อารมณ์ไม่เกาะงาน

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอน โดยให้หลักไว้ดังนี้

          ๑. ให้สังเกตอารมณ์จริงๆ ในขณะที่ทำงานอยู่ คือ จิตกระทบกับงาน

          ๒. จุดนี้แหละจักรู้ว่าเกาะหรือไม่เกาะ

          ๓. ทุกอย่างทำไปตามหน้าที่ รับผิดชอบกับผลของงาน แต่ต้องไม่หงุดหงิด หรืออารมณ์เสียเพราะงาน

          ๔. หรือให้ละเอียดลงไป คือ ไม่ติดความสวยงามของงาน คือ ไม่มีโทสะด้วย ก็จักต้องไม่มีราคะด้วย (หมายถึงไม่มีอารมณ์ ๒ พอใจกับไม่พอใจ)

          ๕. สังเกตอารมณ์ตรงนี้ให้ดีๆ จึงจักรู้ว่าจิตเกาะงานหรือไม่ ไม่ใช่สังเกตแต่เพียงว่าเลิกทำงานแล้วหรือยังไม่ทำงาน แต่คิดเรื่องงานไปแล้วล่วงหน้า หรือคิดต่อท้ายไม่ยอมหยุด ต้องรู้อารมณ์ในขณะทำงานด้วย นั่นแหละจึงจักเป็นของจริง

 

ธัมมวิจัย

          ๑. ทรงให้ดูอารมณ์จริงๆ ในขณะจิตที่กระทบงาน หากมันหวั่นไหวไปกับงานนั้น โดยที่ยังไม่ได้ทำงาน นั่นคือจิตเกาะงาน เอางานมาเป็นนายของเรา (ของจิต) แทนที่เรา (จิต) จะเป็นนายของงาน เริ่มต้นก็ผิดแล้ว ถ้าจิตแบกงาน

          ๒. จิตเราต้องรู้ความจริงว่า งานทุกอย่างในโลก เป็นไตรลักษณ์ จึงไม่มีใครทำงานของโลกได้เสร็จจริงๆ

          ๓. คนทุกคนเกิดมา ก็ต้องมีงานหนัก งานหลักอยู่แล้วทุกคน คือ งานที่จะต้องเลี้ยงดูขันธ์ ๕ หรือร่างกาย ซึ่งไม่เที่ยง สกปรก มันหิวทั้งวัน มันเสื่อมตลอดเวลา คือ มีเวทนาตลอดเวลา เดี๋ยวปวดท้องขี้ ปวดท้องเยี่ยว หิวเดี๋ยวปวดเมื่อยตรงโน้นตรงนี้ ทำความไม่สบายกายให้เกิด มีผลทำให้ใจไม่สบายไปด้วยตลอดเวลา คือ สร้างความทุกข์ให้กับใจตลอดเวลา

          ๔. หากจิตโง่ รู้ไม่เท่าทันเรื่องของกาย (กายสังขาร) ว่าปกติธรรมดาขงกายทุกกายที่เกิดมาในโลก มันก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่มีใครจะไปห้ามมันได้ คือ ทุกขสัจ เป็นทุกข์ของกาย ห้ามฝืน ยิ่งฝืนยิ่งทุกข์ เพราะธรรมดาของมันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง

          ๕. ผู้ฉลาดย่อมเอาจิตเป็นนาย เอากายเป็นบ่าว หรือเอาจิตคุมกาย ไม่ใช่เอากายคุมจิต

          ๖. การทำงานในโลกซึ่งเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง ใครยึดเข้าก็เป็นทุกข์ทันทีที่ยึด ผู้ฉลาดจึงรู้ว่าจิตต้องอาศัยกายเป็นผู้ทำงาน แต่ทำอย่างผู้มีปัญญา คือ ทำตามหน้าที่ ทำให้ดีที่สุด ไม่เบี้ยวงาน รับผิดขอบงานที่ตนทำ แต่จิตไม่เกาะติดทุกข์ ทำดีที่สุด ได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น จิตไม่ทุกข์ไม่สุขไปกับงาน เพราะรู้ว่าสุขทุกข์ล้วนไม่เที่ยง จะเอาแต่สุขอย่างเดียวย่อมไม่ได้ ยิ่งเกาะสุขเท่าใด ทุกข์ก็เกิดตามมาเท่านั้น

          ๗. ผู้มีปัญญาจึงเอางานที่ตนทำนั้นมาเป็นกรรมฐานได้อย่างดี เพราะพระธรรมท่านแสดงธรรมเรื่องไม่เที่ยงหรือแสดงพระไตรลักษณ์ให้เห็นอยู่ตลอดเวลาทุกขณะจิต ผู้มีปัญญาเท่านั้นที่เห็นได้

          ๘. ผู้มีปัญญาท่านเอาอายตนะ ๑๒ มาเป็นพระธรรมสอนใจท่าน คือ อายตนะภายใน ๖ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับอายตนะภายนอก ๖ มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ซึ่งโดยปกติเขาก็กระทบกันอยู่แล้วเป็นคู่ ๆ เรียกว่า อายตนะสัมผัส ท่านเข้าใจจุดนี้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออายตนะในกับอายตนะนอกกระทบกัน ย่อมทำให้เกิดอารมณ์ ๓ ได้ คือ ความโลภ โกรธ หลง หรือเกิดเป็นธรรมได้ ๓ อย่างเช่นกัน คือ ธรรมที่เป็นกุศล (บุญ) ธรรมที่เป็นอกุศล (บาป) และธรรมที่เป็นกลาง ๆ ไม่เป็นทั้งบุญและบาป จุดนี้ละเอียดมากขอเขียนไว้แค่หลักเท่านั้น

          ผมก็ขอเขียนเป็นแค่ตัวอย่างไว้เท่านั้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่า การใคร่ครวญพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อยู่เสมอ ๆ หรือ ธัมมวิจัย ย่อมทำให้เกิดปัญญาที่นำไปสู่ความหลุดพ้น หรือพ้นทุกข์ได้ตามลำดับ ใครทำใครได้ ขอทุกท่านจงอย่าทิ้งความเพียรเสียอย่างเดียวในการหมั่นใคร่ครวญพระธรรมอยู่เสมอ พระธรรมเป็นตัวกลาง จิตของท่านจะอยู่กับจิตพระพุทธเจ้าตลอดเวลา พุทโธอัปปมาโณ เกิดที่จุดนี้ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามก็ย่อมไม่ทราบได้ เพราะของจริงต้องเกิดกับจิตของเราก่อนเสมอ ผู้อื่นจะมาบอกให้เรารู้ ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ก็สู้เรารู้ด้วยจิตของตนเองครั้งเดียวไม่ได้ ก็ต้องขอจบไว้ก่อนแต่เพียงเท่านี้

 

กิจภายนอกกับกิจภายใน

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. สำหรับการสังเกตอารมณ์ที่กระทบงาน พึงแยกงานออกเป็น ๒ ประเภท คือ

               ก) กิจภายนอก อันเป็นหน้าที่ของงานภายนอก

               ข) กิจภายใน คือ งานอันเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องบริหารเพื่อขันธ์ ๕ คือ งานที่จำเป็นต้องทำให้แก่ร่างกาย (ภาราหะเวปัญจักขันธา) เช่น ตื่นมาต้องอาบน้ำ แปรงฟัน บริโภคอาหาร ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น

          ๒. ดูงานกระทบจิตเหล่านี้ด้วย คือ ดูทั้งงานทางโลกและ ขันธ โลกด้วยว่า อารมณ์ในขณะนั้นเป็นอย่างไร เรียกว่าตรวจสอบอารมณ์จิตอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่ายามหลับ ยามตื่น ยืนอยู่ ทำภารกิจใด ๆ อยู่ รู้ให้ตลอดเวลา เป็น อกาลิโกในการรู้อารมณ์ แล้วจักแก้ไขอารมณ์ได้ง่ายในวาระต่อๆ ไป

          ๓. จุดนี้บอกให้พวกเจ้าทำกันไปก่อน อย่าคิดว่าง่ายนะ และอย่าคิดว่ายากด้วย ให้ถือว่าเป็นคำสั่งที่ต้องทำให้ได้ด้วย

          ๔. (ขณะที่เพื่อนของผมกำลังถ่ายหนักอยู่) ทรงตรัสว่า งานทางกาย (กิจภายใน หรือโลกภายใน หรือ ขันธโลก) ให้สังเกตอารมณ์กระทบ อย่างกำลังถ่ายอยู่นี่ ก็สังเกตอารมณ์จิตว่าเกาะทุกขเวทนาของร่างกายหรือเปล่า หรือสักแต่ว่าดูร่างกายถ่ายของทิ้งตามธรรมชาติ หรือ ดังกับกำลังกินอาหารอยู่ ลิ้นทำหน้าที่ตามธรรมชาติ บ่งบอกรสอาหาร ก็ดูอารมณ์ของจิตไปเกาะอยู่กับรสของอาหารหรือไม่ มีอารมณ์ชอบใจหรือไม่ชอบใจหรือไม่ หรืองานนั้นเป็นหน้าที่ของร่างกาย จิตไปเกาะติดงานนั้นหรือไม่ นี่คือตัวอย่างของการสังเกตจิตเกาะงานภายใน คือ หน้าที่อันเป็นภาระของร่างกาย

          ขอสรุปว่า พระองค์ตรัสสอนเรื่องนี้ก็คือ อินทรีย์สังวรหรือการสำรวมอายตนะ ๖ นั่นเอง และให้ทำอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นจริยาของพระอริยเจ้าขั้นสูงท่านปฏิบัติอยู่เป็นปกติ เป็น ๑ ในจรณะ ๑๕ ที่ท่านทำอยู่เป็นจริยาวัตรของท่าน คือ

               ก) ศีลสังวร, อินทรีย์สังวร, โภช เนมัตตัญญุตา, ชาคริยานุโยค (๔ หมวด)

               ข) ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, พาหุสัจจะ, วิริยะ,สติ, ปัญญา (๗ หมวด)

               ค) ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน (คือฌานที่ ๑-๔) (๔ หมวด)

 

การอยู่วัดได้ทำบุญ การอยู่บ้านได้บาปนั้นจริงหรือ

          เรื่องนี้ หลวงปู่วัย จัตตาลโย ท่านเมตตาสอนไว้มีความสำคัญดังนี้

          ๑. มีหญิงผู้หนึ่งอยู่กับท่าน คุยกับเพื่อนผมว่า เขาอยากเป็นผู้ชาย จะได้ไปนวดหลวงปู่ได้ เพื่อนผมก็บอกว่า ทำไมไม่เอากายใน (อาทิสมานกาย) ไปนวดเล่า หลวงปู่ท่านก็สอนว่า กายในมันปวดเมื่อยได้หรือเปล่า ก็ตอบว่าเปล่า

          ๒. นั่นซิ แล้วจะมานวดมันทำไม อย่าไปแนะนำใครเขาให้ทำอย่างนั้นนะ มันไม่ถูก กายในไม่ปวดเมื่อย ไม่ป่วย ไม่ตาย จึงไม่จำเป็นต้องปฐมพยาบาลมันอีก ใครทำอย่างนี้ หลวงปู่ไม่ชอบ สู้เอาจิตถึงจิตมาศึกษาธรรมปฏิบัติดีกว่า พ้นทุกข์ได้ดี ถ้ายังเกาะร่างกายอยู่ก็ไม่พ้นทุกข์

          ๓. บางคนคิดว่าอยู่วัดได้บุญ อยู่บ้านได้บาป >ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ เพราะบุญอยู่ที่ใจ ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า ธรรมทั้งหลายสำเร็จที่ใจ ธรรมจึงไม่ขึ้นอยู่ที่สถานที่ บุคคล เวลา เพศ วัย

          ๔. คนบางคนอยู่วัดได้บุญเหมือนกัน แต่นิดเดียว แต่ได้บาปมากมาย เพราะมาทำบาปในเขตพระพุทธศาสนา เช่น เด็ดดอกไม้ เก็บผลไม้ เก็บของสงฆ์ไปใช้ส่วนตัว คิดว่าเป็นของเล็กๆ น้อยๆ

          ๕. บางคนทำของสงฆ์เสียหาย แล้วไม่แก้ไขหรือชดใช้ของสงฆ์

          ๖. บางคนมานอนวัด แต่ไม่ยอมปฏิบัติธรรม นอนตื่นสาย เป็นการปรามาสพระรัตนตรัย ยิ่งพวกปากมาก ปากมอม ปากไม่มีหูรูด ขาดกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ด้วยก็อาจลงอเวจีมหานรกไปเลย

          ๗. ดังนั้น พวกมาอยู่วัดนานๆ อยู่วัดบ่อย ๆ แต่ไม่ยอมละความชั่วที่ตนเอง ไม่ยอมทำความดี และไม่ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ การอยู่วัดก็คือการอยู่ปากเหวนรกนั่นเอง

          ๘. บางคนแม้เทปธรรมะของหลวงพ่อท่านออกอากาศก็ไม่สนใจฟัง จัดว่าเป็นผู้ประมาทในธรรม ประมาทในความตาย จึงเท่ากับประมาทในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จึงเท่ากับอยู่วัดเพื่อจองนรก กลัวนรกจะไม่มีที่ว่างนั่นเอง

 

ศึกษาธรรมที่เป็นคุณ ดีกว่าศึกษาธรรมที่เป็นโทษ

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ศึกษาธรรมที่เป็นคุณดีกว่าศึกษาธรรมที่เป็นโทษ อย่าคิดค้นหาความชั่วที่คนอื่น ให้คิดค้นหาความชั่วที่จิตตนเอง ละวางเสียที สำหรับบทความที่เป็นโทษ อันเป็นบาปกรรมที่ผู้ใดทำไว้ ผู้นั้นย่อมได้รับผลตอบสนองอย่างแน่นอน

          ๒. พวกเจ้าใฝ่ดีต้องการจักไปพระนิพพาน จักมานั่งค้นหาธรรมอันเป็นอกุศลนั้นอยู่ทำไม ขณะที่พบบทความชั่วนั้น จิตก็จดจ่ออยู่กับความชั่วนั้น เกิดตายตอนนั้นขึ้นมา จักไปพระนิพพานได้หรือ

          ๓. จงอย่าค้นหาความชั่วที่ผู้อื่น ให้ศึกษาแต่ความดีตามพุทธบัญญัติเท่านั้นจักดีเสียกว่า แล้วเพียรค้นหาความชั่วที่จิตตนเองให้สิ้นซากไปเสียยังจักดีกว่า มัวแต่ไปค้นหาความชั่วของบุคคลอื่น ก็ได้ชื่อว่าจิตของพวกเจ้าไปติดความชั่วของบุคคลอื่น จึงเท่ากับนำเอาความชั่วของบุคคลอื่นมาใส่ใจตนแล้วนะ

          ๔. ให้ตัดกรรม การติดตามขุดคุ้ยความชั่วของผู้อื่นเป็นการต่อกรรม และจงอย่าไปคิดตำหนิจริยาของผู้อื่น เพราะจิตเขาเจริญในธรรมระดับไหน ย่อมรู้และเข้าใจในธรรมได้แค่ระดับนั้นเป็นธรรมดา เอาเขาเป็นครูทดสอบจิตของเราดีกว่า เวลานี้พวกเจ้าก็สอบตกทั้งสองคน

          ๕. ให้รู้จักคำว่าอภัยทาน คำว่าอภัย คือ ไม่เอากรรมชั่วของเขามาเก็บไว้ในใจของเรา ปล่อยวางกรรมของเขาไปเสียจากอารมณ์ของเรา

          ๖. คำว่าอภัยทาน มิใช่จักต้องเข้าไปนอบน้อม พูดดี ทำดีกับเขา เพียงแต่ปล่อยวางกรรมชั่วของเขาให้หลุดออกไปจากใจ อุเบกขาหรือวางเฉยในกรรมชั่วของเขา เพราะกฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย

          ๗. พวกเจ้าพึงมีจิตอ่อนโยน มีมุติตาไม่ไปซ้ำเติม คือ ไม่ไปสืบเสาะความชั่วของเขา แล้วนำมาเป็นการทำร้ายซ้ำเติมเขาอีก จงมีความเมตตากรุณาเข้าไว้ สงสารเขา เพราะที่เขาสร้างกรรมขึ้นมาทำร้ายตนเอง ให้ต้องรับทุกข์ทรมานต่อไปในภายหน้านานนับอเนกชาติ

          ๘. ให้พวกเจ้ารู้จักใคร่ครวญถึงพรหมวิหาร ๔ เข้าไว้ให้เข้าใจ จะได้วางเฉยหรืออุเบกขา ไม่ไปเดือดร้อนกับกรรมของใคร ให้ศึกษาจุดนี้เข้าไว้ จะได้เคารพกฎของกรรม จักคิด จักพูด จักทำอะไร ให้ใช้ปัญญาพิจารณา ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ เพราะกรรมในกรรม หรือ กฎของกรรมนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก

          ๙. เรื่องของสงฆ์จงอย่าไปยุ่ง สงฆ์ย่อมระบุอาบัติของสงฆ์ให้คณะสงฆ์กรรมการสงฆ์ทราบได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่