พระธรรม

ในเดือน...สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. พึงเลี่ยงการกล่าวถึงบุคคลที่ ๓ แม้จักเป็นการยาก แต่ถ้าฝึกจิตไปเรื่อยๆ ก็จักทำได้ในที่สุด เมื่อทำได้แล้วกรรมบถ ๑๐ ก็จักสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป กรณีวัดท่าซุง ที่ซอยสายลมก็ดี ย่อมเป็นที่พวกบ่อนทำลายเข้าไปแทรกอยู่เช่นกัน คุณหมอจักพูดอะไร ก็ต้องใคร่ครวญเสียก่อน อย่าคิดว่าพูดไปโดยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาทำให้ใครเสียหาย พูดตามความเป็นจริง จุดนี้พึงระมัดระวังเอาไว้ให้ดี เนื่องจากอดไปกระทบกระทั่งผู้อื่นไม่ได้ แล้วจักทำให้เกิดการจับผิดกันได้ มีอะไรก็ให้พิจารณาถึงกฎของกรรมให้มาก การคิดแก้ไขย่อมเป็นไปเพื่อป้องกันเท่านั้น แต่จักฝืนกำของกรรมย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่เตือนว่าจงอย่าประมาทในกฎของกรรม พยายามรักษาอารมณ์ให้ทรงอยู่ในความดี คือ จิตเป็นกุศลอยู่ตลอดเวลา กำลังของภัยอันตรายที่เข้าคุกคามก็จักเบาลง ความสงบของจิตจักทำให้รู้เห็นเป็นไปในเหตุการณ์ต่างๆ ที่โถมเข้ามา และจักเห็นหนทางแก้ไขไปได้ในที่นั่นเสร็จสรรพ ขอจงอย่าร้อนรน ทำจิตให้สบายๆ อยู่อย่างมีความสุขทั้งกาย วาจา ใจ จงอย่าได้กระทำให้เบียดเบียนตนเองหรือเบียดเบียนต่อผู้ใดเลย

          ๒. ความลับย่อมไม่มีในโลก ให้เชื่อท่านพระ..... ที่พูดว่า ช่างมันสักวันหนึ่งคนอื่นหรือพระอื่นๆ ก็จะรู้เรื่องของเขาเองว่าเป็นอย่างไร กรรมชั่วของนักบวชตนหนึ่ง จงอย่าเอาใจไปขาดทุนกับคนอย่างนี้เลย เสียเวลาการเจริญพระกรรมฐานเปล่าๆ กรรมเป็นกฎตายตัว ให้ใจเย็นเข้าไว้ คนไม่มีศีลก็ดี ไม่มีกรรมบถ ๑๐ ก็ดี อยู่วัดนี้ได้ยาก ในขณะนี้ที่ผลของกรรมชั่วยังไม่ให้ผล ก็เนื่องจากบุญความดีในอดีตยังให้ผลอยู่ ดูกฎของกรรมจงอย่าดูแต่เพียงระยะสั้นๆ ให้ดูไปให้ไกล แล้วจักเห็นผลของกรรมแน่นอน คนเหล่านี้หรือสงฆ์เหล่านี้สร้างกรรมแล้ว แม้ร่างกายแตกดับก็ยังจักยังจิตใจให้ตกไปสู่อบายภูมิ ไปเร่าร้อนอยู่ในอเวจีมหานรก เป็นต้น แต่จงอย่าสะใจในกรรมของพวกเขา ให้เห็นด้วยจิตสลดว่า คนเหล่านี้เกิดมาเป็นคนแล้ว ยังไม่สามารถกลับมาเกิดเป็นคนใหม่ได้ ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ในอบายภูมิ พึงน่าสงสารมาก

          ๓. เรื่องวิมานวัตถุ หลวงพ่อฤๅษีท่านเทศน์เรื่องนี้ มีความว่า พี่น้องสองศรี คนพี่ชอบถวายทานหรือภัตตาหารแก่พระสงฆ์เป็นส่วนองค์หรือส่วนบุคคล คนน้องได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ให้ถวายทานหรือภัตตาหารแก่หมู่สงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป พอตายคนพี่ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก คนน้องตายไปด้วยอานิสงส์ของการถวายสังฆทาน (ถวายทานตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป) ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ซึ่งเป็นไปตามกรรมดีที่ตนทำไว้ แต่กลุ่มของลูกศิษย์หลวงพ่อฤๅษีส่วนใหญ่ไปอยู่แค่ชั้นดาวดึง ก็เพราะติดใจในพระจุฬามณีกับติดท่านปู่พระอินทร์และท่านย่า ซึ่งเป็นใหญ่อยู่ที่สวรรค์ชั้นนี้ ทั้ง ๆ ที่ถวายสังฆทานกันมากมายสุดประมาณ อนึ่ง เรื่องสวรรค์ชั้นสูงๆ แม้อายุขัยจักมากตามกำหนดของสวรรค์ชั้นนั้นๆ แต่อายุของเทวดานางฟ้าแต่ละองค์นั้น หาได้อยู่ได้ครบทุกองค์ตามอายุขัยของสวรรค์ชั้นนั้น ๆ ก็หาไม่ อายุของเทวดา นางฟ้า ของแต่ละองค์ขึ้นอยู่กับกรรม คือ บุญบาป ที่ได้กระทำกันมา เหมือนกับโลกมนุษย์ที่มีอายุขัย ๘ หมื่นปีบ้าง ๔ หมื่นปีบ้าง ๒ หมื่นปีบ้าง แต่มาปัจจุบันอายุขัย ๗๕ ปีบ้าง แต่คนในโลกก็ใช่ว่าจักอยู่ได้จนหมดอายุขัยได้ทุกคนก็หาไม่ บางคนอายุได้เพียง ๑ วันก็ตาย ๑ เดือนก็ตาย ๒ เดือนก็ตาย ๖ เดือนก็ตาย หรือ ๑ ปีก็ตาย ตายในโลกตายด้วยกฎของกรรม อันเป็นการกระทำของตนเอง ตายได้ทั้ง ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย ได้ฉันใด เทวดา นางฟ้า แม้แต่พรหมทุกชั้นก็มีสิทธิ์ตายหรือจุติได้ฉันนั้น เพราะฉะนั้นพึงทำความเข้าใจให้ถูกว่า สวรรค์ชั้นสูงๆ มิใช่ว่าจักเป็นหลักประกันอายุของเทวดา นางฟ้าว่า จักมีอายุขัยยืนยาวได้ทุกองค์

          ๔. เรื่องยารักษาโรค เป็น ๑ ในปัจจัย ๔ ที่จำเป็นของการดำรงชีวิตอยู่ ให้ดูตัวอย่างท่านพระ..... ร่างกายของท่านป่วยบ่อย ๆ ท่านก็รักษามันไปตามหน้าที่ จงอย่าไปทุกข์กังวลกับค่ายารักษาโรคของท่าน ให้พิจารณาชีวิตของร่างกายของท่านพระ..... ท่านด้วยปัจจัย ๔ อย่างแท้จริง ตัวยารักษาโรคที่ท่านฉันอยู่ เป็นการยังอัตภาพให้เป็นไป เป็นการระงับทุกขเวทนา ท่านเองเป็นผู้ถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนมาโดยตลอด ท่านจึงเป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย โดยใช้อาการของโรคเป็นทุกข์มาเป็นหลักพิจารณาปลดขันธ์ ๕ ท่านจึงได้ชื่อว่า เพียรปล่อยวางทุกๆ ขณะจิต พวกเจ้าพึงดูท่านเข้าไว้เป็นตัวอย่าง อย่าไปทุกข์กับท่านผู้ไม่ทุกข์แล้ว และจงมองทุกข์ให้เป็นธรรม แล้วพวกเจ้าก็จักพ้นทุกข์ได้

          ๕. เรื่องเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำใจให้สบาย เห็นเรื่องของโลกเป็นเรื่องธรรมดา ทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด ถ้าหากจิตยังดิ้นรน ก็แสดงว่าจิตยังไม่ยอมรับกฎของธรรมดา กรณีจักให้อยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ถ้าหากใครมีปัญหานี้ขึ้นมา ถ้าหากรู้จักวางอารมณ์ใจให้พอดี ทุกอย่างก็จักลงตัวพอดี จิตก็จักไม่ทุกข์มาก เนื่องจากเวลานี้กฎของกรรมให้ผล ไม่มีใครสามารถฝืนกฎของกรรมไปได้ ทุกคนกระเทือนหมดไม่มากก็น้อย ถ้าคิดว่าตนลำบาก ก็ให้มอง คนอื่นเป็นจุดเปรียบเทียบบ้าง แล้วจักเห็นว่าคนทุกข์มากกว่าเรานั้นมีอยู่ เห็นอย่างนี้แล้วก็จักสบายใจ

          ๖. ให้พิจารณาขันธ์ ๕ แล้วยอมรับสภาพขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง แล้วจิตจักมีความสุข อะไรจักเกิดขึ้นให้เห็นเป็นปกติธรรม เช่นเดียวกันกับคนตาย สัตว์ตาย ต้นไม้ใหญ่เล็กตาย โลกนี้ทั้งโลกไม่มีอะไรเหลือ ทุกอย่างอนัตตาเหมือนกันหมด แม้แต่ร่างกายที่จิตใจของเจ้าสิงสถิตอยู่นี้ ไม่ช้ามันก็ต้องตาย นี่เป็นเรื่องธรรมดา ให้นึกถึงเรื่องในพระสูตรที่พระพุทธเจ้าโปรดนางปฏาจราเถรี เกี่ยวกับความตาย มีความสำคัญว่า จงอย่าคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้ว หากเราจักตายก็ไม่มีใครสามารถยับยั้งความตายได้ ให้เห็นความตายเป็นของธรรมดาของผู้เกิดมามีร่างกาย ผู้ไม่ประมาทย่อมชำระศีลให้บริสุทธิ์ ศีลเป็นรากฐานของพระธรรม ศีลเป็นแม่ของพระธรรม ศีลกันจิตของเราไม่ให้ตกนรกได้ ตัวคิดคือสังขารเป็นอารมณ์ปรุงแต่งธรรม บุคคลผู้ถูกอกุศลเข้าคลอบงำจิต จิตเป็นมิจฉาทิฎฐิ จึงคิดแต่เรื่องไม่ดี เห็นถูกเป็นผิด เห็นผิดเป็นถูก ทุกขเวทนาย่อมเกิดจากอารมณ์คิดของเราเอง อารมณ์จิตเราเองทำร้ายจิตตนเองตลอดเวลาที่คิด ยิ่งย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ก็ยิ่งทำจิตตนเองให้เศร้าหมอง ให้ยิ่งทุกข์เพิ่มขึ้น ยิ่งยึดมั่นในความคิดของตนเอง ก็ยิ่งเบียดเบียนตนเอง ทำร้ายตนเอง เผาใจตนเอง เพราะสังขารหรืออารมณ์ปรุงแต่ง ทำให้จิตตกเป็นทาสของอารมณ์ ตัวอย่างเช่น เด็กหนุ่มคนหนึ่ง มีพื้นฐานธรรมดี สามารถคุยกับพระได้ เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจเล่นงาน มีหนี้สินมาก ก็คิดมากเป็นธรรมดา แต่โชคดีได้พบกับท่านพระสุรจิต และขอความเมตตาปรึกษาปัญหานี้กับท่าน ท่านก็เมตตาสอนว่า อารมณ์คิดนี่แหละเป็นตัวทำร้ายจิตใจของตนเอง สภาวะหนี้สินนั้นเป็นเราเป็นของเราจริงหรือ แล้วเราคือใคร เราคือจิต จิตเป็นหนี้หรือความคิดนี่แหละที่ไปยึดมั่นถือมั่น จิตไม่สามารถจะเอาอะไรในโลกนี้ไปได้ หนี้ก็เป็นหนี้ที่อยู่ในโลก ถ้าร่างกายมีอยู่ก็ทำงานชดใช้หนี้ไปตามสภาวะ แต่จริง ๆ แล้วเราคือจิต โลกนี้ทั้งโลก ไม่มีอะไรเป็นของเราหรือเป็นของจิตไปได้ ไม้จิ้มฟันสักอันหนึ่งจิตจะยึดว่าเป็นของเราก็ไม่ได้ ผมสักเส้นหนึ่ง จิตจะยึดว่าเป็นของเราก็ไม่ได้ แม้ร่างกายที่จิตอาศัยอยู่นี้ จิตหลงคิดว่าเป็นเราเป็นของเรา เวลาร่างกายตายจิตก็เอาไปไม่ได้ บุญกับบาปเท่านั้นที่จิตเอาไปได้ เพราะเป็นกรรม (การกระทำ) ที่จิตหรือเราทำไว้ ดังนั้นหากมัวคิดแต่เรื่องที่ทำให้เกิดทุกข์ (บาป) จึงเป็นการตั้งจิตผิด (คิดผิดทาง) ไปยึดว่าหนี้สินเป็นของจิตก็ผิด ยิ่งคิดจะไปพระนิพพาน ยิ่งต้องแยกแยะให้ถูก รักษาจิตให้ถูก คิดให้จิตเป็นสุข ยอมรับทุกอย่างตามความเป็นจริง คิดแต่สิ่งที่เป็นบุญ เป็นกุศล แต่ไม่ใช่ติดในบุญกุศล สรุปว่า สังขารหรืออารมณ์ปรุงแต่งนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ให้หยุดอดีต หยุดเรื่องที่ผ่านมาแล้ว หยุดฟุ้งเลว หยุดอารมณ์ปรุงแต่งธรรมเสีย ซึ่งก็เท่ากับหยุดอารมณ์ชั่วทั้ง ๕ อย่าง ที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง หรือนิวรณ์ ๕ นั่นเอง เมื่อระงับนิวรณ์ ๕ ได้ จิตก็สงบ ปัญญาก็เกิด ศีลก็บริสุทธิ์ ทำให้มองเห็นด้วยปัญญาว่า การตายเป็นของธรรมดาของการเกิดมามีร่างกาย เมื่อนางพิจารณาถึงจุดนี้ จิตก็บรรลุพระโสดาปัตติผล และขอบวชเป็นพระภิกษุณีในพุทธศาสนา เมื่อกลับที่พักใช้น้ำล้างเท้า ๓ ขัน ขันที่ ๑ น้ำซึมลงดินแค่จุดหนึ่ง ขันที่ ๒ ก็ซึมลงดินยาวกว่าขันแรก ขันที่ ๓ ก็ซึมลงดินยาวมากขึ้นกว่าเดิม จิตที่มีศีล สมาธิ ปัญญา ครบบริบูรณ์ก็เห็นไตรลักษณ์ภายนอก แล้วน้อมเข้ามาเป็นไตรลักษณ์ภายในว่า แม้ร่างกายที่จิตเราอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ก็มีสภาวะเช่นนี้คือ ความตายอาจจะเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา แม้ในปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย ตามกรรมที่จิตตนทำเอาไว้ จิตก็วางหรือตัดอุปาทานขันธ์ ๕ ได้เด็ดขาด แล้วทรงตรัสรับรองธรรมที่ท่านรู้เห็นได้ด้วยจิตตนเองเฉพาะตนว่าถูกต้องแล้ว

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่