พระธรรม

ในเดือน...กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๘. รักษากำลังใจให้อยู่ในศีล-สมาธิ-ปัญญา อย่าท้อถอยกับร่างกายที่มีแต่ทุกขเวทนาอยู่เสมอ ให้เห็นปกติธรรมของร่างกาย และที่จิตยังดิ้นรนกระสับกระส่ายไปกับร่างกายเมื่อถูกกระทบ ก็เป็นเพราะวิปัสสนาญาณยังอ่อน พิจารณาก็จริงอยู่ แต่ไม่ต่อเนื่องกัน จิตจึงไม่มีกำลังที่จักประคองอารมณ์ให้แนวแน่อยู่กับความเป็นจริง กำลังตัดสังโยชน์ยังไมพอ ต้องฝึกฝนสมาธิจิตให้ตั้งมั่น เข้มแข็งมากขึ้นยิ่งกว่านี้ ให้มองตามความเป็นจริง หาจุดอ่อนของการปฏิบัติให้พบ อย่าเข้าข้างตนเอง แล้วจงอย่าไปสนใจเรื่องของใคร ให้ตั้งใจมองจิตของตนเอง มองจริงๆ ให้เห็นจริงๆ แล้วจักพบความก้าวหน้าในการปฏิบัติ

          ๙. อย่ากังวลกับการทรงชีวิตไปในภายหน้า ให้อยู่กับปัจจุบันธรรมเป็นหลัก รักษาจิต รักษากายเข้าไว้ให้ดีในปัจจุบัน แล้วเมื่ออนาคตมาถึงก็จักดีเอง

          - อย่าสนใจในจริยาของผู้อื่น ใครจักทำอะไร-พูดอะไร-คิดอะไรก็เรื่องของเขา จงพยายามอย่าเอาจิตไปยุ่งกับเขา ให้เห็นปกติธรรมของคนๆ นั้นให้มากๆ แล้วนำมาพิจารณาด้วยปัญญา แล้วจักทำให้รู้จักวางจิตให้ไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง

          - การไม่สนใจกับจริยาของผู้อื่น จักทำให้ตัดภาระยุ่งยากออกจากจิตได้อย่างมากมาย มีเวลาเจริญพระกรรมฐานได้เต็มที่ และจักไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไร้สาระด้วย

          - จงอย่าสนใจอะไรในโลกด้วย ให้พยายามรักษาจิต ให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริงว่า ที่สุดแล้วโลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ

          - จงพยายามทำจิตให้อย่าผูกติดกับอะไรทั้งหมด เพียรปล่อยวางเพื่อพระนิพพานเท่านั้น ร่างกายมันก็เท่านั้น ดูธรรมดาของร่างกาย จนให้จิตมันชิน ไม่มีการดิ้นรน ยอมรับกฎของธรรมดาหมดทุกอย่าง

          - ให้มองดูความสุขของจิต ซึ่งไม่มีความเร่าร้อนด้วยประการทั้งปวง

          ๑๐. ทำอะไรให้ใจเย็นๆ อย่าไปรีบเร่งให้เสียงาน เรื่องของความละเอียดรอบคอบอยู่ที่ความเย็นของจิต แล้วเกิดการพิจารณาให้รอบรู้ในงานนั้น ๆ การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน อย่าใจร้อน ให้ปฏิบัติด้วยความเยือกเย็นอยู่เสมอ ๆ

          ๑๑. เห็นภาระอันหนักหนาสาหัสของขันธ์ ๕ แล้วหรือยัง (ก็รับว่าเห็นแล้ว) การทรงชีวิตอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ หาความสุขไม่ได้ นอกเหนือจากเงินทองทรัพย์สินที่ต้องหามาใช้ ตั้งแต่วันเกิดยันวันตาย อันแทบจักประมาณราคาไม่ได้แล้ว การดำรงชีวิตอยู่ยังเต็มไปด้วยความทุกข์ ธรรมเหล่านี้เพียรพิจารณาให้เห็นสภาวะที่จำจักต้องเป็นไป อย่างนี้เป็นธรรมดา จิตจักได้ไม่ดิ้นรนฝืนกฎของความเป็นจริงของขันธ์ ๕

          - รู้จักบริโภคแต่พอสมควรโดยความไม่ประมาท อย่าพึงไปเกาะทุกข์ให้มากจนเกินไป มองแค่จิตสบายๆ มองให้ยอมรับกฎของธรรมดา จิตก็จักปล่อยวาง ไม่เดือดร้อนกับภาวะธรรมนั้นๆ

          - พระคุณของผู้ให้อุปการะแก่ขันธ์ ๕ ก็จงอย่าลืม รำลึกนึกถึงเอาไว้เสมอ การไม่ลืมบุญคุณของคนจักเป็นทางให้ชีวิตไม่อับจน มีสุขทั้งในขณะที่มีชีวิตอยู่ แม้ตายไปแล้วก็มีความสุข

          ๑๒. ความตายย่อมเป็นของธรรมดาก็จริงอยู่ แต่ก็พึงจักรู้ว่าความตายนั้นเป็นเหตุให้คนลงอบายภูมิมากมาย การไปสู่ภพ-สู่ชาติโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ย่อมเป็นวิถีทางของผู้ประมาท สำหรับผู้ไม่ประมาทก็จักฝึกฝนอบรมจิตใจอยู่เสมอ ให้เข้าสู่ทิศทางที่ต้องการจักไป

          - ความกังวลเป็นหนทางที่นำไปสู่ความทุกข์ เพราะฉะนั้น ไม่ควรเลยที่จักเก็บความกังวลเอาไว้ในใจ

          - จงพิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริง แล้วจึงจักคลายความวิตกกังวลลงไปได้

          - ให้ทำใจสบาย ๆ เบา ๆ ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ จักได้ไม่หนักใจ

          ๑๓. กายกับจิตอาศัยซึ่งกันและกัน ดังนั้น จักต้องหาความพอดีให้เจอ อย่าให้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน โดยอาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักตัดสิน ทำใจให้สบาย ให้ถือว่าทำทุกอย่างด้วยความจริงใจและบริสุทธิ์ใจ ถ้าผลสะท้อนกลับมาเป็นผลเสีย ก็ให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม อย่าไปกังวลถึงความรู้สึกว่า ใครเขาจักรู้สึกเป็นอย่างไร อย่าแคร์ความรู้สึกของคนอื่นให้มากจนเกินไป โลกนี้ไม่เที่ยง โลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้เป็นอนัตตา สลายตัวไปในที่สุด

          - จงอย่ายึดถือเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ให้พิจารณาให้เข้าถึงธรรม อย่าปล่อยจิตให้เป็นโรค แล้วจึงจักพ้นทุกข์ได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่