พระธรรม

ในเดือน...กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ทรงตรัสสอนเรื่องกรรมของแมวต่อ ทรงแนะนำให้ระวังอารมณ์จิตขณะเลี้ยงแมว คนเลี้ยงหากเลี้ยงไม่เป็น ตายแล้วอาจเป็นแมวก็ตายได้ ให้รักษากำลังใจให้ดีๆ เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และเรื่องสรรพคุณของน้ำมันยาง ใช้รักษารังสีจากปรมาณูได้

          ๑. ให้หมั่นเอาอริยสัจชำระอารมณ์ของจิต หากเหนื่อยมากร่างกายเครียด อารมณ์ไม่โปร่งใส จิตหนักไปด้วยความกังวล จิตที่ควรแก่งาน คือมีความเบาใจ มีความผ่องใสไม่กังวล จึงจักเป็นการถูกต้องโดยธรรม

          ๒. หลวงพ่อฤๅษีท่านเตือนพวกที่ได้มโนมยิทธิ แล้วคิดว่าตนจบกิจพระพุทธศาสนา ซึ่งความจริงไม่ใช่ มโนมยิทธิเป็นเพียงแค่ฌานโลกีย์เท่านั้น ต้องเอาสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัด และบารมี ๑๐ ต้องเป็นปรมัตถบารมีด้วย ท่านยกตัวอย่างบุคคลผู้หนึ่งซึ่งเป็นนายช่างโยธา มีหน้าที่สร้างถนน เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นอุทาหรณ์สอนรุ่นหลัง มีความสำคัญโดยย่อว่า บุคคลผู้นี้ได้เงินของวัดเพื่อสร้างถนนบริเวณหน้าปราสาททองคำ ไปจนถึงวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร แต่จิตไม่ซื่อ ขาดศีลข้อ ๒ และข้อ ๔ กินเงินวัดค่าสร้างถนน จากนั้นไม่นาน เขาขับรถไปเที่ยวส่วนตัว รถคว่ำ คอหักตาย เพราะยางรถแตก กายตายจิตก็ไปสู่อเวจีมหานรก กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่มีผิดตัวด้วย (นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ คนที่ได้มโนมยิทธิ แต่ไม่ยอมรักษาศีล ๕ ข้อให้บริสุทธิ์)

          ๓. เรื่องน้ำปลา ท่านแม่ศรีเมตตามาสอนว่า น้ำปลาทำกันอย่างไร เกิดขึ้นก่อนที่ไหน มีความสำคัญว่า เกิดขึ้นที่อีสานก่อน เพราะอีสานยากจน ใช้ข้าวสารหมักกับเกลือแล้วผสมน้ำ ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ต่อมาท่านว่าเมืองไทยมีแม่น้ำ-ลำคลอง-หนอง-บึง บางจังหวัดอยู่ติดกับทะเล จึงมีการเพาะปลูกข้าว-พืช-ผัก-ผลไม้ได้ดี เพราะดินดี-น้ำดี-อากาศดี จนมีคำขวัญติดปากกันว่า ในน้ำมีปลา-ในนามีข้าว ดีกว่าประเทศต่างๆ อีกมากในโลก สมัยเชียงแสน ก็มีน้ำปลาบริโภคกันแล้ว เพราะมีปลามาก ทั้งปลาน้ำจืดและปลาทะเล เมื่อมีปลามากจนเกินพอดี เหลือกิน-เหลือใช้ ก็มีการหมัก-ดองปลาโดยใช้เกลือใส่ เมื่อหมักทิ้งไว้จนลืม ผลโดยบังเอิญคือน้ำปลาก็เกิดขึ้น ผมขอเขียนไว้สั้นๆ แค่นี้ ชาวจีนใช่ถั่วเหลืองหมักกับน้ำเกลือ ก็มีผลทำให้เกิดน้ำซีอิ๊วขึ้น แล้วก็ดัดแปลง-ปรุงแต่งกลิ่น-รสและวิธีทำจนมาถึงปัจจุบันนี้ น้ำปลาของไทยเราก็เช่นกัน

          ๔. เรื่องใครเขาเล่าให้ฟังอย่างไร ให้เอามาพิจารณาตามความเป็นจริง แล้วจะเห็นความเป็นจริงได้ด้วยปัญญา อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น ให้เห็นธรรมดาด้วยการพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง เห็นแล้วก็พึงปล่อยวางเสีย

          ๕. รักษากำลังใจให้ดีเข้าไว้ เห็นทุกอย่างเป็นของธรรมดา อย่าหวั่นไหวไปกับอะไรทั้งปวง ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าโลกย่อมมีความไม่เที่ยง เป็นปกติธรรมอยู่อย่างนั้น จิตก็จักไม่ดิ้นรน-ไม่เดือดร้อน มีความเป็นสุข

          ๖. ร่างกายทรุดโทรมลงก็จงรักษากำลังใจอย่าให้ทรุดตาม ให้เห็นอยู่เสมอว่า รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในมัน มันไม่มีในเรา ให้พยายามรักษาอารมณ์แบบนี้เข้าไว้ แบบโปร่งๆ สบายๆ ไม่ใช่หนักหน่วงหรือหนักใจ จงเบาใจด้วยเห็นธรรมดาของขันธ์ ๕ ทำใจให้ยอมรับให้ได้ แล้วความสุขของจิตจักเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

          ๗. กรรมของแมวตอนที่ ๒ จิตยึดสิ่งใดก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น เพื่อนของผมท่านเลี้ยงแมวไว้หลายตัว ตัวแรกถูกหมากัดตาย ตัวที่ ๒ หายไปหลายวัน พอมันกลับมา จิตก็เริ่มทุกข์กับแมวตัวนั้นต่อไป ท่านพระสุรจิตเคยเตือนว่าไม่ควรเลี้ยงแมว เพราะต้องการให้มันฆ่าหนู เป็นการยินดีด้วยเมื่อเห็นผู้อื่นกระทำผิดศีล เพื่อนผมก็ตอบว่า ไม่ได้ยินดีกับการฆ่าหนูของแมว แต่เกรงอันตรายอันเกิดจากหนูเป็นเหตุ คือโรคฉี่หนู (เชื้อโรคที่มีอยู่ในเยี่ยวหนู) ซึ่งใครเป็นแล้วรักษาไม่ทัน หรือไม่รู้ก็ตายได้ แต่ความจริงแล้วคนกับสัตว์ เมื่ออยู่ด้วยกัน ความผูกพันทางใจก็เกิดขึ้น (ความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นญาติอย่างยิ่ง) เลยได้ญาติเป็นแมว ทรงตรัสว่า “ตัวจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิต คือความโง่ หรือ หลงที่จิตไปยึดว่าขันธ์ ๕ เป็นเราเป็นของเรา เมื่อยังยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา ก็ไปยึดขันธ์ ๕ ของแมวว่าเป็นของเราตามเข้ามาอีก ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ใช่ของเรา แต่ก็อดเผลอไม่ได้ จึงยากยิ่งในการวางอารมณ์ไม่ให้ยึด หรือละ-ปล่อย-วางได้ยาก ให้พยายามใช้ปัญญา มองให้เห็นคนสัตว์เป็นตัวกรรมเหมือนกัน มองให้เป็นเพียงแค่สภาวะธรรม หรือกรรมที่เป็นไตรลักษณ์อยู่เป็นปกติธรรมดา ตามอุปาทานของจิตซึ่งยึดเอาไว้ ยึดสิ่งใดก็ไปตามสิ่งนั้นตามกฎของกรรมที่เที่ยงเสมอ และให้ผลไม่มีผิดคน รหืผิดตัวด้วย”

          ๘. โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้เป็นอนัตตา ให้ศึกษาโลกตามความเป็นจริง ทำจิตให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา อะไรจักเกิดขึ้นมาก็ให้เห็นเป็นธรรมดาทั้งหมด ให้พยายามรักษาอารมณ์ใจให้มั่นคง ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ อย่าไปเร่าร้อนกับโลก

          ๙. ให้พิจารณาตัวไม่เที่ยงเป็นกรรมฐาน ให้ทำใจยอมรับนับถือในความเสื่อมของร่างกาย แต่พยายามทรงจิตใจอย่าให้เสื่อมไปด้วย และจงอย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น มองจุดนี้ให้ดี เพียรวางเสียซึ่งภาระภายนอก ให้ทำภาระภายในด้วยความเพียร รวมทั้งการทำงานในเขตพระพุทธศาสนาด้วย และจงอย่ากังวลใจกับภัยสงคราม จงเห็นเป็นเรื่องธรรมดา

          ๑๐. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย เรื่องนี้เพื่อนของผมท่านเล่าให้ผมฟัง มีความโดยย่อว่า บุคคลบางคนดีแสนดีกับทุกๆ คนโดยทั่วไป ยกเว้นกับคนบางคน พอพบกันก็เกิดอารมณ์ไม่พอใจขึ้นทันที ลับหลังก็เอาเขาไปนินทาว่าร้าย แต่แปลกคนที่รับฟังกลับไม่เชื่อหาว่าไปใส่ร้ายป้ายสีเขา ความจริงเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นของธรรมดา เพราเป็นโลกธรรม ๘ ที่ทุกคนเกิดมาในโลกแล้วจะต้องถูกโลกธรรมกระทบ ไม่มียกเว้น (นัตถิ โลเก อนินทิโต) แต่บุคคลผู้ถูกนินทารายนี้ เมื่อถูกนินทาโดยบุคคลผู้นี้แล้ว กลับไม่มีใครเชื่อ ซ้ำยังมีคนเถียงแทน หรือคัดค้านไม่เห็นด้วย จัดเป็นกรณีพิเศษ หากเอาธรรมจุดนี้มาเป็นพระกรรมฐาน โดยต้องหยุดอารมณ์ของตนเองให้ได้ก่อน โดยระงับนิวรณ์แล้ว ทำอคติ ๔ ให้หมดไปก่อนในขณะนั้น (ลำเอียงเพราะรัก-เพราะชัง-เพราะหลง และเพราะกลัว) ซึ่งไม่ใช่ของง่ายที่จะทำได้ตามความปรารถนา เพราะคนยังมีอุปาทาน จึงนั่งยึดถือว่ากายนี้เป็นเรา-เป็นของเรา- เมื่อมีเราก็ต้องมีของเรา-เพื่อนเรา-พวกเรา-ญาติเรา-พรรคเราตามมาเป็นลูกโซ่ และแบ่งแยกตามอุปาทานเป็นพวกเขา เป็นธรรมดา พระท่านก็เมตตาตรัสสอนว่า เจ้ายังละไม่ได้หรอก การพิจารณาอ่อนไป ให้พยายามใช้ปัญญาพิจารณาให้มาก

          ๑๑. อย่าสนใจกับจริยาของผู้อื่น วางภาระของบุคคลผู้อื่นทิ้งไปเสียจากใจให้มากที่สุด แล้วจักเห็นจิต เห็นอารมณ์ได้โดยง่าย

          ๑๒. ให้รักษากำลังใจให้เข้มแข็งเข้าไว้ แม้ร่างกายจักไม่แข็งแรง ก็ให้เห็นกฎของธรรมดาเข้าไว้ มันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง ไม่มีใครบังคับร่างกายได้ การแก้ไขทั้งหลาย จัดต้องแก้ไขที่ใจเป็นหลักสำคัญ ให้รู้จักถาม-ตอบตนเอง อย่าปรุงแต่งธรรม อย่าเอาอุปาทานไปยึดว่า สิ่งไหนเลว สิ่งไหนดี ให้พยายามมองเห็นเป็นธรรมดาเข้าไว้ จิตจักได้เป็นสุข มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ

          ๑๓. ให้รักษากำลังใจเพื่อพระนิพพานอยู่เสมอ อย่าให้กรณีใดๆ มาบั่นทอนกำลังใจเพื่อพระนิพพาน

          ๑๔. เรื่องสรรพคุณของน้ำมันยาง เพื่อนผมท่านเลี้ยงหมาไว้หลายตัว บางตัวเป็นขี้เรื้อนชนิดเปียก คือมีน้ำเหลืองไหลมาก รักษาด้วยผงกำมะถัน กับยาฉุน และน้ำมันมะพร้าวก็หายได้ดี แต่มีอยู่ตัวหนึ่งใช้ยาสูตรนี้ทาไม่หาย ก็ใช้ต้นเถาคันกับข่อย ต้มน้ำฝาดอาบให้ ก็ระงับอาการของโรคไปได้ระยะหนึ่ง พระท่านแนะนำให้ใช้น้ำมันยางทาแล้วจะหาย ก็ลองทาดู แผลก็แห้งและหายได้ในที่สุด และทรงแนะนำต่อไปว่า ถ้าเกิดสงครามขึ้น มีการใช้ระเบิดที่มีกัมมันตภาพรังสี เกิดแผลเน่าเปื่อยขึ้นตามเนื้อตัว เพราะแพ้รังสี ก็ใช้น้ำมันยางทาโดยต้องทาบ่อยๆ ครั้งก็จะหายได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่