(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน กรกฎาคม ๒๕๓๘)

วิริยะบารมี




          ๑. เรื่องวิริยะบารมีนี้ พวกเจ้าไม่ค่อยจักมีกัน เพราะชอบขี้เกียจอยู่เรื่อย ให้เห็นโทษของอารมณ์ตัวนี้ ซึ่งเป็นอารมณ์หลงหรือโมหะจริต แล้วพิจารณาให้เห็นคุณของการมีวิริยะบารมี พยามอย่าให้อารมณ์นี้ขึ้นมาอยู่ในจิต

          ๒. ต่อไปพึงเขียนแบบบารมี ๑๐ ติดไว้ในที่เห็นได้ชัดๆ ให้เขียนว่าบารมี ๑๐ มีคุณประโยชน์อย่างไรบ้าง อีกข้างหนึ่งให้เขียนเปรียบเทียบว่า ไม่มีบารมี ๑๐ มีโทษอย่างไร

          ๓. เป็นการเตือนจิตให้จดจำเข้าไว้ ให้เข้าไปถึงใจ พึงทำตามนี้ มิฉะนั้นก็ได้แต่ท่องบ่น แต่ไม่เห็นจักรักษาบารมี ๑๐ ให้ทรงตัวได้สักทีหนึ่ง

          ๔. ให้พวกเจ้าหมั่นทบทวนคำสอนของท่านฤๅษี จากหนังสือ ธรรมปกิณกะเล่ม ๑ กับเล่ม ๒ บ้าง จุดนั้นมีธรรมะละเอียดมาก เพราะสมัยนั้นท่านเทศน์ถึงแก่นอย่างจริงจัง จักเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติของเจ้า ในขณะนี้มาก จักได้เปรียบเทียบการศึกษาในอดีตกับการศึกษาในปัจจุบัน ที่กลับมาทบทวนใหม่นี้ จิตที่เจริญขึ้นแล้วในเวลานี้ จักทำให้พวกเจ้าเข้าใจในธรรมได้ประณีตยิ่งขึ้น

 

ขันติบารมี

          ๑. กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย แม้แต่กรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังตามมาให้ผล สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสเรื่องนี้ไว้ก่อนจะเข้าสู่ปรินิพพาน ในเรื่องกรรมจากน้ำขุ่น - น้ำใส่ พวกเจ้าคงยังจำกันได้

          ๒. ในอดีตพวกเจ้าทำกรรมไว้ ๒ อย่างทั้งกุศลและอกุศล แต่เป็นอกุศลเสียเป็นส่วนใหญ่ กรรมตัวใดตามมาทัน ก็ย่อมให้ผล ไม่มากก็น้อย โดยหนีไม่พ้น ตราบใดที่ขันธ์ ๕ หรือร่างกายยังทรงอยู่ วิบากกรรมก็ย่อมเกิดกับร่างกายนั้นเป็นธรรมดา

          ๓. เรื่องวิบากกรรมของเจ้าก็ดี ของคุณหมอก็ดี ที่เกิดแล้วเกิดเล่าติดต่อกันมานานปีก็จากเหตุนี้ ยิ่งเป็นชาติสุดท้ายด้วยแล้ว มันก็พยายามทวงหนี้ให้ได้มากที่สุด จุดนี้แหละคือขันติบารมี ที่จะต้องอดทน อดกลั้น และต้องทนให้ได้ด้วย เพราะเป็นชาติสุดท้ายแล้ว

          ๔. จุดนี้ต้องอาศัยปัญญาบารมี พิจารณาเข้าสู่อริยสัจ ให้เห็นทุกข์ - เห็นโทษ - เห็นภัย จากการเกิดมามีร่างกาย ตราบใดที่ร่างกายยังไม่พัง ก็จำต้องพบกับมันเป็นธรรมดา ดังนั้น มรณานุสสติ ควบอุปสมานุสสติ จึงทิ้งไม่ได้จากจิต รู้ลม -รู้ตาย - รู้นิพพาน ซักซ้อมเข้าไว้ให้จิตมันชินจนเป็นฌาน เอาจิตรอดเข้าสู่พระนิพพานได้แบบง่ายๆ ส่วนกายนั้นมันไม่มีทางรอดอยู่แล้ว พยายามอย่าไปสนใจมันให้มากนัก ทุกอย่างต้องเดินสายกลางจึงจะพ้นทุกข์ได้

 

สัจจะบารมี

          ๑. ผู้มีปัญญา เขาตั้งใจอะไรไว้ เขาก็พยายามทำให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ โดยมีปัญญาคุม โดยรู้กำลังใจของตนเองมีแค่ไหน ระดับไหน ก็ให้ตั้งใจไว้แค่ระดับนั้น

          ๒. ผู้มีปัญญา จะใช้คำว่าข้าพเจ้าจะพยายามปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ให้ดีที่สุดในวันนี้ เขาตั้งเป็นวันๆ ทำทุกวัน โดยมี มรณา และอุปสมานุสสติควบอยู่เสมอ ด้วยความไม่ประมาทในความตาย

          ๓. ทำได้แค่ไหน ก็พอใจแค่นั้น รักษาอารมณ์จิตอย่าให้เกิดความเศร้าหมองของจิตเกิดขึ้น อย่าให้ขาดทุน โดยใช้หลักพรหมวิหาร ๔ ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติ แก้ปัญหาทุกชนิดจัดเป็นอารมณ์สันโดษนั่นเอง

 

อธิษฐานบารมี

          ขอสรุปสั้นๆ ว่า ทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ให้อธิษฐานว่าจะทำเพื่อพระนิพพานจุดเดียว จิตมุ่งพระนิพพานจุดเดียว เพราะทราบสภาวะของจิตว่าให้จิตรู้อะไร จิตมีสภาพจำให้เขารู้อะไรเขาก็ไปตามนั้น จิตเกาะนิพพาน กายพังเขาก็ไปนิพพาน จิตเกาะความโกรธ กายพังก็ไปนรกขุมใดขุมหนึ่ง จิตเกาะโลภ กายพังก็ไปเป็นเปรตประเภทใดประเภทหนึ่ง จิตเกาะหลง กายพังก็ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน

          อธิษฐานบารมีจะเต็มได้ ก็ต้องใช้ปัญญาคุม อธิษฐานตรงจุดจนจิตชินเป็นฌานในนิพพานสมบัติ ผู้ใดไม่ประมาทในความตาย ผู้นั้นจึงจะมีนิพพานสมบัติ หรือนิพพานสมบัติจะมีแก่ผู้ที่ไม่ประมาทในความตายเท่านั้น รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ซักซ้อมอยู่เสมอด้วยความไม่ประมาทในความตาย

          ส่วนเมตตาบารมีกับอุเบกขาบารมี พระองค์ยังมิได้ตรัสสอนไว้ในเดือนก.ค. ๒๕๓๘

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่