เขียนตามพระพูด ท่านไม่เคยใช้คำว่าหรือพูดว่าตักบาตรเลย ทรงตรัสแต่คำว่า "ใส่บาตร" เสมอ และสอนว่า ธรรมจุดนี้ คือ กรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ เราไม่มีเจตนาจะโกหกเขา เพราะตักเป็นคำกริยา แปลว่าเอาออก ส่วนใส่เป็นกริยา แปลว่า เอาเข้า หรือทำให้เต็ม ทรงสอนเรื่องคำพูดที่พูดกันผิดๆ โดยไม่เจตนา เช่น เราอยู่กันสองคน แต่กลับพูดว่าอยู่กันสองต่อสอง มันก็กลายเป็นสี่ เป็นต้น

          ๏ วิจารณ์ หากสมมุติสงฆ์องค์หนึ่งถูกปรับอาบัติว่า อยู่กับสีกา (ผู้หญิง) สองต่อสองในที่ลับหูลับตา สมมุติสงฆ์องค์นั้นก็จะพ้นข้อหาทันที เพราะการอยู่สองต่อสอง ความหมายทางกฎหมายก็คืออยู่กัน ๔ คน แล้วมันผิดพระวินัยตรงไหน เป็นต้น (บุคคลใดที่ปรารถนาจะไปพระนิพพานในชาตินี้ แต่จิตยังไม่ละเอียดพอ ก็ไม่สามารถจะผ่านพระวินัยเรื่องกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ไปได้

          ผมขอยกเอาเรื่องไม่พูดคำหยาบ ที่พระท่านสอนผม ดังนี้

          ทรงยกเอาเรื่อง การบูชาคนที่ควรบูชาหนึ่ง การเคารพคนที่ควรเคารพหนึ่ง จัดเป็นอุดมมงคล ซึ่งเป็นมงคลภายใน (มงคล ๓๘ ประการ) พวกปุถุชนยังมีจิตหยาบ จึงไม่เห็นบุญคุณของผู้มีพระคุณ จึงชอบใช้คำสรรพนามนำหน้าว่ามันอยู่เสมอ จนติดปาก ติดใจ เช่น พระแม่ทั้ง ๕ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และ พระแม่โพสพ (ข้าว) เวลาเรามีอารมณ์ไม่พอใจ (ปฏิฆะ) เราก็จะพูดคำหยาบเสมอ ๆ ว่า น้ำมัน ฝนมัน ลมมัน ไฟมัน พระอาทิตย์มัน ข้าวมันแฉะ มันแข็ง มันไหม้ ทั้ง ๆที่ท่านทั้ง ๕ มีพระคุณแก่เรามาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ขาดท่านเมื่อไหร่ก็แย่เมื่อนั้น และร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุ ๔ นี้มาประชุมกัน หากธาตุใดธาตุหนึ่งขาดไปหรือเกินไป เวทนาก็เกิดขึ้นกับจิต ที่อาศัยร่างกายอยู่ เรื่องนี้ยาวและละเอียด ขอเขียนไว้เป็นข้อคิดพิจารณาสำหรับนักปฏิบัติเพื่อหวังพ้นทุกข์เท่านั้น)

          ๏ วันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๕ หนึ่งวันก่อนงานกฐิน คนมากันมากมาย ในปีนี้หลวงพ่อรับแขกจนถึงเวลา ๒๑.๐๐ น. ท่านทั้งป่วยและเพลียมาก จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ทำชั้นสูงขึ้นไปอีกพอสมควร (หน้าพระประธานอยู่ด้านขวาของเวที) แล้วทอดผ้าลงมา ๓ สาย เพื่อไว้รับสังฆทานได้ครั้งเดียว ๓ ชุด ท่านไปอยู่ข้างบน ไม่ต้องออกแรงพูด ออกแรงแจกของ

          ๏ วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๕ งานกฐินช่วงบ่ายในช่วงเช้าท่านบอกกับผมว่า สมเด็จองค์ปฐมมาเตือนว่า ชาวบ้านเขาศรัทธาในตัวเธอ เธอไม่ควรขึ้นไปอยู่ข้างบน ให้ลงมาอยู่ข้างล่าง ท่านแม้จะเพลียแสนเพลีย เหนื่อยแสนเหนื่อย ก็ต้องทำเพื่อศรัทธาของชาวบ้าน (ผมคิดว่าท่านรู้อยู่แล้วว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย) วันนั้นมีคนต้องการรับพระคำข้าวจากมือของหลวงพ่อ โดยขอทำบุญองค์ละ ๑๐๐ บาท ทั้ง ๆ ที่ซุ้มจำหน่ายวัตถุมงคลก็มีพระคำข้าว ราคาแค่ ๑๐ บาทเท่านั้น คุณภาพเหมือนกันทุกประการ แต่คนก็ไม่ไปเอา มาเข้าคิวรอรับพระจากมือหลวงพ่อ (เป็นครั้งสุดท้าย) ผมเป็นผู้ช่วยคอยเอาพระใส่มือท่าน แค่ผมจับพระใส่มือท่าน ผมยังเมื่อยต้องขยับตัวหลายครั้ง จนต้องให้ผู้อื่นมาช่วยทำหน้าที่แทนผมชั่วคราว หายเมื่อยก็กลับมาทำหน้าที่ใหม่ แต่หลวงพ่อใครมาแทนไม่ได้ ผมคุยกับท่านว่า หลวงพ่อครับ หลายชั่วโมงแล้วผมยังมองไม่เห็นหางแถวเลยครับ ท่านก็ยิ้มพูดว่า พวกเขามีศรัทธากันมาก เราก็ต้องทำหน้าที่ของเรา

          ช่วงบ่ายก็ทำพิธีรับกฐิน ผมไม่ขอเล่ารายละเอียด เมื่อพิธีจบ ผู้คนก็ลาหลวงพ่อกลับบ้านกันเกือบหมดศาลา เพราะในเวลา ๑๕.๐๐ น. หลวงพ่อจะต้องเข้าโบสถ์ เพื่อทำพิธีกรานกฐิน ผมจึงถือโอกาสกราบลาหลวงพ่อในช่วงนั้น เพราะรุ่งเช้าจะกลับบ้านที่กรุงเทพ เมื่อผมกราบท่าน ท่านยกมือขึ้นพนมแล้วพูดว่า อาตมาขออนุโมทนาบุญของคุณหมอด้วย นี่เป็นธรรมประโยคสุดท้ายที่หลวงพ่อมอบให้กับผม (เพราะตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อก็ไม่ได้พูดกับผมอีกเลย จนกระทั่งท่านละขันธ์ ๕ ไป) ผมลาท่านกลับที่พัก หลวงพ่อต้องรีบไปทำหน้าที่ต่อในโบสถ์ ผมงงและยังสงสัยธรรมะประโยคนี้มาก เพราะบุญผมมีนิดเดียว จนไม่รู้จะเอาอะไรไปเทียบกับบุญของท่านได้ กว่าผมจะเข้าใจและหมดสงสัยในธรรมประโยคนี้ ก็ต้องใช้เวลาเกือบ ๒ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๕ ถึง ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๕ ผมไม่ได้อยู่กับท่าน จึงไม่เขียนตามคำบอกเล่า เพราะผมมิได้เห็นกับตาไม่ได้ยินกับหูของผม การเขียนมีโอกาสผิดพลาดได้ ๑๐๐% ขอแค่รับฟังเท่านั้น หากผู้ใดสนใจให้ไปอ่านหนังสือ พระราชพรหมยาน มีผู้เขียนเอาไว้ในช่วงนี้

          เหตุการณ์ในวันที่หลวงพ่อทิ้งขันธ์ ๕

          (ผมเขียนจากประสบการณ์ ที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู และสัมผัสด้วยมือของตนเอง แล้วจึงนำมาเขียน มิได้เขียนจากคำบอกเล่าหรือเขาว่า ซึ่งขัดต่อหลักพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า)

          ผมขอเล่าแต่เฉพาะตอนสำคัญๆ หลวงพ่อทิ้งหรือละขันธ์ ๕ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๕ เวลา ๑๖.๑๐ น. ผมไปเยี่ยมท่านตามปกติ แต่มิได้เข้าไปในห้องซีซียู ทั้ง ๆ ที่ผมมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปได้ทุกเวลา เพราะอุปาทานในจิตผมมันบอกว่า ยังไม่ถึงวาระที่ท่านจะจากไป บวกกับผมพบเหตุการณ์หนัก ๆ ในขณะที่ท่านป่วยมาก ๆ มาหลายครั้ง ทั้งที่เมืองไทยและในต่างประเทศ หลวงพ่อท่านก็ไม่เป็นอะไรทุกครั้ง นี่คือความประมาท (ความเลว) ของผม

          พอเวลา ๑๕.๐๐ น.เศษ ผมจึงขับรถกลับบ้าน ถึงบ้านยังไม่ทันดับเครื่องยนต์รถ ก็มีโทรศัพท์สายด่วนให้ผมรีบกลับไปโรงพยาบาลศิริราช ผมรีบขับมาประมาณ ๒๐ นาที ก็ตรงไปห้องซีซียู พบ คุณสุมิตร มหันตคุณ รออยู่ พูดว่า ลุงหมอ รีบเข้าไปพบหมอวัฒนะด่วน หมอวัฒนะสั่งให้เจ้าหน้าที่แผนกนิติเวชของโรงพยาบาลศิริราช มาฉีดยากันเน่าให้หลวงพ่อ ผมก็รีบเข้าไปพบท่านและพูดว่า คุณหมอไม่จำเป็นต้องฉีดยาหรอก เพราะ หลวงพ่อท่านเคยพูดกับผมว่า "ร่างกายของท่านจะไม่เน่าเปื่อย เหมือนกับหลวงพ่อสด ซึ่งนั่งตายมากว่า ๑๐ ปีแล้ว ท่านนั่งตายเฝ้าวัดของท่าน และท่านก็สามารถเลี้ยงวัดของท่านได้มาจนทุกวันนี้ แต่อาตมาไม่เอาอย่างท่าน เพราะการนั่งมันเมื่อย ขอนอนตายดีกว่า แล้วท่านก็หัวเราะชอบใจ"

          ธรรมที่หลวงพ่อกล่าวนี้ หลวงพ่อมิได้พูดกับผมเท่านั้น ท่านพูดกับศิษย์คนอื่นอีกหลายคน ขอให้คุณหมอมั่นใจเถิด คุณหมอวัฒนะฟังผมพูดหนักแน่นเช่นนั้น ท่านก็เบาใจ พูดว่า ผมเชื่ออาจารย์ เหตุการณ์นี้ มีหมอเป็นพยานทั้งหมด ๕ คน คือ ผม หมอวัฒนะ หมอจรูญ หมอแสงโสม และหมอชนะ ว่าขันธ์ ๕ ที่หลวงพ่ออาศัยอยู่ มิได้ฉีดยากันเน่าแต่ประการใด จากนั้นหมอวัฒนะก็เปิดผ้าคลุมร่างกายบริเวณหน้าท้องของหลวงพ่อให้ผมดู พูดว่าอาจารย์ดูผิวหนังหน้าท้องหลวงพ่อสิ (ขณะนั้นผิวหนังหน้าท้องของท่านมีจุดแดงเป็นหย่อม ๆ หลายแห่ง) ผมเห็นแล้ววิตกว่าร่างกายท่านจะเน่าเปื่อย ผมฟังแล้วก็พูดยืนยันว่า ผมขอรับรองว่าร่างกายของท่านจะไม่เน่าเปื่อยอย่างแน่นอน คุณหมอวัฒนะจึงหยุดพูด จากนั้นผมให้คุณหมอวัฒนะโทรศัพท์ต่อหน้าผม สั่งแผนกนิติเวชว่าไม่ต้องมาแล้ว นี่คือความจริงเรื่องร่างกายหลวงพ่อมิได้ฉีดยากันเน่า

          ขอเล่าความสำคัญอีกจุดหนึ่ง คือ เวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ผมมาอยู่ในห้องซีซียู เห็นร่างกายหลวงพ่อนอนหงาย มีผ้าคลุมจากคอลงมาถึงเท้า อยู่บนเตียงที่มีล้อเข็นไปมาได้ มีหมอ ๔ คนยืนอยู่ด้านหนึ่ง เมื่อผมเข้าไป สิ่งแรกที่ผมกระทำก็คือ คุกเข่าลงที่พื้นแล้วกราบที่เท้าของท่าน พร้อมขอขมาพระรัตนตรัย ขณะนั้นเองผมได้ยินเสียงของคุณหมอทั้ง ๔ คน พูดพร้อม ๆ กันด้วยเสียงดังฟังชัดว่า "หลวงพ่อยิ้มๆ ๆ" แต่ผมเองกลับได้ยินว่า "หลวงพ่อฟื้นๆ" จึงรีบลุกขึ้นมาพูดว่า หลวงพ่อฟื้นแล้วหรือ หมอทั้ง ๔ ท่าน ก็ชี้ให้ผมดูใบหน้าหลวงพ่อ ซึ่งท่านยิ้มอย่างมีความสุข จนมุมปากทั้งสองข้างยกสูงมาก แต่ไม่เห็นไรฟัน นี่คือการยิ้มครั้งแรกของท่านหลังจากละขันธ์ ๕

          อีกเรื่องหนึ่งที่ควรเล่า พยาบาลที่เป็นหัวหน้าห้องซีซียู มาขออนุญาตผมพูดว่า “อาจารย์ หนูขออนุญาตเอาแป้งไปผัดหน้าของหลวงพ่อได้ไหม หน้าท่านดำ” ผมก็อนุญาต เมื่อพยาบาลเอาแป้งเข้าไปจะผัดหน้าหลวงพ่อ (ขณะนั้นผมและคณะหมอคุยปรึกษากันอยู่นอกห้อง คือ อยู่ในห้องโถง ซึ่งมีผู้ป่วยอื่น ๆ อยู่หลายเตียง) สักครู่ผมได้ยินเสียงร้องวี๊ดของพยาบาล เธอออกมาแล้วพูดว่า“อาจารย์คะพอหนูจะเอาแป้งไปผัดหน้าท่าน หนูเห็นหน้าท่านขาว ขาวมาก เลยไม่ได้ผัดหน้าให้ท่าน”ผมและหมอทุกคนรีบเข้าไปดูหน้าท่าน ก็ขาวจริง ๆ ตามที่พยาบาลบอก ผมเปิดผ้าคลุมร่างกายของหลวงพ่อออก เพื่อดูผิวหนังบริเวณท้องซึ่งมีจุดแดง ๆ อยู่หลายจุด พบว่าจุดแดง ๆ เหล่านั้นได้หายไปหมดแล้วซ้ำผิวยังขาวเนียนเป็นปกติ จึงเรียกให้คุณหมอวัฒนะมาดูกับตา และผมให้หมอเอามือลูบคลำผิวหนังด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป แต่นี่เป็นของจริง คุณหมออุทานว่า “เอ๊ะมันเป็นไปได้อย่างไร ๆ”ผมถามว่า คุณหมอหายสงสัยแล้วหรือยังว่าร่างกายของท่านจะไม่เน่าเปื่อย หมอตอบว่า“ผมมั่นใจแล้วครับ”

          ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง หลวงพ่อท่านแสดงฤทธิ์ให้ลูกศิษย์เห็นกับตาถึง ๓ อย่าง คือ

          ๑. ยิ้มให้เห็นอย่างชัดเจน

          ๒. ทำใบหน้าที่ดำให้ขาวได้ในพริบตา

          ๓. ทำผิวหนังซึ่งไม่น่าดู หมอเห็นแล้วมีความวิตกกังวล กลับมาเป็นปกติ

          ทั้งหมดนี้ คือ สังโฆอัปมาโณ ผมไม่ขออธิบาย เพราะพระธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัตตัง หมายความว่า ผู้รู้ธรรมพึงรู้ได้ เห็นได้ เข้าใจได้ สัมผัสได้ด้วยจิตตนเอง เฉพาะตน จะพูด จะเขียน จะอธิบายอย่างไรก็ไม่หายสงสัย หากจิตของผู้นั้นยังปฏิบัติไม่ถึงธรรมข้อนั้นหรือจุดนั้น ถึงเมื่อไหร่ความสงสัยจึงจะหมดไปได้เอง ของใครก็ของมัน กรรมใครก็กรรมมัน ทำแทนกันก็ไม่ได้ เรื่องอิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อมีอยู่เป็นปกติใน ๑๐๐ วันที่ผมเฝ้าและติดตามท่านตลอดมา หากอยากจะทราบก็ขอให้ติดตามเรื่องนี้ต่อไป

          อีกจุดหนึ่งที่ควรเล่า มีคนสงสัยว่าขณะนั้นไม่มีพระวัดท่าซุงอยู่เลยหรือ คำตอบมีอยู่หนึ่งองค์ คือ ....... ผมขออนุญาตพูดตรง ๆ โดยมิได้มีเจตนาจะตำหนิท่าน (หากผมมาไม่ทันเวลา อะไรจะเกิดขึ้น ขอหยุดไว้เท่านี้) เพราะเรื่องนี้เป็นอดีต ๑๐ ปีผ่านมาแล้ว มันจึงไม่ใช่ของจริงในปัจจุบัน (ผมหมายถึงอารมณ์ของ.......) ผมเห็นท่านในตอนนั้นเหมือนคนใบ้ ไม่พูด ตลอดเวลา ท่านคงจะมีสภาพช็อคทางอารมณ์ จึงไม่สามารถจะรับสภาวธรรมที่หลวงพ่อท่านละขันธ์ ๕ ไปต่อหน้าต่อตา ผมเห็นใจท่านมาก ๆ เพราะหากเป็นองค์อื่นก็คงจะมีสภาวะคล้ายๆ กับท่าน

          อีกจุดหนึ่งที่ควรเล่า คุณสุมิตรให้ผมโทรศัพท์ (มือถือ) ถึงลูกศิษย์หลวงพ่อท่านหนึ่งซึ่งรักและเคารพหลวงพ่อมาก ใครจะมากระทบหลวงพ่อไม่ได้เลย ทั้งกาย วาจา ใจ ท่านจะต้องขวางทันที จึงขอปิดนามท่านไว้ด้วยความเคารพรัก และนับถือเป็นส่วนตัว ผมแจ้งให้ท่านทราบว่า ขณะนี้หลวงพ่อท่านจากเราไปแล้ว ผลก็คือ ท่านพูดด้วยเสียงดังมากๆ ว่า ผมไม่เชื่อ ๆ แล้วได้ยินเสียง....

          ที่ผมเขียนมานี้ล้วนเป็นสัทธรรมหรือสัจธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านให้พวกเราพิจารณาเนืองๆ คือ ให้พวกเราเห็นทุกข์จากความปรารถนาอันไม่สมหวัง หลวงพ่อท่านได้แสดงธรรมครั้งสุดท้าย (สัทธรรม ๕ ซึ่งเป็นอริยสัจ เป็นธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างถาวร) ก่อนที่ท่านจากไป ท่านได้พูดสอนพวกเรานับเป็นร้อยเป็นพันครั้ง เราจำได้ดี แต่ลืมนำเอาไปปฏิบัติให้เกิดผล ของจริงอยู่ที่ผล เมื่อได้เวลาอันควรตามกฎของกรรม ท่านก็ให้ข้อสอบกับศิษย์ของท่านทำ ผลที่ได้รับเป็นอย่างไร ผมขออนุญาตเขียนเองตอบเองว่า พวกเราต่างก็สอบตกกันเป็นธรรมดา (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) หากบุคคลใด ไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป จิตย่อมหวั่นไหวไปกับแรงกระทบที่หลวงพ่อท่านแสดงธรรมครั้งสุดท้าย

          การไหวของจิตเมื่อถูกกระทบแล้ว จึงเป็นของจริงที่ทุกคนจะต้องยอมรับ เพราะพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า " ธรรมของตถาคตจะจริงหรือไม่จริง ต้องถูกกระทบก่อน" ทรงตรัสไว้อีกตอนหนึ่ง มีความว่า "จงอย่าสนใจเรื่องแผ่นดินไหว เพราะเป็นธรรมภายนอกป้องกันและแก้ไขอะไรไม่ได้ พวกเธอจงสนใจแต่เรื่องแผ่นดินไหวภายใน คือ อารมณ์จิตของเธอเอง เมื่อถูกกระทบด้วยอายตนะสัมผัสทั้งปวง...ธรรมของตถาคตจะจริงต่อเมื่อถูกกระทบก่อนเท่านั้น" ดังนั้นจงดูแต่จิตตน กายตนเอง เป็นหลักในการปฏิบัติ

          เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. พระครูปลัดอนันต์ฯ และคณะมาจากซอยสายลม และเข้าไปกราบหลวงพ่อ

          เวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. รถของวัดมารับขันธ์ ๕ หลวงพ่อกลับวัดท่าซุง

          เหตุการณ์ที่กระทบผมอย่างแรงทั้งทางตาและหู ในขณะที่เข็นรถนำขันธ์ ๕ หลวงพ่อออกจากห้องซีซียู ไปขึ้นรถกลับวัดท่าซุง พอรถเข็นโผล่ออกจากห้องซีซียู บรรดาศิษย์ทั้งหลายลูกศิษย์ชายและหญิงของหลวงพ่อ มารอดูหลวงพ่อเป็นครั้งสุดท้าย มากมายจนหาที่ว่างไม่ได้ พระครูปลัดอนันต์ ฯ เป็นผู้นำให้รถเข็นเคลื่อนไปช้าๆ พอรถพ้นจากประตูซีซียู ”ผมก็พบมโหรีวงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา พร้อมใจกันบรรเลงและร้องเพลง เพลงเดียวกันหมดทุกคน คือ เพลงโฮๆ” ประกอบกับเสียงหมาหอนอย่างโหยหวน ตลอดเวลาที่รถเข็นเคลื่อนผ่านไป เสียงหมาหอนประสานกับเพลง "โฮ ๆ ๆ ๆ..." เข้าหูผมตลอดเวลา ทำให้จิตผมหวั่นไหวไปตามเสียงเหล่านั้น จนอยากจะร่วมบรรเลงเพลงไปกับเขาด้วย จึงรีบตั้งสติให้มั่นคง เพื่อหยุดอารมณ์จิตของตนให้ได้ก่อนจึงจะเห็นธรรมได้ตามความเป็นจริง สนใจแต่อารมณ์จิตของเราเองอย่าให้หวั่นไหว ไม่สนใจธรรมภายนอกที่มากระทบทั้งทางตาและทางหู เพราะธรรมภายนอกแก้ไขอะไรไม่ได้ เมื่อเชื่อพระและปฏิบัติตามพระ ก็โชคดีรอดตัวไปที่ไม่ต้องไปร่วมวงมโหรีกับเขาด้วย เมื่อรถพาขันธ์ ๕หลวงพ่อกลับวัดเคลื่อนออกมาจากโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ผมรีบหวนกลับมาที่ห้องซีซียูถามพยาบาลว่าโรงพยาบาลศิริราชเลี้ยงหมาไว้เยอะหรือเมื่อกี้นี้ผมได้ยินเสียงมันหอนกันระงมหมด กะดูคงเป็นร้อย พยาบาลฟังผมพูดแล้วงง ตอบผมว่าโรงพยาบาลศิริราชไม่มีหมาเลยสักตัวเดียว ผมจึงกำหนดจิตถามพระ จึงรู้ว่าเสียงหมาหอนนั้น คือ เสียงของเทวดาที่ท่านมาร่วมวงมโหรีด้วย ผมหันไปถามคณะศิษย์ของหลวงพ่อที่ติดตามผมมาว่า พวกคุณได้ยินเสียงหมาหอนไหม ทุกท่านตอบเหมือนกันว่า ได้ยินชัด และมีความสงสัยเหมือนกับผมเช่นกัน

          ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๕ ผมขับรถส่วนตัวมาคนเดียว ตั้งแต่ประมาณ ๐๔.๓๐ น. ถึงวัดประมาณ ๐๔.๓๐ ถึงวัดประมาณ ๐๗.๐๐ น. ตรงไปวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร เพื่อกราบหลวงพ่อ พบ คุณศิริพร (เล้ง) มงคลชัยดิษฐ์ ซึ่งติดตามขบวนรถพระมาเมื่อคืนนี้ คุณเล้งเล่าว่า เธอเข้าไปในห้องที่หลวงพ่อ (ขันธ์ ๕) นอนอยู่ พระติดแอร์ให้ถึง ๔ ตัว ขณะนั้นไม่มีใคร เธอไปรำพึงรำพัน พร้อมกับร้องไห้ขอให้หลวงพ่อตื่นเถิด แต่หลวงพ่อท่านก็ไม่ยอมตื่น เธอก็ยังไม่สิ้นความพยายาม ขอให้ หลวงพ่อหายใจให้หนูดูหน่อย คราวนี้ได้ผล เล้งบอกว่าท่านหายใจให้ดูชัดเจน อกกระเพื่อม เห็นด้วยตาชัดเจน ผลคุณเล้งร้องวี๊ด วิ่งหนีหลวงพ่อออกไปยืนตัวสั่นอยู่นอกห้อง เพราะเล้งเธอกลัวผีเป็นที่สุด พวกเพื่อนเล้งที่เป็นผู้หญิง ๓ - ๔ คน ซึ่งอยู่นอกห้องก็มาถามเล้งว่าร้องทำไม เล้งก็เล่าให้ฟัง เพื่อพิสูจน์ธรรมที่ตนเห็น จึงพาคณะเข้าไปกราบท่าน แล้วอธิษฐานขอความเมตตาให้หลวงพ่อหายใจให้ดูอีกครั้ง ผลทุกคนก็เห็นว่าท่านหายใจได้จริงๆ

          ผมขอสรุปว่า นี่คือสังโฆอัปมาโณ คุณของพระอริยสงฆ์หาประมาณมิได้ เรื่องแบบนี้จริง ๆ แล้วมีเกือบทุกวัน แต่จะขอยกเอามาเป็นบางเรื่องเท่านั้นมาเล่าให้ฟัง

          เสาร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๕ หลังเพล เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. เคลื่อนขบวนนำขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อออกจากวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร มาไว้ที่ศาลา ๑๒ ไร่ ฝนซึ่งตกมาทั้งวันทั้งคืนก็หยุดสนิทพวกชาวบ้านและศิษย์ที่มิได้ร่วมขบวน ตั้งแถวรอดูอยู่สองข้างทางก็ร้องไห้กันเป็นธรรมดา

          ประมาณ ๑๖.๐๐ สมเด็จพุฒาจารย์ วัดสระเกศ มาเป็นประธานในพิธีนี้ ขณะที่รอเวลาจะเอาขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อบรรจุโลงแก้ว สมเด็จท่านไม่รู้จะคุยกับใคร เมื่อท่านมองมาเห็นผมก็กวักมือเรียกผมมาเป็นเพื่อนคุยกับท่าน เพราะท่านรู้จักผมมาตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้อำนวยการ รพ.ตำรวจ ท่านไม่ถือตัว ไม่ถือยศ เพราะหมดมานะแล้ว (พระบอกไม่ใช่รู้เอง) จึงคุยกับท่านอย่างภาษาลูกทุ่งด้วยการออกเสียงเต็มที่ หัวเราะกันเต็มที่ เหมือนกับกำลังคุยกันแค่ ๒ คน ผู้คนมากมายมารุมล้อมท่านและผม ชนิดบางคนเกือบจะมานั่งบนตักของผม คงสงสัยว่าท่านคุยอะไรกันหนอ จึงได้สนุกสนานขนาดนั้น เพราะมีเสียงหัวเราะบ่อย ๆ ผมคิดว่าคงนานพอสมควรก็ต้องหยุด เพราะท่านพูดว่า คุณหมอ คุยกันวันนี้สนุกมาก แต่อาตมามีหน้าที่จะต้องทำ ขอตัวขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำพิธีต่อไป โอกาสหน้าค่อยคุยกันต่อ

          เมื่อท่านขึ้นไปบนเวที ผู้คนทั้งหลายมาล้อมผม ถามผมเหมือนกันหมดว่า คุณหมอคุยเรื่องอะไรกับท่าน จึงได้หัวเราะกันบ่อย ๆ ผมตอบว่าพวกคุณก็อยู่ข้าง ๆ ท่านเหมือนกับผม แล้วทำไมจึงต้องมาถามผมอีกเขาเหล่านั้นตอบเหมือนกันหมดว่า ได้ยินแต่เสียงคุยกัน แต่ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรผมจึงเข้าใจโดยไม่สงสัยว่า เพราะท่านไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้เรื่องที่สนทนากับผมผู้อื่นย่อมไม่สามารถจะรู้ได้ ด้วยสังโฆอัปมาโณ เรื่องนี้สมัยหลวงพ่อท่านยังไม่ทิ้งขันธ์ ๕ ไปผมก็ได้ประสบกับสภาวธรรมอย่างนี้มาก่อน จึงเข้าใจและไม่สงสัยไม่ขอเล่ารายละเอียด

          ธรรมที่สมเด็จพุฒาจารย์พูดกับผมมีอยู่มาก ผมขอยกมาแค่ตัวอย่าง ๒ - ๓ เรื่องเท่านั้น เช่น

          ๑.”ท่านพูดว่าจิตของอาตมากับจิตของหลวงพ่อติดต่อกันได้ พูดกันประโยคเดียวก็รู้แล้ว”ผมก็นึกในใจว่า สมเด็จไม่จำเป็นต้องพูดก็รู้ครับ ท่านก็ยิ้ม

          ๒.ท่านพูดว่า สมัยที่อาตมายังไม่ได้เป็นสมเด็จหลวงพ่อท่านเป็นเพื่อนของอาตมาหลวงพ่อท่านชอบพูดเล่นเสมอ แต่ก็จริงทุกที(สมัยที่สมเด็จพุฒาจารย์องค์เก่าท่านกำลังป่วยหนักอยู่ข้อความนี้ผมเพิ่มเติมเข้าไปเอง) หลวงพ่อท่านทักอาตมาว่า ผมขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ อาตมาก็ท้วงว่าหลวงพ่ออย่าพูดเล่น ๆ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะเข้าใจผิด อย่างนี้เป็นต้น

          และมีเรื่องอื่นๆ อีกมากที่พระท่านยังไม่อนุญาตให้เขียนธรรมในจุดนี้ ผู้อ่านไปคิดต่อเอาเองว่า "สมเด็จพุฒาจารย์องค์ปัจจุบันท่านเป็นพระระดับใด" ใครไม่รู้ก็ให้ถามพระพุทธเจ้าจึงจะถูกต้องถ้าประมาทคิดเอาเองด้วยบารมีอันน้อยนิดของตน มีหวังถูกเหมือนกันแต่เป็น "ถูกต้ม"

          วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ มีเรื่องหรือธรรมปรากฏหลายประการผมขอยกเอาแต่เรื่องเบาๆ มาเล่าให้ฟังสัก ๒ เรื่อง

          ๑. มีการประกาศแต่งตั้ง พระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ ขึ้นรักษาการณ์เจ้าอาวาสวัดท่าซุง (มีข่าวเข้ามาว่า จะมีนักบวชที่อยู่นอกวัด วิ่งเต้นจะเข้ามาเป็นเจ้าอาวาส)

          ๒.เวลา ๑๔.๐๐ น. ท้องฟ้าแจ่มใส มีพุทธนิมิตเป็นทางช้างเผือกประกายแก้ว พุ่งเป็นลำตาลยาวจากวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร มายังศาลา ๑๒ ไร่ สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ผู้คนออกมาดูกันมาก แต่เห็นไม่เหมือนกัน และรู้ไม่เหมือนกัน เพราะมีจิตไม่เสมอกัน มีศีล สมาธิ ปัญญา ต่างกัน และมีบารมีหรือกำลังใจไม่เสมอกัน ที่สำคัญที่สุดคือมีกรรมไม่เสมอกัน (เป็นคำรวม เพราะกรรมแปลว่าการกระทำ ซึ่งอย่างหยาบคือ กายกรรม อย่างกลางคือ วจีกรรม อย่างละเอียดคือ มโนกรรม ในกรรมทั้ง ๓ ระดับ ก็ยังแบ่งเป็นหยาบ กลาง ละเอียด ซ้อน ๆ กันอยู่อย่างนี้ ใครเข้าใจตามที่ผมเขียนนี้ ก็จะเข้าใจเรื่องมหาสติปัฏฐาน ๔ ในระดับจิตใจจิต และธรรมในธรรม ได้ตามความเป็นจริง)

          คนจิตดีท่านเห็นเป็นบันไดแก้ว หรือบันไดทางธรรม มี ๙ ขั้น คือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพานอีก ๑ความจริงเห็นแล้วพิจารณาได้มากมายหลายวิธี คนที่ยังเกาะโลก เกาะทุกข์ของโลกอยู่ ท่านก็เอามาตีเป็นเลขเด็ด เป็นหวยให้เจ้ามือรวยไปก็มี แต่หลวงพ่อฤๅษี (ผมขออนุญาตเรียกหลวงพ่อ ตามที่สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสเรียกหลวงพ่อว่า“หลวงพ่อฤๅษี”) มาสอนว่า “ให้จับภาพพุทธนิมิตบันไดพระนิพพานนั้น แล้วจับภาพหลวงพ่ออยู่ที่ปลายบันได กำหนดจิตเห็นตัวเรากราบอยู่เท้าหลวงพ่อ เป็นทั้งสังฆานุสติและอุปสมานุสติด้วย”

          ในทางปฏิบัติควรนึกถึงพระพุทธเจ้าแทนหลวงพ่อ แต่ในเหตุการณ์ปัจจุบันคนส่วนใหญ่จิตยังติด-เกาะร่างกายหลวงพ่ออยู่มากหากให้เขายึดหลวงพ่อจะทำได้ง่ายกว่าเพราะเขามีอุปาทานอยากได้ขันธ์ ๕ ของหลวงพ่อคืนมาจึงเป็นอุบายให้เขาดึงเอาหลวงพ่อเข้าไปไว้ในจิต จัดเป็นสัมมาทิฏฐิกล่าวคือมีมรณานุสติ เห็นความตายของหลวงพ่อเป็นของธรรมดา ทุกคนเกิดมาก็ต้องตายแม้แต่พระพุทธเจ้า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นแหละ รักมากเคารพมาก ย่อมเสียใจมาก ทุกข์มาก เพราะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจพบใครพูดกับใคร ก็บอกเขาไปถึงจุดนี้ แต่คุณหมอควรจะบอกให้ทุกคนที่มาสนทนาธรรมกับคุณหมอให้ทำอารมณ์จิตให้ผ่องใสเพื่อเตรียมตัวไปพระนิพพาน หลวงพ่อคอยเราอยู่ที่นั่น พยายามดูจิตอย่าให้เศร้าหมองตั้งใจไว้เลยว่าจะไปพบหลวงพ่อที่นั่น จะได้ไม่พลัดพรากจากกันอีก

          วันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ขอสรุปโดยย่อว่ามีพระพุทธเจ้าเสด็จ มีพระที่ไม่มีขันธ์ ๕ มีพระที่มีขันธ์ ๕ อยู่ เช่น หลวงปู่บุดดา ถาวโร เป็นต้น มากันมาก จัดเป็นพระเมตตาที่ท่านให้กับพวกเราได้เห็น (ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นเพียงคนเดียว) ด้วยพุทโธ ธัมโม สังโฆ อัปมาโณ หากเขียนทีละวัน ๆ จนครบ ๑๐๐ วัน คงจะไม่เหมาะ จึงต้องขออนุญาตรวบรัด โดยเขียนตามอัธยาศัย สุดแต่อุปาทานจะพาไป ใน ๑๐ วันแรกนั้น มีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับวัดมากมาย ทั้งดีและไม่ดี เพื่ออ่านง่าย ขอสรุปเป็นข้อ ๆ ดังนี้

          ๑. มีพระที่ไม่มีขันธ์ ๕ และยังมีขันธ์ ๕ มาเป็นประธานในพิธีสวดอภิธรรม ถวายกุศลให้หลวงพ่อทุกคืน

          ๒. การสนทนาธรรมมีทุกคืน จากหัวค่ำถึงประมาณ ๒๔.๐๐ น. พระท่านให้สนทนากันที่หน้าโลงแก้วที่บรรจุหลวงพ่ออยู่ ห้ามไปสนทนาที่อื่น

          ๓. ทรงเมตตาให้รู้ ให้เห็นธรรมได้ดี ในขณะพระสวดพระอภิธรรม เพราะหยุดการสนทนาธรรมชั่วคราว จิตก็สงบ เย็น เป็นสุข สามารถรับธรรมะได้ดีในขณะนั้น

          ๔. มีบุคคลเพศหญิงเข้ามาแสดงธรรมอันเป็นมิจฉาทิฎฐิ ทำให้พระในวัดจำนวนหนึ่ง ฆราวาสจำนวนหนึ่งเชื่อถือ ผมถามพระถามหลวงพ่อ ท่านตอบว่าเป็นกฎของกรรมของวัด พระท่านเคารพในกฎของกรรม เพราะหมดกิเลสแล้ว แต่พวกเรายังไม่หมด กักตุนเอาไว้ในใจตน คนละมากบ้างน้อยบ้าง จึงต้องหวั่นไหวไปกับเหตุการณ์นี้เป็นธรรมดา แต่ในที่สุดธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ คณะสงฆ์ของวัดมีมติให้ขับบุคคลผู้นั้นออกไปจากวัด ขอจบสั้น ๆ แค่นี้ เพราะว่าเป็นอดีตธรรม ไม่สมควรจะไปตามรู้เรื่องที่ไม่เป็นสาระอีก

          ๕. วัดค่อนข้างเงียบเหงา เพราะพวกเราเคยได้ยินเสียงของท่านตั้งแต่เช้ามืดตอนตีสี่ เป็นระยะ ๆ จนสุดท้ายก็ ๒๑.๐๐ น. ก่อนจะเข้านอนจนชิน เพื่อจิตเป็นฌานในเสียงธรรมจากหลวงพ่อ มันเหงาตรงนี้แหละ

          วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ วันนี้เป็นวันแรกที่มีเสียงหลวงพ่อมาตามสาย เหมือนยามปกติ เมื่อเวลา ๐๔.๐๐ น. ทำให้จิตสดชื่นแจ่มใสและสบายเป็นอัตโนมัติ รีบลุกขึ้นขอขมาพระรัตนตรัย แล้วก็สวดโยโส...ตามท่านด้วยความสงบ วันนั้นท่านสอนกายคตานุสติ มรณานุสติ อสุภกรรมฐาน คลุมหมดเพื่อเข้าหาตัว ตัดสักกายทิฎฐิ เพราะจุดตัดสำคัญที่สุดก็คือ สักกายะ นี่แหละ ใครตัดได้ทรงตัวก็จบกิจในพระพุทธศาสนา แต่สังเกตตนเอง จับผิดตนเอง โดย อัตตนา โจทยัตตานัง ก็พบว่าตัวเราอายุยิ่งมาก สักกายะยิ่งโตขึ้น ยิ่งอยู่ที่ไหนนาน ๆ สักกายะก็โตขึ้นตามเวลา พระพุทธองค์ทรงเห็นจุดนี้ก่อนใคร ๆ จึงทรงห้ามภิกษุติดที่อยู่ ไม่ให้เกาะหมู่ เกาะกลุ่ม เกาะพรรคพวก ไม่ให้เกาะสถานที่ ไม่เกาะบุคคล ไม่เกาะอาหาร ไม่เกาะยารักษาโรค ไม่เกาะเครื่องนุ่งห่ม ไม่เกาะโลกธรรม ๘ ทรงสอนให้แกะหรือละปล่อยวางทุกสิ่งในโลกและทรงจบลงที่อริยสัจ บันทึกไว้ยาว

          ขอสรุปเอาส่วนที่เป็นสาระ คือ เมื่อมีกาย ทุกข์กายก็ติดมาด้วย เราต้องบริหารให้กับกายมาตลอดจนกว่าจะตาย โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ตัดทุกข์ของกายทำไม่ได้ ได้แค่บรรเทาให้หายทุกข์ชั่วคราว เช่น หิวกระหาย ปวดท้องขี้ ปวดท้องเยี่ยว ต้องทำมาหาเลี้ยงกาย ชำระความสกปรกจากกาย เป็นต้น วันนี้จิตดีมาก จึงพิจารณาธรรมได้มาก ขอเขียนไว้แค่ตัวอย่าง

          งานทำบุญ ๗ วันหลวงพ่อ ตรงกับวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ เป็นพิธีหลวง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยามาเป็นประธาน ผู้ใช้จิตถึงจิต คือเอาอทิสมานกาย หรือกายของจิตไปกราบท่าน ท่านก็สอนมีความว่า“จิตถึงจิตนั่นแหละดี ภารกิจใด ๆที่กำลังทำอยู่ บางเรื่องก็เปิดเผยไม่ได้ในที่สาธารณะ ให้รักษาอารมณ์เบา ๆ เข้าไว้อย่าให้นิวรณ์เข้าแทรกเท่านั้นเป็นพอ มิฉะนั้น เวลาพระหรือหลวงปู่มาจะไม่รู้เรื่องกัน"

          วันพฤหัสบดีที่ ๑๒พฤศจิกายน ๒๕๓๕ มีการสร้างกรรมอันเป็นอกุศลกันไว้มาก เพราะเชื่อบุคคลที่เป็นมิจฉาทิฎฐิ ตามที่กล่าวไว้แล้วในตอนแรก ในช่วงทำวัตรเช้าที่ ๑๒ ไร่ ผู้ที่ใช้จิตถึงจิตหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ท่านมาสอน มีความที่ควรเปิดเผยได้ดังนี้ กฎของกรรมมันผันผวนชีวิตและจิตใจคนที่เป็นปุถุชนได้เสมอ ๆ เพราะระดับจิตยังไม่เข้าถึงขั้นพระอริยบุคคลขั้นสูงสุดเป็นเพราะไม่รู้วาระกฎของกรรม ไม่รู้วงจรของกฎของกรรม ความเคารพในกฎของกรรมจึงไม่เกิดจิตปุถุชนจึงไหลขึ้นไหลลงตามวาระแห่งกรรมอันเป็นกุศล และอกุศลนั้น ๆ อย่าไปโทษใครว่าผิดถูก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น คนผิดคนถูกนั้นไม่มี มีแต่วาระกรรมดี กรรมชั่วเท่านั้น ที่ส่งผลให้มีการกระทำนั้น ๆ ไป”

          สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสว่า “นิสสัมมะกะระณังเสยโย ไว้นะ จะทำอะไร คิดอะไร พูดอะไร หมั่นใคร่ครวญไว้ด้วย อย่าต่อกรรม ให้ตัดกรรมสถานเดียวพอ”

          ศุกร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ปรากฏมีดาวประหลาดส่องแสงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของศาลา ๑๒ ไร่ เห็นได้ตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ น. ดูครั้งแรกมีรัศมีออกเป็น ๔ แฉก แล้วออกเป็น ๘ แฉก สวยงามมาก กำหนดจิตขอบารมีพระก่อน จึงดูครั้งที่สองเห็นรัศมีออกไปรอบดวง จึงไปพาให้คนอื่น ๆ มาดูอีกหลายคน ทุกคนที่เห็นต่างก็คิดกันไปต่าง ๆ กัน ส่วนใหญ่คิดว่าคงเป็นจิตของหลวงพ่อ กำหนดจิตถามพระ สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสว่า เป็นของตถาคตเอง หากเป็นของท่านสัมภเกษี จะมีรัศมียาวกว่านี้ ใหญ่กว่านี้ เพราะบำเพ็ญบารมีมานานมากกว่า แต่ทว่าความสว่างจักน้อยกว่าดวงจิตตถาคตหน่อยนึง ด้วยถอนความปรารถนาลงมาแค่สาวกภูมิ”

          ในช่วงระยะแรกนี้ทั้งพระและฆราวาสกว่า ๙๐% มีอุปาทานจิตติดในร่างกายของหลวงพ่อกันมาก จึงอยากให้จิตของท่านกลับเข้าร่างเดิม (เพื่อจะได้มาเป็นทุกข์กับพวกเราอีก) เรียกว่าหลงกันสุด ๆ เหตุเพราะกฎของกรรมที่เป็นอกุศลให้ผล ตามที่หลวงพ่อปานท่านมาสอนไว้เมื่อวานนี้ พวกที่คิดว่าหลวงพ่อท่านจะกลับมา ต่างก็นั่งรอ ยืนรอ บางคนนอนรอ เดินรอ โดยทำจิตให้ฟุ้งซ่าน คือ ฟุ้งเลว ทำจิตตนเองให้เศร้าหมองอยู่เสมอ การกระทำของพวกเราล้วนอยู่ในกระแสจิตของพระท่านตลอดเวลา

          หลวงปู่องค์หนึ่ง (ขอสงวนนาม) ท่านสอนอดีตลูกของท่าน มีความสำคัญว่า เอ็งมากราบข้า แล้วเสือกร้องไห้คิดถึงหลวงพ่อ เอ็งมันวางใจไม่ถูก ทำจิตให้เศร้าหมอง อย่างนี้มันใช้ไม่ได้ รอนั้นรอได้ แต่ต้องรอให้เป็น คือ รอแบบตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าหากขันธ์ธาตุของเราพังก่อนหลวงพ่อมา เราก็ขอพังเป็นครั้งสุดท้าย จิตเราตั้งมั่นในแดนอมตะนิพพาน แล้ววางจิตให้เฉย ๆ สบาย ๆ หลวงพ่อท่านจะมาเมื่อไหร่ เราจะอยู่รับหน้าได้หรือไม่ ก็ไม่สร้างความกระวนกระวายให้เกิด ไม่สร้างความคิดถึงว้าเหว่ให้เกิด อย่างนี้แหละเขาถึงจะเรียกว่าคนรอเป็น จำไว้ อารมณ์ว้าเหว่คือตัวเศร้าหมองอย่างแท้จริง(ผมโชคดีที่มีพระท่านเมตตามาบอก หัวข้อที่ผมควรยกเอามาเป็นเรื่องสนทนาธรรมกันในตอนกลางคืน ควรจะพูดเรื่องอะไรจึงจะเหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

          วันเสาร์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ ดาวประกายพรึกขึ้นที่เดิม เวลาเดิม วันนี้พวกเราฉลาดขึ้น ก่อนจะดูก็กำหนดจิต ขอบารมีพระก่อนแล้วจึงดู ทุกคนจึงเห็นเป็นประกายออกมารอบ ๆ ดาวสว่างมาก และยังทรงกลดด้วย ได้ชวนหลวงพี่วัดท่าซุงร่วม ๑๐ องค์มาดู ทุกองค์ก็เห็นดีหมด แต่มีคุณชอท่านเดียวที่ดูแล้วพูดเสียงดังฟังชัดว่า จิตพระอรหันต์ท่านสว่างดีจัง และทรงกลดด้วย ซึ่งก็จริงของท่าน เพราะเป็นจิตของ จอมพระอรหันต์ หมายถึง พระพุทธเจ้านั่นเอง

          วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ บุคคลผู้ใช้จิตถึงจิตหลวงปู่บุดดาท่านมาเทศน์สอนมีความสำคัญว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยงกายของท่านเจ้าคุณมหาวีระได้ตายไปตามวาระกฎของกรรม ให้ชาวโลกประจักษ์มาแล้วเป็นเวลา ๑๗ วัน กายนี้อยู่สงบมาแล้ว ๑๗ วัน อันหาสาระแก่นสารมิได้นั้น นอกจากจะนอนนิ่งให้คนมาสักการะบูชายังความโศกเศร้าให้กับ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาอันทั่วถ้วนหน้ากัน แม้ขณะทรงชีวิตอยู่จิตพระอรหันต์ก็สงบอยู่บนพระนิพพานแห่งเดียวเท่านั้น กระแสจิตที่หยั่งลึกลงสู่พระนิพพานเป็นอย่างไรสมควรที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านเจ้าคุณ ควรจะศึกษาเป็นหลักการเอาไว้ บุคคลใดที่ยังจิตให้เศร้าหมอง สิ้นไร้ความผ่องใสแล้วไซร้ ย่อมห่างไกลจากความดี ความเศร้าหมองก็คือกิเลส เพราะฉะนั้น การรักษาอารมณ์จิต จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักปฏิบัติกรรมฐาน และรักษาอารมณ์จิตสงบให้ยิ่งด้วยชีวิต จึงจะพบมรรคผลได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นแบ่งเป็นหลายหมวด หลายตอน ธรรมของชาวโลกก็อย่างหนึ่ง ธรรมพ้นโลกก็อย่างหนึ่ง ธรรมของชาวโลก ย่อมหาสาระแก่นสารไม่ได้ ธรรมพ้นโลกอันยากที่ชาวโลกจะรู้ได้นั้น กลับมากไปด้วยสาระและแก่นสาร ถ้าพวกเจ้าไม่ประมาท ก็สมควรดูแลร่างกายของท่านเจ้าคุณอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป(หลวงปู่ท่านหมายถึง ให้ผมกับคุณสุรีพร ๒ คนอยู่เฝ้าหลวงพ่อตลอดคืน เพราะหลัง ๒๔.๐๐ น. ไปแล้ว ผู้ที่มาเฝ้าหลวงพ่อตอนหัวค่ำต่างก็ทยอยหลับกันไปหมด หลวงพ่อท่านเลยต้องนั่งเฝ้าพวกเหล่านั้นแทนตลอดคืน)

          และในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ นี้ ตอนช่วงเย็นมหาทองท่านพาหลวงปู่บุดดา ใส่รถเข็นมาที่ศาลา ๑๒ ไร่ ให้พวกเราทำบุญกับท่าน เราสองคนปฏิบัติตามคำสั่งพระด้วยความยินดี หลัง ๒๓.๐๐ น. แล้ว คนที่มาร่วมสนทนาธรรมกัน ต่างก็แยกย้ายกันกลับไปพักหมด มีบางรายท่านก็อยู่ฟังจนหลับไปกับเก้าอี้ ซึ่งเอามาต่อๆ กันก็ใช้เป็นที่นอนได้อย่างดี ก็นับว่าดี เพราะหลับไปกับพระธรรม

          ประมาณ ๒๔.๐๐ น. ทั้งสองคนก็แยกกันออกจงกรมไปรอบๆ ๑๒ ไร่ ในบริเวณหน้าพระประธาน ใช้สมาธิและวิปัสสนาสลับกันไป เมื่อยก็หยุดนั่ง หายเหมื่อยก็เดินต่อ ระวังแต่ใจอย่างเดียว อย่าหยุด อย่าเมื่อยตามกาย เพราะพระกรรมฐานเขาปฏิบัติกันที่ใจ เอาใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ คุมทวารใจ ประตูใจ และอายตนะใจเป็นสำคัญ อย่าให้มันคิดชั่ว พยายามให้ใจอยู่ในปัจจุบัน อย่าส่งออกไปยุ่งกับอดีต และอย่าปรุงแต่งไปหาอนาคต นี่คือหลักที่ใช้ปฏิบัติ แต่ทำจริง ๆมันไม่ง่ายเหมือนกับพูด เหมือนกับเขียนนี้ มันต้องใช้ความเพียรอย่างสูง บารมี ๑๐ ทิ้งไม่ได้ ชอบเผลอเป็นของธรรมดา เพราะขาดสติ หรือสติไม่ต่อเนื่อง หรือไม่ทรงตัว ต้นเหตุเพราะอ่อนหรือลืมอานาปานุสติ ลืมกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเมื่อไร ก็พังทุกที ดังนั้นสมถะ ๓ กอง จึงลืมไม่ได้ตลอดชีวิต คือ

          ๑. อานาปานุสติ

          ๒. มรณานุสติ ควบหรือ จบลงที่อุปสมานุสติ หมายความว่า หากคิดถึงความตายครั้งใด ให้คิดต่อไปว่าเราจะขอตายเป็นครั้งสุดท้ายไว้เสมอ เราเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยจากการเกิด มีร่างกายชัดเจนแล้ว ไม่สงสัยในธรรมจุดนี้แล้ว จึงไม่ขอเกิดมามีร่างกายเพื่อพบกับทุกข์อย่างนี้อีก ขอไปพระนิพพาน พระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่ใด หลวงพ่อท่านอยู่ที่ไหน เราก็ขออยู่ ณ ที่นั้น นิพพานะสุขัง ทำให้จิตชินหรือเป็นฌานในมรณานุสติ และอุปสนานุสติ หากทำได้จนจิตทรงตัว เมื่อร่างกายพัก จิตก็จะมุ่งตรงสู่แดนนิพพานเองเป็นอัตโนมัติ

          ๓. กายคตานุสติควบอสุภกรรมฐาน

          (ไม่ขอเขียนรายละเอียด)

          สรุปว่า คืนนี้จึงเป็นคืนแรกที่ผมและคุณสุรีพรอยู่เฝ้าหลวงพ่อที่ศาลา ๑๒ ไร่ตลอดคืน หมายความว่า อยู่ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตีสี่ (๐๔.๐๐ น.) เพราะพอเสียงตามสายหรือพระธรรมมา ทุกคนในศาลา ๑๒ ไร่ก็ตื่นกันหมด เพื่อทำหน้าที่ของตน ผู้คนจะขวักไขว่ เช่น พระท่านหลายองค์ถูพื้น ๑๒ ไร่ รวมทั้งฆราวาสด้วย ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป โดยหูอยู่กับเสียงธรรมที่หลวงพ่อท่านสอน เราสองคนก็หมดหน้าที่ จะอยู่ต่อ หรือจะกลับที่พักก็ตามใจ เพราะเสียงธรรมจากหลวงพ่อ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนอยู่ที่จุดไหนของวัด หากเจตนาของจิตต้องการฟังพระธรรมแล้ว ก็ได้ยินทุกจุด

          การกระทำของผมและเพื่อนได้ทำติดต่อกันจนครบ ๑๐๐ วัน (คืน) ต่อมาก็มีเพื่อนคนที่สามอาสามาอยู่เฝ้าหลวงพ่อด้วย คือ คุณหมวย ชื่อจริงท่านขอปกปิด ก็ต้องตามใจท่าน ท่านมาได้ระยะหนึ่ง แล้วก็มาบ้างไม่มาบ้าง เพราะท่านมีภาระทางครอบครัว แต่ส่วนใหญ่แล้วท่านจะมาประมาณ ๑๐ วัน ต่อมาญาติทางธรรมจากจังหวัดนครสวรรค์ก็มาเป็นเพื่อน จำนวนร่วม ๑๐ คน หอบเอาหมอน มุ้ง เสื่อมาด้วย ใครง่วงมากก็นอนพัก ตื่นขึ้นมาก็จงกรมปฏิบัติธรรมกันต่อไป พอถึงเดือนธันวาคม ลมหนาวก็พัดเข้าสู่ ๑๒ ไร่ ขนาดปิดประตูใหญ่แล้วลมที่พัดผ่านส่วนบนของศาลา มันหนาวอย่าบอกใคร เพื่อนๆ ที่มาก็เบาบางลง ๆ จนเหลือแค่สองคนตามเดิม พอความหนาวคลายตัวท่านก็ค่อยๆ กลับมาใหม่ ดังนั้นนับแต่นี้ไป ผมจึงไม่เขียนเป็นรายวันเหมือนตอนต้น จะเลือกเอาบางวันที่พิจารณาแล้วเห็นว่าสมควรมาเล่าให้ฟัง

          วันพุธที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ มีดวงแก้วประกายพรึกขึ้นอีกหนึ่งดวง ใกล้กับดวงเดิม แต่อยู่สูงกว่า เปล่งรัศมีสวยงามมาก ผู้คนที่เห็นต่างวิจารณ์กันไปตามทิฐิของตน และตามระดับจิตของตน จิตใครเจริญแค่ไหน ก็รู้ธรรม เห็นธรรมได้แค่ระดับนั้น จึงไม่ขอตำหนิใครว่าถูกหรือผิด ความจริงผมได้เขียนไว้ชัดแล้วในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสไว้แล้วชัดเจน ไม่ควรจะสงสัยกันอีกต่อไปว่าดาวหรือดวงแก้วดวงใหม่นี้ คือ จิตของ ท่านสัมภเกษี (หลวงพ่อฤๅษี)

          ขอสรุปย่อๆ เกี่ยวกับดาวประกายพรึกทั้งสองดวงนี้ดังนี้ ครั้งแรกที่ปรากฏท่านจะลอยอยู่เหนือศาลา ๑๒ ไร่ ไม่เคลื่อนที่ไปตามโลกที่หมุน ดาวจริงๆ จะต้องเคลื่อนที่ไปตามโลกหมุน ผมจงกรม (จงกรมแปลว่าเดิน) อยู่ พอเมื่อยก็จะออกนอกศาลา ๑๒ ไร่ เพื่อดูดาวเสียทีหนึ่ง ดาวดวงแรกขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ ขณะนั้นผมยังไม่ได้อยู่ตลอดคืน พอไม่มีเรื่องจะคุยกันก็ขอตัวออกไปดูดาว จึงมีบางคนติดตามมาดูด้วย ซึ่งก็ดี เพราะจะได้เป็นพยาน ยิ่งดึกเท่าไหร่เหมือนกับยิ่งสว่างเท่านั้น และไม่เคลื่อนที่ บางคนเล่าว่าตอนดึกผมขับรถกลับบ้านที่ จ.อยุธยา จ.นครสวรรค์ ดาวดวงนี้ก็ยังติดตามผมไป เหมือนกับอยู่ที่หลังคาบ้านผม บางคนเล่าว่าผมขับรถกลับกรุงเทพ ผมก็ยังเห็นดาวดวงนี้อยู่ที่บ้านผม และลอยอยู่ค่อนข้างต่ำมาก แต่ก็ยังมีพวกนักวิชาการบางคนวิจารณ์ว่าเป็นดาวประจำเมืองก็มี มันก็ต่างจิตต่างใจ ต่างความคิด และสำคัญสุด คือ ต่างกรรมกัน (กรรมบถ ๑๐ ต่างกัน) เมื่อคนวิจารณ์กันมากๆ ผิดๆ ถูกๆ ซึ่งล้วนแต่สร้างกรรมหรือเป็นกรรมทั้งสิ้น แม้จะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ตาม ล้วนแล้วเป็นโทษทั้งสิ้น มีหรือที่ความคิดของบุคคลเหล่านั้นจะไม่เข้าสู่พระพุทธญาณ หรือสัพพัญญุตญาณของพระองค์ต่อมาดาวทั้ง ๒ ดวง จะเคลื่อนที่ไปตามโลกหมุน ดังนั้น พอพระอาทิตย์ท่านลับขอบฟ้า ผมและผู้ที่สนใจดาว ๒ ดวงนี้ ก็จะออกดูดาวเพราะความสว่างของท่านจึงเห็นได้ชัดเจน แม้แสงตะวันยังไม่หมดดี

          จุดนี้แหละคือการปฏิบัติกรรมฐานของผม โดยทำจิตให้สงบเร็วที่สุดด้วยอานาปานุสติ แล้วขอบารมีพระเพื่อดูดาว สิ่งที่ตาเนื้อเห็นและจิตผมสัมผัสได้ เห็นรัศมีเป็นสีรุ้งสวยงามมากกระจายออกมาจากดาวดวงแม่ ออกเป็นดาวลูกเล็ก ๆ ออกมาโดยรอบ จิตผมจึงมีปีติเป็นสุขสงบอยู่กับพระเมตตาของพระองค์ ที่ทำให้เห็นได้ สัมผัสได้ เช่นนั้น ผมจึงต้องออกมายืนดูดาวด้วยความสุขทุก ๆ วัน จนมีคนทักว่าคุณหมอดูอะไร ผมก็แนะนำให้เขาปฏิบัติตามผม คือ อย่าใช้บารมีหรือกำลังใจของตนเอง ให้ขอบารมีพระก่อนเสมอ เมื่อเขาทำตาม เขาก็เห็นคล้าย ๆ กับผม (เพราะบารมีไม่เสมอกัน)

          สรุปว่า ตกเย็นพอพลบค่ำ จะมีคนไม่น้อยที่ออกมายืนดูจิตของพระพุทธเจ้า และจิตของหลวงพ่อท่าน (ธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัตตัง หมายความว่า เห็นได้ รู้ได้ เข้าใจได้ สัมผัสได้ด้วยจิตของตนเองเฉพาะตน คือ ของใครของมัน กรรมใครกรรมมัน จะรู้ จะเห็น จะเข้าใจ จะสัมผัส หรือปฏิบัติแทนกันไม่ได้ ธรรมะตถาคตไม่ใช่ของหยาบ หากแต่ละเอียด ประณีต ยากที่ปุถุชนธรรมดา ๆ จักพึงเข้าใจได้ตามความเป็นจริง)

          วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ สมเด็จองค์ปฐมทรงพระเมตตาปรากฏองค์ให้เห็น (สมเด็จพระพุทธสิขีทศพล คือ พระนามของพระองค์) จุดประสงค์เพื่อให้หมอตั้งวงสนทนาธรรมควรจักอยู่ตรงหน้าโลงแก้วของท่านฤๅษี คุยไปด้วย ช่วยกันดูแลไปด้วย ขอให้ปรับปรุงจุดนี้เสียใหม่ เพราะที่แล้ว ๆ มาประมาทเกินไป

          อนึ่ง แม้การสนทนาธรรมจักได้บุญ ก็ย่อมต้องดูด้วยว่าผู้รับรับได้หรือไม่ การคั่นเวลาด้วยการออกอุบายนั่งสมาธิเป็นระยะ ๆ ได้บุญมากกว่า เพราะบุคคลทุกคนย่อมทำปัจจัตตังให้เกิด ต่างกับการสนทนาธรรม ผู้ให้ตั้งท่าจักให้ในเมื่อผู้รับไม่ฟังแล้วไม่เก็บ ไม่นำมาปฏิบัติก็ไร้ผล เพราะฉะนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งให้บุคคลเหล่านั้นสนทนาธรรมแล้วประเด็นหนึ่งๆ ควรจักให้ทุกคนทำสมถะภาวนากันคนละ ๑๕ นาที แล้วหวนกลับมาทำวิปัสสนาในเรื่องที่สนทนากัน ในประเด็นนั้น ๆ อีกครั้งละ ๑๕ นาที กล่าวคือ พอจบเรื่องหนึ่ง อาทิเช่น อายตนะ ๖ กล่าวคือวิญญาณสัมผัส เอาประเด็นของตา พูดจบก็ให้นั่งสมาธิ ทำจิตสงบ ๑๕ นาที แล้วก็พูดว่าไหนลองคิดเรื่องตาสัมผัสซิว่าเป็นอย่างไร ให้เขาคิดกันพอประมาณ ๑๕ นาที แล้วก็ถามความรู้สึกของแต่ละคน จักได้ธรรมที่ละเอียดยิ่งขึ้น ถ้าจักให้ดีควรเริ่มด้วยการเข้าใจในการตัดสังโยชน์ ๓ ก่อนเป็นเรื่องแรก คุณหมออย่าทำตัวเป็นผู้ให้โดยไม่รู้กำลังของผู้รับ จงใช้อุบายสัจจานุโลมิกญาณ คือ ถอยหน้า ถอยหลังในสมถะและวิปัสสนา เป็นลูกล่อลูกชนให้บุคคลผู้รับเหล่านั้นสามารถสัมผัสธรรมพระโสดาบันด้วยตนเองก่อน เรื่องอายตนะนั้นหนักเกินไป เอาเบา ๆ ก่อน ออกตัวไปเลยว่าคุยกันมาหลายคืนแล้ว คอชักแห้ง ขอให้ทุกคนฟังการสนทนาธรรมเป็นหัวข้อ ๆ แล้วทำสมาธิสลับฉาก จบแล้วถามความรู้สึกว่า ธรรมนี้เป็นอย่างไร (หมายถึงการปฏิบัติแบบนี้ อย่างนี้ซิ ผลมันจักบังเกิดขึ้นได้เพราะฟังด้วยปฏิบัติด้วย

          ผมได้ปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ทรงพระเมตตารับสั่งอยู่ได้ไม่กี่คืน ทุกคนก็ชอบใจ เพราะฟังแล้วได้ปฏิบัติไปด้วย จิตก็ก้าวหน้าไปด้วย ทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่ก็มีอุปสรรคมาขัดขวาง เพราะมีศิษย์ของหลวงพ่อมาจากต่างจังหวัดกันมากเป็นกลุ่ม ๆ จากภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ มากันไม่เป็นเวลา ถึงเมื่อไหร่ก็เข้ามารุมล้อมวงสนทนาทันที ทำให้ไม่สามารถจะทำแบบที่พระองค์ทรงแนะนำไว้ต่อไปได้ จึงขออนุญาตพระองค์หยุดไว้ชั่วคราวก่อน แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุด ความจริงมีเหตุการณ์ที่เข้ามาตัดอีกหลายเรื่อง แต่ไม่ทรงอนุญาตให้เปิดเผย

          วันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ ที่ศาลา ๑๒ ไร่ ผมและคณะ มี คุณพรนุช คุณจำปี และคุณ ลือชา ตามลำดับขึ้นไปทอดผ้าบังสุกุล และถวายสังฆทานให้หลวงพ่อพระท่านว่าชุดนี้พุทธภูมิทั้งชุดขอผ่านไปเล่าเรื่องคุณลือชาซึ่งบินตรงมาจากอเมริกาเมื่อวานนี้ (ถ้าจำไม่ผิด)ท่านตรงมาหาผม และคุยให้ผมฟังเป็นการส่วนตัว มีความว่าเมื่อทราบข่าวว่าหลวงพ่อทิ้งขันธ์ ๕ ไปจิตท่านเศร้าหมองมาก เพราะคิดถึงหลวงพ่อ จึงใช้พระธรรมเป็นเครื่องปลอบใจ โดยการจงกรม เจริญอานาปานุสติ พร้อมภาวนาพุท-โธ แต่จิตคิดถึงหลวงพ่อ เมื่อจงกรมอยู่ตาเนื้อเห็นหลวงพ่อในรูปของพระสงฆ์เดินอยู่ข้างหน้า ทิ้งระยะพอสมควร ก็เดินตามท่านไป จิตก็เป็นสุขมาก แต่ในที่สุดหลวงพ่อเดินช้าลง ๆ จนกระทั่งกายของท่านมาซ้อนกายของผม (คุณลือชา) กายของผมกลายเป็นหลวงพ่อไป ผมตกใจมากกลัวว่าจะเป็นบาป จึงตัดสินใจบินมาประเทศไทย แล้วตรงมาถามพี่หมอนี่แหละ

          ผมฟังปัญหาของคุณลือชาแล้วก็หัวเราะ ตอบว่าทำไมจึงคิดอย่างนั้น มันเป็นอกุศลทำร้ายจิตตนเองให้เศร้าหมอง ทำไมไม่คิดว่าเราโชคดีแล้วหนอที่หลวงพ่อท่านเมตตาสงเคราะห์เราโดยตรง เวลาเรากำลังจะมีภัยอันตราย เราก็นึกถึงท่าน ขอบารมีท่านให้ครอบคลุมร่างกายของเราไว้ ศัตรูจะได้ตกใจกลัวไม่กล้าทำร้ายเรา เพราะเมืองที่คุณลือชาอยู่มีอเมริกันสัญชาตินิโกรอยู่มาก ตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น พวกเรายืนสูงแค่ไหล หรือต่ำกว่าไหล่ของเขาเท่านั้น หากคิดอย่างนี้เป็นคุณหรือเป็นโทษ ตอบว่าเป็นคุณ

          ผมก็อธิบายว่า การนึกถึงหลวงพ่อเป็นสังฆานุสติเป็นบุญหรือเป็นบาปตอบว่าเป็นบุญ ผมถามว่า การเห็นพระจัดเป็นอุดมมงคลหรืออัปมงคล ตอบว่า เป็นมงคลใหญ่ ผมก็ถามว่าหายสงสัยแล้วหรือยัง ตอบว่า หายสงสัยแล้วครับพี่หมอ ผมก็แนะนำว่า ทุกสิ่งที่มากระทบใจเรา โดยผ่านทวารทั้ง ๖ หรืออายตนะ ๖ เราสามารถจะพิจารณาได้เป็นทั้งกุศล (บุญ) และอกุศล (บาป) แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ มักจะคิดไปทางอกุศลก่อนเสมอ มีผลทำให้จิตตนเองเศร้าหมอง (เป็นกิเลส เป็นบาป) เราเองเป็นผู้สร้างกรรมนี้ให้เกิด คือ ชอบจุดไฟเผาใจตนเองโดยไม่รู้ตัว จุดนี้แหละ เราได้ขาดเมตตาตนเอง เพราะเบียดเบียนตนเองเป็นประการแรกพอไฟภายในลุกขึ้น เราก็เที่ยวเอาไฟภายในของเราไปจ่อให้ผู้อื่นเขาไฟลุกตามเราด้วย อย่างนี้เขาเรียกว่านักวางเพลิง นักปลุกระดมให้ผู้อื่นไฟลุกเหมือนกับตน

          ขอสรุปว่าบุญบาปอยู่ที่จิต เกิดที่จิตของเราก่อนเสมอ จงอย่าพยายามหาบุญบาปที่อื่นทุกอย่างอยู่ ที่กายเราและจิตของเราทั้งสิน พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ มีความว่า วันหนึ่ง ๆไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มาก เท่ากับอารมณ์จิตของเราทำร้ายตัวเราเองขอจบจุดนี้ไว้แค่นี้

          วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ ผมและคุณสุรีพรเฝ้าหลวงพ่อตลอดคืนมาเป็นวันที่ ๙ กฎของกรรมก็ตามมาให้ผล คือ นินทาปสังสา อันเป็นโลกธรรม ๘ ที่ทุกคนที่เกิดมาในโลกจะไม่ถูกกระทบนั้นไม่มีจึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของบุคคลสองกลุ่ม กลุ่มที่อกุศลกรรมกำลังให้ผล ก็คิดไปในทางไม่ดี หาบาปอกุศลเพิ่มให้กับตน จุดไฟเผาใจตนเอง ส่วนกลุ่มที่ตัวกุศลกำลังให้ผล ก็คิดไปในทางดี หาบุญเพิ่มให้กับตน เช่น ขอโมทนาสาธุ เป็นต้น ง่าย สะดวกเกือบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นอกจากจะใช้กำลังใจ(บารมี) นิดหน่อยเท่านั้น (บารมี ๑๐ มีปัญญาบารมีเป็นหัวหน้า)ท่านก็ได้บุญไปมากมาย ธรรมภายนอกนั้นแก้ไขอะไรไม่ได้ พระองค์ให้สนใจแต่ธรรมภายใน ให้แก้ที่ตัวเรา จิตเราเองเป็นสำคัญเพราะทำได้ง่ายและรวดเร็ว(ถ้าเข้าใจในธรรมปฏิบัติ)

          ขอย้อนเล่าเรื่องในตอนดึกของวันเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ และ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ เวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. คณะสนทนาธรรมได้ขึ้นไปชั้นบนของศาลา ๑๒ ไร่ ด้านทิศใต้ เพื่อดูดาวประกายพรึกวันนี้ดาวลอยอยู่ต่ำมาก คือ สูงกว่าพื้นดินเล็กน้อยในแนวคลอง มองเห็นแสงไฟจากบ้านคนที่อยู่ใกล้ๆ ชัดเจน ผมขอบารมีพระเพื่อให้เห็นภาพใกล้ ๆปรากฏว่าดาวเหล่านั้น (มีอยู่หลายดวง) ลอยเข้ามาหา แล้วมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ ขนาดเอามือเอื้อมถึง ยังความประหลาดใจให้กับคณะสนทนาธรรมเป็นอย่างมาก ในคืนนั้นมีสาวน้อยเมืองนนท์อยู่ด้วย ส่วนใหญ่เป็นพวกชาวจังหวัดนครสวรรค์ บางคนพยายามเอื้อมมือออกไปพยายามจะจับดาวประกายพรึกนั้น แต่ดาวก็ถอยออกห่างทันทีพวกเราสนุกสนานและเป็นสุขมาก ที่ได้เห็นดวงจิตของพระอรหันต์(พระท่านเมตตาบอก) แต่ไม่เห็นอทิสมานกายของท่าน ซึ่งท่านจะให้เราเห็นก็ได้ไม่ให้เห็นก็ได้ สุดแต่ท่าน คณะสนทนาธรรมในช่วง ๐๑.๐๐ น. ไปแล้ว จะเหลือไม่มาก ส่วนใหญ่หลับหรือกลับไปนอนที่ห้องพัก จึงมีจำนวนคนประมาณ ๑๐ กว่าคนเท่านั้น

          แต่มีอยู่คืนหนึ่ง ผมพาคณะขึ้นไปดูก่อน ๒๔.๐๐ น. มีคนตามขึ้นไปกว่า ๓๐ คน ผมก็แนะนำให้ทุกคนนึกขอขมาพระรัตนตรัยก่อนแล้วขอบารมีพระ ดาวที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่ไกล ๆ ก็จะเคลื่อนเข้ามาหาผู้นั้นเอง บางคนเล่าว่า ท่านวิ่งเข้ามาหาเร็วมาก จนนึกกลัวว่าจะมาชนเราต้องถอยหนีก็มี ข่าวนี้กระจายไปทั่วศาลา ๑๒ ไร่ มีชาวบ้านและนักบวชที่มาจากวัดอื่น ๆ ตามขึ้นมาดู อยู่ข้างหลังเราเป็นกลุ่มใหญ่ ได้ยินเสียงเขาคุยกันว่ายืนดูอะไรกัน ไม่เห็นจะมีอะไรสักหน่อย และก็พากันกลับหมด ผมกำหนดจิตถามพระ ทรงตรัสว่า พวกเหล่านี้ศีลไม่บริสุทธิ์ ทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ จึงไม่เห็นอะไรที่มีดาวมากดวง เพราะพระเหล่านั้นท่านลงมา ปักแนวเขตของวัดท่าซุง ซึ่งจะขยายออกไปในอนาคต ซึ่งขยายออกไปถึงแนวคลอง ท่านเมตตาทำนิมิต (พุทธนิมิต ธัมนิมิต และสังฆนิมิต) ให้เห็นชัดเจนด้วยตาเนื้อ ผมไม่ได้เห็นคนเดียว แต่เห็นได้ทั้งกลุ่ม มีรายละเอียดอยู่มาก จึงของดไว้

          ตอนหัวค่ำคืนวันนี้ เด็กชายอายุ ๕ ปี หลานคุณเหลี่ยม จังหวัดนนทบุรี ซึ่งชอบดูดาวกับเขาด้วย (หมายถึงดาวพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน กับดาวหลวงพ่อ ซึ่งลอยอยู่เหนือเขตของวัดในแนวที่ขึ้นจากศาลาพระ ๔ องค์ ในปัจจุบันเรียกศาลาพระ ๕ องค์ และค่อย ๆเคลื่อนมาเขตวัดใหม่ เคลื่อนไปหาศาลา ๑๒ ไร่ แล้วก็ค่อย ๆ ห่างไปตามโลกหมุน) ปกติคนไม่ค่อยจะสนใจเด็ก วันนี้พระท่านสั่งให้ผมพาเด็ก ๕ ขวบ มานั่งกลางวงสนทนาธรรม แล้วผมก็เป็นคนถามเด็กว่า วันนี้หนูเห็นอะไรบนท้องฟ้า เด็กพูดดังฟังชัดว่า "เห็นพระบินมาในอากาศ" พอมาถึงดาว ก็หายเข้าไปในดาว พระก็กลายเป็นดาว เด็กเล่าอย่างภูมิใจ พูดวนไปวนมาอยู่แค่นั้น เพราะสนุกกับภาพที่ตนเห็นด้วยตา พระบินมาแล้วก็บินไป แล้วก็กลายเป็นดาว ทำมือทำไม้ประกอบคำพูด ทุกคนต่างนิ่งฟังเด็กพูด ผมถามเด็กว่า พระที่เห็นนั้นจำหน้าท่านได้ไหม เด็กตอบว่า จำได้สิ ผมชี้ให้เด็กดูภาพขนาดใหญ่ของหลวงพ่อที่นั่งอยู่ข้างพระประธาน องค์นี้หรือเหล่า เด็กก็ยืนยันว่าพระองค์นี้แหละ เล่นเอาคนที่กำลังฟังขนลุก บางคนก็อุทานออกมาตามอุปาทานของตน และแย่งกันถามเด็ก เด็กก็ตอบวนเวียนอยู่อย่างเดิม แล้วแถมท้ายว่า ท่านถือไม้เท้าด้วย (ผมไม่ได้ถามนำแต่อย่างใด เด็กพูดออกมาเอง) ขอจบสั้น ๆ เรื่องพระบินมาในอากาศ ความจริงเด็ก ๕ ขวบนี้ เห็นอะไรแปลก ๆ ที่พวกเราส่วนใหญ่ ๙๙% ไม่เห็น แต่พระท่านห้ามเล่น จึงขอหยุดไว้แค่นี้

          เด็ก ๕ ขวบจากจังหวัดนนทบุรี กับเด็กชาย ๙ ขวบ จากจังหวัดนครสวรรค์ ๒ คนนี้ พระท่านบอกว่าเคยได้อภิญญาโลกีย์มาก่อนในอดีต จึงรู้เรื่องในอดีตได้ดี มีทิพยจักษุญาณ ผู้คนจึงหันมาสนใจเรื่องฤทธิ์ของเด็ก ๒ คน ไม่สนใจพระธรรม ให้คุณหมอระวังจุดนี้ด้วย จักมีผลเสียแก่เด็กทั้งสองคนในภายหลัง (ทรงหมายถึงอย่าให้ผมสนับสนุนเด็กสองคนนี้มากเกินไปจนเกินพอดี) ก่อนจะจบเรื่องเด็ก ๒ คนนี้ ขอแถมอีกนิดว่า เด็กชายโออายุ ๕ ปีนี้ ฟังพระอภิธรรมแค่ครั้งเดียวก็สวดตามพระได้ โดยไม่ผิดแม้แต่คำเดียว จัดเป็นบุญเก่าของเด็กในอดีตชาติ ก็ขอจบไว้แค่นี้ เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่ก็ยิงติดฤทธิ์ สนใจเรื่องฤทธิ์มากกว่าพระธรรม ซึ่งเป็นตัวตัดกิเลสได้โดยตรง นำจิตให้พ้นทุกข์ได้โดยตรง แต่ส่วนใหญ่กลับไม่สนใจเท่าที่ควร

          สรุปว่า สนใจ ธัมเมามากกว่าธัมโม (ธัมเมา หมายความว่า ชอบสนใจแต่สิ่งที่อยู่นอกตัว ชอบส่งจิตออกนอกตัว ชอบสนใจแต่เรื่องไร้สาระ เรื่องที่เป็นสาระไม่ค่อยสนใจ ชอบยุ่งกับจริยาของผู้อื่น ชอบยุ่งกับกรรมของผู้อื่น ชอบหรือยึดติดอดีตธรรม ชอบปรุงแต่งอารมณ์จิตไปหาอนาคตธรรม ไม่ยอมอยู่ในปัจจุบันธรรม เป็นต้น จัดเป็นมิจฉาทิฎฐิ ซึ่งมีโทษสูงมากในพระพุทธศาสนา ส่วน ธัมโม ก็คือ อารมณ์ตรงข้ามกับธัมเมา พยายามให้จิตอยู่กับกายอยู่กับจิตของตน ไม่ไปยุ่งกับกายผู้อื่น จิตผู้อื่น ให้จิตอยู่กับธรรมปัจจุบันตลอดเวลา ไม่เกาะอดีตธรรม ไม่ฟุ้งไปหาอนาคตธรรม ในทางปฏิบัติแบบเบา ๆ ง่าย ๆ ก็คือ อย่าทิ้งอานาปาเป็นอันขาด จิตอยู่กับสมถภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนาตลอด โดยเฉพาะมรณานุสติควบกับอุปสมานุสติ และกายคตานุสติควบกับอสุภกรรมฐาน หากทำไม่ได้เพราะหนักเกินไป ก็เอาแค่อานาบวกภาวนาพุทโธ หรือภาวนาคาถาเงินล้านตลอด ก็จัดเป็นธรรมปัจจุบันทั้งสิ้น)

          พระธรรมที่ทรงพระเมตตาสอนระหว่างช่วงดึก

          (ระหว่างเวลา ๐๑.๐๐-๐๔.๐๐ น.) ขณะจงกรม พอสรุปได้ดังนี้

          ๑. "กิเลสเป็นตัวต่อกรรม แต่ปัญญาเป็นตัวตัดกรรม หากต้องการจะไปพระนิพพาน ต้องตัดกรรม ไม่ใช่ต่อกรรม" (หมายความว่า ให้จิตอยู่กับธัมโม ซึ่งเป็นสัมมาทิฎฐิ อย่าอยู่กับธัมเมา ซึ่งเป็นมิจฉาทิฎฐิ)

          ๒. “คนมีกิเลส กิเลสมันเป็นนาย สั่งการให้ต่อกรรม ติดกรรม ตำหนิกรรมของผู้อื่นอยู่ทุก ๆ วัน เพื่อหวังให้จิตติดชาติ ติดภพ ติดกรรม ที่ตนเป็นผู้สร้างไว้ ทำไว้เองทั้งสิ้น จึงวนเวียนอยู่ในวัฏจักรอย่างหาที่สุดไม่ได้ ผู้มีปัญญาเท่านั้น ท่านรู้โดยหยุดจิตตนเอง ไม่ให้ต่อกรรม ก่อกรรมขึ้นอีก แล้วหาวิธีตัดกรรมให้หมดไปได้ในที่สุดด้วยปัญญา"

          ๓. ท่านผู้หนึ่ง ท่านกำลังจงกรมอยู่ เกิดปวดท้องฉี่ ก็นึกว่าแหมถ้าเอาใจไปฉี่ได้ก็จะดี "หลวงพ่อท่านก็มาเคาะกบาลผู้นั้นแล้วสอนว่า "ไอ้ขี้หมา" ทุกข์ของกายใจมันแก้ได้หรือ ให้มันรู้เสียบ้างว่า ทุกข์ของกายฝืนไม่ได้ ทุกข์ของใจฝืนได้ ใจมันฉี่แทนได้รึ” ทุกข์กายแก้ที่กาย ทุกข์ใจแก้ที่ใจ มัวแต่คิดบ้า ๆ ก็เลยเอาดีไม่ได้สักที

          วันอังคารที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ (คืนที่ ๑๗ ที่อยู่เฝ้าตลอดคืน) ขออนุญาตเอาเรื่องทางโลกมาเล่าให้ฟังสักหนึ่งเรื่อง โดยไม่มีเจตนาตำหนิกรรมของท่าน เพราะเรื่องนี้คิดได้ทั้งเป็นทางโลกและทางธรรม สุดแต่ปัญญาของแต่ละคน

          คุณเหลี่ยม (เมืองนนท์) เกาหัวแต่ไม่หายคัน ความโดยย่อว่า ขณะนอนอยู่ในห้องที่พัก ซึ่งมีคนมาพักกันมาก จึงต้องนอนชิด ๆ กัน ขนาดต้องเอาหัวชนกันจึงจะนอนได้พอดี คืนนั้นเธอนอนไม่ค่อยหลับ เพราะคนมาก รู้สึกคันหัว ก็ยกมือขึ้นเกาหัวตรงที่คัน แต่เกาเท่าไหร่ๆ มันก็ไม่หายคันสักที (ง่วงก็ง่วง คันก็คัน) จึงชักสงสัยว่าเพราะอะไร เลยตะแคงตัวดูมือตนเองที่กำลังเกาหัวอยู่ ปรากฏว่ามันไม่ใช่หัวกูนี่หว่า มันกลายเป็นหัวคนอื่น มิน่าเกาเท่าไหร่ ๆ มันถึงไม่หายคันสักที ทางโลกมันก็น่าขำเป็นธรรมดา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา แต่ผู้มีปัญญาท่านฟังแล้ว ท่านเอาธรรมทางโลก อันเป็นธรรมภายนอกนั้น มาพิจารณาให้เป็นธรรมพ้นโลก หรือเป็นธรรมภายในได้หมด (เอาทุกสิ่งที่มากระทบทางอายตนะทั้ง ๖ ประตูทั้ง ๖ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มาพิจารณาด้วยปัญญาเป็นพระกรรมฐานได้หมด ทางโลกเขาพูดว่า เอาวิกฤติมาเป็นโอกาส) เช่น พิจารณาเข้าสู่อริยสัจ กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ หากเราหาต้นเหตุแห่งกรรมนั้นไม่พบ เราก็แก้กรรมหรือปัญหานั้นไม่ได้ เป็นต้น

          วันพุธที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๕ คืนวันนี้ตำรวจ-ทหารช่วยกันจับขโมยได้ ๑ คน ที่พระจุฬามณี เวลา ๒๒.๐๐ น. แต่งตัวเป็นเพศหญิง มีบัตรประจำตัวเป็นนางสาว แต่รูปร่าง ท่าทาง การเดินเหมือนผู้ชาย ดัดเสียงให้เป็นผู้หญิง จึงให้นักสืบชื่อเหลี่ยม (สาวน้อยเมืองนนท์) ไปตรวจค้นตัว พบว่าแกไม่มีนม ให้ตรวจครั้งที่ ๒ ในห้องน้ำเพื่อดูเพศ ผลเป็นตัวผู้ ไม่ใช่ตัวเมียตามที่คิดไว้ ขโมยคนนี้ปีนรั้วด้านหน้าเข้ามางัดตู้บริจาคเงินที่พระจุฬามณี ตำรวจ-ทหารจึงซุ่มรอเวลา พอใกล้สี่ทุ่มก็เข้ามางัดตู้บริจาคเงิน พวกทหารหนุ่มวิ่งตามจับกันหลายคนยังไม่ทัน ไวเหมือนลิง ต้องยิงขู่จึงจะจับได้ พอจับมาสอบสวนที่ ๑๒ ไร่ เธอร้องไห้เสียงดังมาก จนคิดว่าน้ำตาคงไหลออกมาสัก ๑ ขัน จึงให้คณะของเราไปดู ผลปรากฏว่าไม่มีน้ำตาเลยแม้แต่หยดเดียว เอาเป็นว่าเป็นกฎของกรรมตามที่พระท่านบอก อาจารย์อนงค์ท่านเมตตาอบรมให้เป็นชั่วโมงตัวต่อตัว (ไม่ใช่ ๒ ต่อ ๒ ซึ่งกลายเป็น ๔ คนไป) แล้วก็ปล่อยตัวไป

          ตอนดึกคืนนั้นมีนิมิตให้เห็นหลายอย่างเกี่ยวกับหลวงพ่อ พระไม่ให้เปิดเผย ส่วนธรรมะที่สอนบางตอนมีดังนี้

          ๑. “จงอย่าเก็บความเลวของบุคคลอื่นเอาไว้ในจิต (เกี่ยวกับเหตุการณ์ตอนหัวค่ำ) เพราะความเลวของตนยังต้องเพียรละอยู่ ขอให้เคารพกฎของกรรมให้มากๆ)"

          ๒. "การไปพระนิพพาน พึงละที่ความเลว ประกอบแต่ความดีแต่ไม่ติดดี จึงจักไปพระนิพพานได้"

          ๓. วันและกาลเวลานั้น เป็นสิ่งสมมุติในโลกทั้ง ๓ และอบายภูมิ ๔ ซึ่งล้วนติดความสมมุติแห่งวันและเวลาทั้งสิ้น ขอให้พวกเจ้าจงมีความภูมิใจในหน้าที่นี้เถิด จิตจักได้มีพลัง ต่อสู้อดทนกับอุปสรรคใด ๆ ทั้งปวง มุ่งมั่นกอปรกิจนี้ด้วยความเพียรเพื่อพระพุทธศาสนาอันที่จักได้ดำรงสืบไป

          ในคืนวันพุธนี้ หลวงพ่อท่านมาปรากฏให้เห็นเป็นองค์พระสงฆ์ที่ด้านหลัง (ทิศใต้) ศาลา ๑๒ ไร่ คณะสนทนาธรรมประมาณ ๒๐ คน ต่างก็เห็นทั่วกันทุกคนด้วยตาเนื้อ หลวงพ่อมาพร้อมกับสมเด็จองค์ปฐมเป็นประธาน สมเด็จองค์ปัจจุบัน พรหม เทวดา นางฟ้าชั้นต่าง ๆ ลงมาเป็นสาย สีสวยมาก แดง เขียว ขาว เหลืองเป็นสาย ทุกคนตื่นเต้นเป็นสุขมากที่พระท่านเมตตาให้เห็น บุคคลใดจิตถึงและเข้าใจธรรม เรื่อง พุทโธอัปมาโณ ธัมโมอัปมาโณ สังโฆอัปมาโณ แล้ว ก็จะไม่สงสัยในธรรมที่ผมเล่าให้ฟัง (เขียน) นี้ แต่จิตผู้ใดยังไม่ถึงก็ย่อมสงสัยเป็นธรรมดา จึงขอเล่าไว้สั้น ๆ แค่นี้

          วันอังคารที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๓๕ (คืนที่ ๒๔ ที่อยู่ตลอดคืน) ความหนาวเย็นของอากาศในหน้าหนาวปกคลุมศาลา ๑๒ ไร่ เต็มที่ ตอนหัวค่ำมีฆราวาส พระ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ต่างพร้อมใจกันมาเฝ้าหลวงพ่อ พอ ๒๒.๐๐ น. คนก็ซาไปมากจนบางตา (คงจะทนความหนาวไม่ไหว) พอ ๒๓.๐๐-๒๔.๐๐ น. ก็ทยอยกันนอนเฝ้าถึง ๐๒.๐๐ น. เหลือ ๔-๕ คน ทุกคนพยายามเฝ้าตลอดคืน แม้จะหนาวเย็นสักแค่ไหนก็ตาม ใช้อิริยาบถ ๔ เป็นหลักปฏิบัติ

          ผมขอเล่าเฉพาะในส่วนของผม ผมยกเอาภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลที่ ๑ ของกรมตำรวจ มาคิดพิจารณาเป็นกรรมฐาน จิตเห็นนิมิตภาพนั้นเป็นรูปถนนราชดำเนินอันกว้างใหญ่ ยาวสุดสายตา ในเวลากลางคืนตอนดึก ๆ มีตำรวจยืนอยู่แต่เพียงผู้เดียว คำบรรยายใต้ภาพเขียนไว้ว่า ยามเอ๋ย ยามนี้ คงจะมีแต่เราเฝ้าถนน จิตก็น้อมธรรมนั้นเข้ามาเป็นธรรมภายในว่า ยามเอ๋ย ยามนี้ คงจะมีแต่พวกเราเฝ้าหลวงพ่อ ขณะที่จงกรมไปถึงรูปหลวงพ่อที่นั่งอยู่ก็หยุด เอาจิตไปกราบท่าน ท่านก็ยิ้มให้เห็นด้วยความเมตตา เมื่อผมเดินไปด้านซ้าย สายตาท่านก็มองตาม ผมเดินมาด้านขวา ท่านก็มองตาม เรียกว่าผมไม่คลาดสายตาของท่านเลยตลอดเวลา แม้จะเดินออกห่างจากรูปท่าน ไม่ว่าจะอยู่จุดใดในบริเวณศาลา ๑๒ ไร่ ก็ยังอยู่ในสายตาของหลวงพ่อ ผมจึงเอาข้อสังเกตนี้ไปเล่าให้เพื่อนๆ ที่อยู่เฝ้าหลวงพ่อในยามดึกฟัง แล้วให้ทดลองใช้อุบายนี้ดู จะทำให้จิตเราโปร่งเบา และไม่ง่วงนอน เมื่อทุกคนนำไปใช้ก็ได้ผล

          พระท่านทรงพระเมตตามาสอนว่า เวลาจงกรมให้ขอบารมีพระ ขอบารมีหลวงพ่อให้ครอบคลุมกาย วาจา และใจของเรา ให้อยู่ในสัมมาทิฎฐิ (สัมมาปฏิบัติจักได้เกิดกับเรา) ให้นิมิตเห็นองค์หลวงพ่อเป็นรูปพระสงฆ์เดินอยู่ข้างหน้าเรา แล้วการปฏิบัติของเราก็ก้าวหน้าไปด้วยดี

          ทำไมจึงต้องเฝ้าหลวงพ่อ หรือเฝ้าทำไม คือ ปัญหาที่บุคคลบางกลุ่มสงสัย และถูกวิจารณ์หนักซึ่งเป็นจุดที่พระท่านมาสอนในระหว่างจงกรมในตอนดึกธรรมที่ทรงเมตตาแนะนำนั้นมีอยู่มาก จึงขอเล่าแค่หัวข้อ ดังนี้

          ๑. ให้เห็นทุกข์จากการเกิดมีร่างกาย หรือสัจธรรม ๕ (เกิด แก่ เจ็บ ตาย)

          ๒. เรื่องนัตถิโลเก อนินทิโต ไม่มีใครในโลกที่จะเว้นจากการถูกนินทา

          3. ให้เห็นกฎของกรรมโดยละเอียดว่า กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ หากเราไม่เคยทำกรรมเหล่านี้ไว้ในอดีต วิบากกรรม หรือเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับเรานั้นเป็นไปไม่ได้ จึงให้ทุกคนเคารพในกฎของกรรม ซึ่งจัดเป็นอริยสัจขั้นสูง

          4. ที่ว่ามีดวงตาเห็นธรรมนั้น เขาเห็นกันอย่างไร เห็นกันตรงไหน

          ๕. ให้ยอมแพ้ความชั่ว หรือความเลวของคนอื่น เพื่อที่จะได้ชนะความชั่วหรือความเลวของตนเอง หรือกล่าวสั้น ๆ ว่าแพ้เพื่อที่จะชนะ ซึ่งรัชกาลที่ ๙ ทรงรับสั่งกับทูตเกาหลีว่า "เรายอมขาดทุนเพื่อที่จะได้กำไร" ล้วนเป็นธรรมอันเดียวกัน

          ๖."ธรรมะย่อมชนะอธรรม" และ "ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม"

          ๗."ตถาคตตรัสสิ่งใดแล้วไม่เคยคืนคำ ไม่จริงตถาคตไม่ตรัส"

          ๘. ทรงเน้นเรื่องความไม่ประมาทในความตาย ไม่ประมาทในธรรมปฏิบัติ โดยเฉพาะประมาทกิเลสแม้แต่กิเลสเล็กๆน้อยๆ (เกลียดอย่างยิ่งคือ เพศตรงข้าม หากต้องการจะตัดราคะ, กลัวอย่างยิ่ง เรื่องความผิดเล็กๆ น้อยๆ เพราะของใหญ่ย่อมเกิดจากของเล็กก่อนเสมอหากจิตชินต่อกรรมชั่ววันละเล็กวันละน้อย ที่สุดจิตจะชินต่อการทำชั่วกลายเป็นฌานในมิจฉาทิฎฐิ ซึ่งแก้ยากมาก, ระวังอย่างยิ่ง เรื่องอายตนะ ๖ ประตู ทั้ง ๖ ทวารทั้ง ๖ ให้ระวังประตูจิตหรือประตูใจเป็นสำคัญ ตลอดเวลาเป็นอกาลิโก, ตบะอย่างยิ่ง หรือให้มีความเพียรอย่างยิ่งในการเผากิเลส ทำลายกิเลส ละกิเลสที่ยังมีอยู่ในจิตของตนด้วยความไม่ประมาท ให้ใช้อิทธิบาท ๔ แบบตอนที่พวกเธอเพียรรักษาศีล จนกระทั่งศีลรักษาเธอไม่ให้กระทำผิดศีลอีก ศีลเข้าถึงใจ กลายเป็นสีลานุสติจิตเกิดอัตโนมัติเองในการไม่กระทำผิดศีลอีกต่อไปตลอดชีวิต)

          ๙. อุปสรรคใด ๆ ที่เกิดกับพวกเธอ เธอจงเอาอุปสรรคเหล่านั้นมาคิดพิจารณาให้เป็นพระกรรมฐานให้เกิดประโยชน์กับจิตของเธอเอง โดยจงอย่าทิ้งอริยสัจเป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญหา เพราะ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้ด้วยอริยสัจ และพระสาวกของตถาคตทุก ๆ องค์ ต่างก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยอริยสัจทั้งสิ้น มีทางนี้ทางเดียว ทางอื่นไม่มี

          ๑๐. ขอยกตัวอย่างรายละเอียดสัก๑เรื่องขณะนี้เรารบกับอารมณ์ปฏิฆะโดยตรงถ้าเราไม่พอใจบุคคลเหล่านี้ เท่ากับเราสอบตกในอารมณ์โทสะจริตบุคคลเหล่านี้มาตามกรรมทั้งสิ้น เป็นครูทดสอบอารมณ์โทสะของเรา คถาคตสอนให้ละมิใช่ยึดอารมณ์โมหะโทสะ ราคะ เพราะฉะนั้น ผู้จะเข้าถึงพระพุทธศาสนาจิตย่อมเข้าถึง หรือเต็มไปด้วยศีลสมาธิปัญญาเมื่อมีศีลจะฆ่าเขาก็ไม่ได้เมื่อมีสมาธิตั้งมั่นก็โกรธหรือรักเขาไม่ได้มีแต่ความ กรุณาสงสารในความหลงผิดที่เขาเป็นไปเมื่อมีปัญญาตั้งมั่นอริยสาวกของตถาคตก็จักไม่หลงไปในกฎของกรรมอีก การกระทำใดๆ อันไม่มีอารมณ์หลง โกรธ โลภ เข้ามาครอบงำ อันนั้นเรียกว่าเป็นการตัดกรรมนั่นเอง

          วันศุกร์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๕ระหว่างนี้การปฏิบัติธรรมของพวกเรามักมีอุปสรรคเสมอ ทำให้พวกเราบางคนรู้สึกหนักใจ พระท่านทรงเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. “ธรรมของตถาคตมีแต่ปัจจุบัน มีเหตุจึงจักมีผล ผ่านไปแล้วก็ยังไม่ใช่ ยังไม่เกิดก็ไม่ใช่ ขอให้พวกเจ้าอย่าได้หวั่นไหวเถิด (หมายความว่า ให้ระวังจิตอย่าให้หวั่นไหวไปในอดีตที่ผ่านมาแล้ว และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ให้อยู่แต่ในธรรมปัจจุบัน"

          ๒. “พวกเจ้าจงรบอยู่แต่ในธรรมปัจจุบัน จะยังอารมณ์จิตให้คลายจากความวิตกกังวล กองทัพธรรมของพวกเจ้ามีตถาคตเป็นหัวหน้า จงมาพิสูจน์กันว่าธรรมะจะชนะอธรรมได้หรือไม่ เป็นโอกาสแล้วที่จักพิสูจน์ความไม่กลัวตาย รบแค่สู้ตาย เพื่อมอบกายถวายชีวิตยังพระนิพพานจุดเดียว จงอย่ามีอารมณ์ มองกฎของกรรมให้ปรากฏ แพ้หรือชนะไม่มี มีแต่กฎของกรรม"

          ๓. “อนึ่ง จงดูการหวั่นไหวไปในโลกธรรมทั้งมวลของโลกียชน ไม่ว่าในหมู่ฆราวาส หรือนักบวช ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เกิดขึ้นเยี่ยงไร เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร นี่คืออริยสัจ ควรที่จักศึกษาเอาไว้ จักได้ยอมรับกฎของกรรมทั้งปวง พวกเจ้าต้องการพ้นโลกธรรม ก็ต้องรู้จักโลกธรรม เห็นทุกข์ในการถูกรุกราน ทางกาย วาจา ใจ จึงจักพ้นโลกธรรม พ้นสภาวะโลกียชนได้ ดูความเกิดขึ้น ดูความเสื่อมไปของโลกธรรม ๘ ประการ ประเดี๋ยวสมหวัง ประเดี๋ยวผิดหวัง หาความเที่ยงแท้ไม่ได้ ต่างกับความเป็นพระอริยเจ้า เป็นแล้วใครจักมาตั้งหรือปลดออกก็ไม่ได้ พวกเจ้าควรจักปรารถนาอันนี้ต่างหาก"

          ๔. “ข้าศึกแห่งพระพุทธศาสนา ก็เปรียบดุจข้าศึกที่ท้าทายในมรรคาทั้งปวง การต่อสู้สัประยุทธ์ครั้งนี้ จงเล็งเห็นประโยชน์เถิด ยิ่งถูกกระทุ้งมากเท่าไร ก็จักได้ดูอารมณ์จิตของเราว่าพร้อมแค่ไหนในการให้อภัยทาน ตรวจสอบอารมณ์โกรธ โลภ หลง ยังมีอยู่สักเท่าใด ถ้าพวกเจ้าชนะด่านนี้ได้เมื่อไหร่ หมายถึงอารมณ์จิตของพวกเจ้าพร้อม ขอให้พ้นภัยตัวเอง"

          วันเสาร์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๕ ครบ ๕๐ วันงาน หลวงพ่อสมเด็จพุฒาจารย์ วัดสระเกส เป็นประธาน ท่านเทศน์ ๑ กัณฑ์ ท่านยกย่องหลวงพ่อเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับผลงานในพระพุทธศาสนา มีรายละเอียดทั้งในเทปและในธัมมวิโมกข์ โปรดช่วยตนเอง

          ขอสรุปธรรมที่พระพุทธองค์ทรงเมตตาสอนในระหว่าง ๕๐ วันแรก เท่าที่ผมเห็นว่าควรจะมีประโยชน์กับผู้อ่าน ดังนี้

          ๑. ทรงเน้นการตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรก เป็นสำคัญ ด้วยอุบายต่าง ๆ เพื่อปิดนรกให้ได้เร็วที่สุด เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่ขอเขียนรายละเอียด

          ๒. สังโยชน์ ๓ ข้อแรก ทรงเน้นเรื่องศีลเป็นสำคัญ คือ สีลัพพตปรามาส (สีลัพพตปรามาส ซึ่งแปลเอาความหมายทางธรรมว่า รักษาศีลให้บริสุทธิ์ จนเป็นอธิศีล)

          ๓. มีเหตุจึงจักมีผล พิจารณาได้หลายระดับ หลายวิธีตามบารมีธรรมของแต่ละคน ซึ่งไม่เสมอกัน เช่น

                ๓.๑ ศีลเป็นรากฐาน หรือเป็นพื้นฐานของพระธรรมผู้ใดไม่มีศีลอยู่กับจิตจิตผู้นั้นก็ไม่สามารถจะรองรับพระธรรม ในพระพุทธศาสนาได้ตามความเป็นจริง

                ๓.๒  ศีลบริสุทธิ์เป็นเหตุ จึงมีผลทำให้จิตบริสุทธิ์ หรืออธิศีลเป็นเหตุ มีผลให้เกิดอธิปัญญาตามลำดับ หรือศีลบริสุทธิ์เพียงใด จิตก็บริสุทธิ์เพียงนั้น จิตบริสุทธิ์เพียงใดก็เกิดปัญญาในการตัดกิเลสได้ มากเพียงนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน แยกกันไม่ได้ในการปฏิบัติ จำเป็นต้องปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน ตั้งแต่เริ่มต้นเข้ามาในพุทธศาสนา จนกระทั่งจบกิจ จิตดวงนั้นก็มีอัตโนมัติอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ตลอดเวลา เป็นอกาลิโก ศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมมาจากอริยมรรค ๘ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเพื่อตัดกิเลสให้ขาดหรือตายได้อย่างถาวร เป็นข้อปฏิบัติในอริยสัจ ๔ ซึ่งเป็นตัวปัญญาสูงสุดในพระพุทธศาสนา และมีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น ศาสนาอื่น ๆ ไม่มี

                ๓.๓ ศีลจะขาดได้ต้องประกอบด้วยองค์ ๓ คือ

                        ก) มีเจตนาที่จะทำชั่ว

                        ข) ทำตามเจตนาที่ตนคิดชั่วไว้

                        ค) ทำแล้วก็สมตามเจตนา

          หากมีกรรม (การกระทำ) ครบ ๓ ข้อนี้ ศีลขาด ๑๐๐% หากเพียงแค่คิดทำชั่ว แต่ยังไม่ลงมือทำ ศีลก็ยังไม่ขาด แต่ศีลก็ด่าง เป็นความชั่วระดับมโนกรรม หากลงมือกระทำชั่วตามที่คิด แต่ไม่สำเร็จตามที่คิด ศีลก็ไม่ขาด ศีลทะลุเป็นรู ๆ เช่น วางแผนคิดจะโกหกเขา โดยเจตนาเพื่อเอาประโยชน์ใส่ตน แล้วก็ทำตามแผนคือ พูดโกหก พูดไม่ตรงกับความเป็นจริง เพื่อหวังผลประโยชน์ให้ตนเอง แต่บังเอิญผู้รับฟังไม่เชื่อ ศีลก็ไม่ขาด แต่ทะลุเป็นรูแล้ว เป็นความชั่วขั้นวจีกรรม โดยมีมโนกรรมเป็นหัวหน้า ขอให้ผู้อ่านเอาไปคิดพิจารณาต่อเอง ปัญญาก็จะเกิดขึ้นจริง ๆ หมายความว่า จริงที่เรา จริงที่ผลของการปฏิบัติของเราเองเท่านั้น การพูด การสนทนาธรรม การอ่านหนังสือธรรมะมาก ๆ ยังไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงแค่แนวทาง เป็นแค่หนทางของการปฏิบัติเท่านั้น ของจริงอยู่ที่ผล ซึ่งไม่สามารถจะทำแทนกันได้ โมทนากันไม่ได้ ของใครก็ของมัน หรือกรรมใครกรรมมันทั้งสิ้น

                ๓.๔ พระโสดาบันท่านตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกได้แล้ว ความสำคัญอยู่ที่ศีล แต่ศีลก็ยังแยกออกเป็น ๓ ระดับ คือ ศีลไม่ขาด แต่จิตยังหยาบอยู่เป็นเหตุ มีผลทำให้ต้องมาเกิดอีก ๗ ชาติ, ศีลไม่ขาด แต่วจีกรรมยังไม่สมบูรณ์เป็นเหตุ มีผลทำให้ต้องมาเกิดอีก ๓ ชาติ, ศีลไม่ขาด แต่มโนกรรมยังไม่สมบูรณ์เป็นเหตุ มีผลทำให้ต้องมาเกิดอีก ๑ ชาติ

          สรุปในข้อนี้ก็คือ จะต้องใช้กรรมบถ ๑๐ เป็นหลักในการปฏิบัติร่วมด้วย จึงจะทำให้ศีลบริสุทธิ์ขึ้น (กรรมบถ ๑๐ แบ่งเป็น ๓ หมวด มีกายกรรม ๓ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม, วจีกรรม ๔ มีไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเรื่องไร้สาระ, มโนกรรม ๓ มีไม่คิดอยากได้ของผู้อื่นโดยไม่ชอบ ไม่คิดประทุษร้ายผู้อื่น ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า) ในข้อนี้ทรงตรัสไว้ย่อ ๆ มีความหมายว่า"ไม่ทำ ไม่พูด ไม่คิด (ชั่ว)"หมายความว่า ไม่เอากายไปทำชั่ว ๕ ประการ ก็คือศีล ๕ นั่นเอง ไม่พูดคือ ระวังกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ นั่นเอง ไม่คิดก็คือระวังมโนกรรม ๓ เกี่ยวกับอารมณ์ โลภ โกรธ หลง นั่นเอง

                   ขอยกตัวอย่างเช่น

                   ก) เราจะมาวัดท่าซุง และนอนค้างอยู่ที่วัดสัก ๒ - ๓ คืน ก่อนจะมาปากสั่งเด็กที่บ้านว่า ฉันจะไปค้างวัดสัก ๒ คืน เธออยู่ทางนี้ทำความสะอาดห้องฉันให้ดี ยุง มด แมลงสาบ เธอจัดการให้เรียบร้อยนะ ตนเองมิได้ทำบาปทำชั่ว แต่ปากไม่ดี สั่งผู้อื่นให้เขากระทำผิดศีลเพื่อเราหรือแทนเรา เรื่องวจีกรรมนี้ละเอียดมาก ผมขอเขียนไว้แต่ตัวอย่าง โปรดช่วยตนเองในการปฏิบัติ

                   ข) เราจะมาวัดค้างสัก ๒ คืน แต่มิได้สั่งเด็กให้ทำความสะอาดห้องนอน พอเรากลับจากวัด เด็กรายงานว่าตอนที่คุณไปค้างวัด หนูทำความสะอาดห้อง พบ ยุง มด แมลงสาปมากมาย หนูเลยจัดการเสียเรียบร้อยแล้วค่ะ เราก็ตอบว่า เออดี เอาไปๆ ๒๐ บาท เป็นรางวัลเด็ก ผลของกรรมก็คือ จิตเรายินดีด้วยกับการกระทำผิดศีลของเด็กโดยตรง คือ เท่ากับเราไปโมทนาบาปของเด็กที่กระทำผิดศีลข้อที่หนึ่ง ๑๐๐% เพราะจิตของเรายังหยาบเกินไป ดังนั้น ศีลจะละเอียดขึ้น จึงอยู่ที่กรรมหรือการกระทำของเราเองเป็นเหตุ

                   ระดับแรก เราต้องไม่กระทำผิดศีลด้วยตัวเราเอง

                   ระดับสอง เราต้องไม่พูด ไม่สั่ง ไม่บอกให้ผู้อื่นกระทำผิดศีล

                   ระดับสาม เราต้องไม่ยินดีด้วยเมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัสด้วยใจ ได้อ่านและรู้แล้วว่า เขาเหล่านั้นกระทำผิดศีล ข้อนี้ปฏิบัติจริงยากมาก เพราะปกติปุถุชนแม้พระอริยะเบื้องต่ำ (พระโสดาบัน พระสกิทาคามี) ก็ยังมีอารมณ์เผลอได้ แต่เผลอไปไม่นาน หรือเผลอไม่บ่อย ต้นเหตุเพราะท่านยังตัดอารมณ์ ๒ (ราคะกับปฏิฆะ)ไม่ได้ขาด ส่วนปุถุชนไม่ต้องพูดถึง เพราะจิตยังหยาบ จึงเผลออยู่เป็นปกติ บางท่านนินทาคนอื่น (ยินดีด้วยในความชั่วของผู้อื่น) ได้หลาย ๆ ชั่วโมง ครึ่งค่อนวันก็ยังมี เพราะคิดว่าเป็นความดี ก็มันชั่วนี่หว่า ก็ต้องด่ามัน แช่งมัน นินทาว่าร้ายมัน แต่จริงๆ แล้วเราได้ทำร้ายจิตของเราเองตลอดเวลา โดยโหมไฟภายในให้ลุกโพลงตลอดเวลา วงนินทาปสังจึงเป็นวงที่ไม่เห็นการเบียดเบียนตนเอง ทำร้ายตนเอง จุดไฟเผาตนเอง ด้วยโมหะจริต และโทสะจริตเป็นเหตุ จึงมีผลเป็นการจุดไฟเผาตนเอง ขาดเมตตาความรักตนเอง ขาดกรุณาไม่สงสารตัวเอง ขาดมุทิตา จิตแทนที่จะอ่อนโยน กลับกระด้างยิ่งกว่าหินเสียอีก ส่วนอุเบกขาไม่ต้องพูดถึง เพราะหากไม่มีธรรมตัวแรก (เมตตา) ธรรมะ ๓ ตัวหลังก็ไม่มีด้วย หรือเกิดขึ้นไม่ได้ นี่เป็นเพียงตัวอย่างในการคิดพิจารณา จริงๆ แล้วละเอียดกว่านี้มาก ขอยกเอาพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้เกี่ยวกับศีลและปัญญาว่า ปัญญาอบรมศีลให้บริสุทธิ์ ศีลอบรมปัญญาให้บริสุทธิ์ ศีลต้องอาศัยปัญญา ปัญญาต้องอาศัยศีล ศีลและปัญญาเป็นของคู่กัน ศีลและปัญญาเท่านั้นเป็นเลิศในโลก

          ๔. ทรงตรัสว่า หากคุณหมอต้องการให้ศีลละเอียด และบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ให้ศึกษาศีลของพระ แต่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามนั้นทุกข้อ ยกเอามาพิจาณาเฉพาะบางข้อ ทีละหมวด ๆ แล้วศีลของคุณหมอก็จักละเอียดขึ้น และบริสุทธิ์ขึ้น ทรงทราบดีว่าผมมีพระไตรปิฎกเป็นส่วนตัว ๔๕ เล่ม และศึกษามาตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๑๗ แล้ว และต่อมาศึกษาฉบับย่อ ซึ่งย่อแล้วเหลือแค่หนึ่งเล่ม หากสงสัยต้องการทราบรายละเอียด จึงเปิดฉบับใหญ่ ผมก็ปฏิบัติตามพระองค์ท่าน เรื่องนี้ขณะที่หลวงพ่อยังอยู่ ท่านเคยห้ามผมไม่ให้ศึกษาตำรามากนัก ให้หันมาหนักในทางปฏิบัติ ผมจึงวางตำรา มาเร่งรัดในการปฏิบัติแทน จึงได้ฟังเทปเรื่องพระวินัยทุกวันเวลา ๑๖.๐๐ น. จึงได้ประโยชน์จากการฟังเป็นอย่างมาก รายละเอียดจะไม่ขอเขียน

          ๕. ผมศึกษาและปฏิบัติตามข้อ ๔ เป็นเหตุ จึงมีผลทำให้เข้าใจอริยสัจได้ละเอียดขึ้น เข้าใจกฎของกรรมดีขึ้น เคารพในกฎของกรรมมากขึ้น ๆ ตามลำดับ และเข้าใจคำตรัสที่เกี่ยวกับศีลว่า ศีลเป็นแม่ของพระธรรม ศีลเป็นมารดาของพระพุทธศาสนา ผมหมดสงสัยเพราะผลของการปฏิบัติ

          ดังนั้นบุคคลใดที่โกนหัว ห่มผ้าเหลืองแล้ว ทำพิธีบวชให้ใจเป็นพระ หากใจของบุคคลนั้นไม่ยอมรักษาศีล (พระวินัย) คือ ไม่มีเจตนาที่จะงดเว้นไม่กระทำความชั่ว ๒๒๗ ข้อแล้ว เขาจะบวชนานเท่าไหร่ ใจเขาก็ไม่เป็นพระ ยิ่งบวชนานเท่าไหร่ บัญชีของกรรมชั่วที่ลุงพุฒ(ท่านปู่พยายมราช) ก็ยิ่งมากขึ้นเพียงนั้น

          สรุปว่าความเป็นพระนั้นเป็นที่ใจ มิใช่เป็นที่กายหรือเครื่องแบบหรือเพศ พระพุทธเจ้าจึงเรียกพวกนี้ว่า นักบวช หรือสมมุติสงฆ์

          ผมเห็นจะต้องหยุดไว้แค่นี้ เพราะเขียนมามากพอควรแล้ว ได้แค่ ๕๐ วัน หากร่างกายยังไม่พังก็อาจจะได้เขียนต่อ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ก่อนจะจบผมขอยกปริศนาธรรม ผมขออนุญาตพระองค์ท่าน ที่ทรงตรัสสอนพวกผมไว้ในวันศุกร์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๕ ข้อที่ ๔ ประโยคสุดท้ายที่ทรงให้พรกับพวกผมว่า“ขอให้พ้นภัยตนเอง” เป็นหัวข้อพิจารณาให้เกิดปัญญากับตนเอง (ธัมมวิจยะ) ใครพิจารณาได้ความเป็นธรรมะอย่างใด ช่วยกรุณาแนะนำ หรือเล่าให้ผมฟังด้วย ขอให้ผู้อ่านทุกท่านจงโชคดี...

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

(๔ ต.ค. ๒๕๔๕)

จากหนังสือลูกศิษย์บันทึก เล่ม ๕


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่