(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน สิงหาคม ๒๕๓๘)

จิตติดท่องเที่ยว




 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. พวกเจ้า เห็นความประมาทของคนชอบท่องเที่ยวบ้างหรือไม่ (รับว่าเห็นแล้ว)

          ๒. นี่เป็นปกติวิสัยของบุคคลผู้ยังไม่เห็นทุกข์ แต่อย่าไปตำหนิกรรมของเขาเหล่านั้น เพราะในอดีตพวกเจ้าก็เป็นเช่นเขามาก่อน

          ๓. พวกเจ้าจักเห็นได้ว่า คนไปเที่ยวนี่ มีจิตจดจ่อเพลิดเพลินอยู่กับสถานที่อันตนติดใจอยู่ นั่นเป็นการวนเวียนอยู่ในโลกชัดเจนยิ่งขึ้น (หากเกิดตายในขณะนั้น จิตก็จะเกาะติดกับสถานที่ที่จิตตนติดใจอยู่ หากตายก่อนอายุขัยก็จะเป็นสัมภเวสีอยู่บริเวณนั้น หากบังเอิญจิตยังมีบุญเกาะบุญก็ได้เป็นเทวดา-นางฟ้าเฝ้าสถานที่ที่จิตติดใจอยู่ หากจิตเศร้าหมอง เป็นอารมณ์หลง ก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน เฝ้าสถานที่นั้นๆ)

          ๔. เพราะฉะนั้น จงหมั่นตรวจสอบอารมณ์ของจิตตนเอง จักมีประโยชน์ดีกว่ามาก เพราะนั่นคือการปฏิบัติพระกรรมฐาน ซึ่งเขาทำกันที่จิต โดยไม่ติดบุคคล-ไม่ติดสถานที่-ไม่ติดหรือเลือกกาลเวลา ทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่ติดสมมุติทุกอย่างในโลก ให้ติดแต่พระธรรม ซึ่งเที่ยงแล้ว ไม่เกิด - ไม่ดับอีก คนฉลาดเขาปฏิบัติกันอย่างนี้ เขาไม่ประมาทในความตาย ซึ่งเป็นนิพพานสมบัติ รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน ซ้อมอารมณ์จิตของตนเข้าไว้ด้วยความไม่ประมาท คือ ซ้อมตายและพร้อมที่จะตายไว้เสมอ

          ๕. ธรรมารมณ์ซึ่งจิตของเราเป็นผู้สร้างขึ้น แล้วส่งออกก็เสมือนหนึ่งจิตโคจรออกไปท่องเที่ยวนั่นเอง ต้องหมั่นตรวจสอบจุดนี้ให้ดีๆ หากคิดดีๆ ก็มีสิทธิ์เข้าสู่พระนิพพานได้ไม่ยาก แต่หากคิดไม่ดีก็มีสิทธิ์ลงอเวจีได้ทุกราย เพราะความประมาทในความตายนั่นเอง

          ๖. ผู้ไม่ประมาทในความตาย เขาจักรีบเร่งตัดสังโยชน์ ๓ ข้อแรกให้ได้ก่อนกายจะพัง ข้อแรก คือ ไม่ประมาทในความตาย อย่างน้อยก็นึกถึงความตายไม่ต่ำกว่าวันละ ๗ หน ข้อสอง จิตเขามั่นคงอยู่กับพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้า มีพระธรรม มีพระอริยสงฆ์อยู่กับจิต แม้อันใดอันหนึ่งด้วยความไม่ประมาท จิตไม่เคยทิ้งพระ และมั่นคงอยู่กับพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ซึ่งสรุปแล้วก็คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา โดยจิตไม่สงสัยในพระธรรม ข้อสาม เขารักษาศีลจริงจัง ไม่รักษาศีลแบบหัวเต่า คือ ผลุบเข้าผลุบออก หรือทำตนเป็นคนตื่นข่าว ใครเขาว่าดีที่ไหนก็เฮไปที่นั่น ขาดปัญญาอย่างที่ท่านฤๅษีอุปมาอุปไมยว่า เหมือนควายตาบอด ถูกเขาจูงจมูกไปตามใจชอบ คนฉลาดเขาเพียรรักษาศีล จนกระทั่งศีลรักษาจิตเขาไม่ให้ผิดศีลอีก เป็นสีลานุสสติ ศีลเข้าถึงใจ ศีลกลายเป็นสมาธิ ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องรักษาอีก สมาธิรักษาจิตเขาไม่ให้ทำผิดศีลอีกเป็นอัตโนมัติ หากปฏิบัติได้ครบ ๓ ข้อนี้ ก็เป็นพระโสดาบัน ปิดอบายภูมิ ๔ ได้สนิท มั่นคงและถาวรตลอดกาล

          ๗. ผู้ใดที่เป็นพระโสดาปัตติผลแล้ว จิตติดท่องเที่ยวก็จักเบาบาง หรือแม้จักยังมีก็มีอย่างผู้ไม่ประมาทในความตาย เพราะผู้ที่ไม่ติดอะไรๆ ทุกอย่างในโลกนั้น มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น

 

นิมิตหรือฝันว่าตาย แต่ไปไม่ถึงพระนิพพาน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ มีความสำคัญดังนี้

          สาเหตุก็เพราะเพื่อนผมท่านฝันว่า ขณะที่กำลังกวาดวัดอยู่ เป็นลมล้มลงตาย จิตออกจากร่างด้วยกำลังแรงสูง พุ่งออกจากกายเร็วมากจนนึกกลัว แต่พอตั้งสติได้ก็คิดว่า ช่างมันกายตายแล้ว เราก็ไปพระนิพพานดีกว่า จิตผ่านสถานที่ต่างๆ มากมาย แต่ไม่ยักถึงพระนิพพานเสียที จะได้ไปกราบพระพุทธเจ้า เมื่อไม่ถึงแล้วก็ตัดหลับไป เมื่อตื่นขึ้นกวาดวัดตามปกติ ก็เอาความฝันมาพิจารณาเป็นธรรมว่า

          ๑. เราอ่อน มรณานุสสติไปหน่อย แสดงว่าเรายังเป็นผู้ประมาทในความตายอยู่

          ๒. กสิณภาพระนิพพาน เราก็ยังไม่ทรงตัว จิตชอบทิ้งภาพพระนิพพาน จัดว่าเป็นผู้ประมาทในอุปสมานุสสติด้วย

          ๓. ต้นเหตุจริงๆ เพราะเราอ่อนในอานาปานุสสติ ทำให้จิตไม่รวมตัวเป็นฌาน นิวรณ์ ๕ ก็ยังรบกวนจิตเรา ทำปัญญาให้ถอยหลังคือชอบโง่นั่นเอง หากอานาปาเข้มแข็ง นิวรณ์ถูกระงับ จิตก็เป็นฌาน จิตก็บริสุทธิ์ชั่วคราว จิตเป็นทิพย์ได้ในขณะนั้น

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ถูกต้องแล้วเจ้า ที่การเจริญพระกรรมฐานไม่ได้ต่อเนื่อง ก็เป็นเพราะยังอ่อนมรณานุสสติ มีความประมาทในชีวิตอยู่มากนั่นเอง

          ๒. แต่ถ้าหากกำหนดรู้ลมว่าไม่เที่ยงอยู่เสมอ จักทำอะไรก็รู้ลมอยู่ว่าไม่เที่ยงอยู่เสมอ ความประมาทในชีวิตก็จักน้อยลงไปตามลำดับ สติ - สัมปชัญญะก็จักสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

          ๓. เมื่อรู้ว่าบกพร่อง ก็จงหมั่นใช้ความเพียรเข้าแก้ไข แล้วสักวันหนึ่งความสำเร็จจักเป็นของพวกเจ้า

 

วิธีทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง เป็นอกาลิโก

          หลวงปู่ไวยฯ ท่านเมตตาสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. พระท่านมีศีลคุมกาย-วาจาอยู่แล้วท่านจึงปฏิบัติที่ใจอย่างเดียว ฆราวาสมีศีลไม่เท่าพระ แต่พยายามทำอย่างพระ (หลวงปู่ท่านเน้นสอนพวกเรา ๒ คน ให้ดูตัวอย่างท่านพระ....ซึ่งท่านสำรวมกาย - วาจาได้ดีแล้ว เพราะท่านพูดน้อย ไม่ค่อยจะพูดกับใคร ท่านพูดเท่าที่จำเป็น ท่านไม่นินทาใคร - ตำหนิใคร - ไม่จับผิดใคร แม้พวกเรา ๒ คน ซึ่งท่านให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษ ท่านก็ยังพูดด้วยน้อยเต็มที ซึ่งตรงข้ามกับเรา ๒ คน ซึ่งพูดมากจนเกินพอดี)

          ๒. หลวงปู่ท่านแนะนำวิธีการทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง เป็นอกาลิโก ว่า ท่านเขียนหนังสือติดต่อกัน ๒ ชั่วโมง กำลังทางกายก็ตก (เสื่อม) มีผลทำให้สมาธิตกด้วย ทำให้อารมณ์ตื้อ - ฝืด ท่านแก้ไขโดยลุกขึ้นไปปลูกต้นไม้ เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถทางกาย แต่จิตไม่คลายจากสมาธิ จิตยังอยู่กับพระกรรมฐาน ท่านทำสลับกันอย่างนี้อย่างต่อเนื่อง

          ๓. การหลับก็เป็นเรื่องของกาย ส่วนจิตยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้รู้ - ผู้ตื่นอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างนี้มีในพระสูตรที่พระองค์ทรงให้พระอานนท์เทศน์แทนพระองค์ พระองค์ทรงสีหไสยาสน์ตรงนั้น พอพระอานนท์เทศน์จบ ก็ทรงตื่นบรรทม และรับรองการเทศน์ของพระอานนท์ว่าถูกต้อง เป็นต้น

          ๔. หลวงปู่ท่านว่า คนธรรมดาๆ จะทำงานได้แค่ ๘ ชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว

          จากนั้น สมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนว่า

          ๑. อย่าคิดว่า ธรรมะที่ได้จากหลวงปู่ไวย แม้เพียงชั่วโมงเศษก็นับว่าไม่น้อย แต่ธรรมที่ได้นั้น ถ้าหากปฏิบัติตามได้ ก็เป็นของมีค่ามหาศาล

          ๒. ให้นำมาพิจารณาให้ละเอียด เมื่อฟังเทปของท่านแล้ว จักเห็นธรรมในธรรมที่ลึกซึ้ง มีความหมายในการปฏิบัติยิ่งนัก แค่ธาตุลมหรืออานาปาตัวเดียว มันแปรปรวนอยู่ทุกคน นี่ท่านหมายความว่า เรียนเท่าไหร่ก็ไม่จบคือ มันไม่เที่ยงเอาแน่ไม่ได้อยู่อย่างนั้น ถ้าเรียนจบก็คือร่างกายมันตายเท่านั้นแหละ จุดนี้ผู้รู้ลมอยู่นั่นแหละคือผู้ไม่ประมาทในความตาย

          ๓. จงอย่าสนใจจริยาของผู้อื่น ในการสนทนากับหลวงปู่ไวย การที่เจ้ายกตัวอย่างคนไม่เอาศีล มุ่งเอาแต่สมาธิก็ดี หรือที่คุณหมอกล่าวถึงภิกษุบางเหล่าเอาแต่ปริยัติก็ดี แม้จักพูดโดยธรรม แต่ก็ยังเป็นการสนใจจริยาของผู้อื่นอยู่ดี ต่อไปให้พูดถึงเฉพาะการปฏิบัติของตนเองเป็นสำคัญ และจักถามอะไรก็ให้ดูก่อนว่าควรหรือไม่ควร เกินภูมิหรือไม่ ถามแล้วได้ประโยชน์อะไรบ้าง อย่าถามโดยสะเปะสะปะ

          ๔. เรื่องปัญญาบารมีนั้น เกี่ยวกับการสั่งสมทางด้านปัญญาบารมีของแต่ละบุคคล อย่างที่หลวงปู่ไวย ท่านว่า วิสัยมีทั้งหยาบ - อ่อน - ละเอียด - แข็งกระด้าง

          ๕. วิสัยคนหยาบ จักให้คิดพิจารณาของละเอียดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ นี่ถ้าหากพวกเจ้าตรวจดูวิสัยของตนเอง จักทราบว่าจิตตนเองมีวิสัยอย่างไร

          ๖. คนละเอียด แม้มีกิจการงานใดๆ เล็กๆ น้อยๆ ก็ตรวจแล้วตรวจอีกว่าเรียบร้อยหรือไม่ เขาจักไม่ปล่อยงานนั้นให้ผ่านไปอย่างชุ่ยๆ

          ๗. การรู้วิสัยตนเอง ก็จักต้องฝึกฝนดัดวิสัยของตนเสียใหม่ ให้รู้จักใช้ความคิด เป็นการฝึกฝนการสั่งสมปัญญาขึ้นมาในทางด้านปฏิบัติในพระพุทธศาสนา

          ๘. ปัญญาในที่นี้ คือ พิจารณาให้รู้แจ้งแทงตลอดในขันธ์ ๕ และรู้แจ้งในการระงับตัดกิเลสที่สิงอยู่ในอารมณ์ของตนเอง ขันธ์ ๕ ของคนอื่น กิเลสของคนอื่น จงอย่าไปเกี่ยวข้องด้วย ค่อยๆ ฝึกฝนคิดพิจารณาไป อย่าวางอารมณ์กรรมฐานทิ้งไป ให้เตือนตนเองเข้าไว้เสมอๆ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่