จงรู้จักประมาณเรื่องอาหาร ว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษ

 

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. ทรงตรัสสอนเพื่อนผมว่า อาหารอืดเสียดที่เจ้าเป็นอยู่เพราะกรดในกระเพาะอาหารกำเริบขึ้น เป็นเพราะเจ้าไม่รู้จักประมาณเรื่องอาหารว่า เป็นคุณหรือเป็นโทษ อย่าเอาแต่ความคิดที่ว่ากินอะไรก็ได้ เอาง่ายๆ เข้าว่ามันก็เป็นเหตุให้เบียดเบียนร่างกายจนเกินไป เวทนาเกิดเป็นทุกข์ก็พลอยทำให้การปฏิบัติพระกรรมฐาน พลอยได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรไปด้วย

          ๒. อาหารบางประเภทที่ทำให้กรดในกระเพราะเพิ่มขึ้น เช่นผักหรือแกงต้มหลาย ๆวัน ควรงดได้แล้ว นั่นเป็นความมักง่ายจนกลายเป็นขี้เกียจไปแล้ว ผลไม้ เช่น ทุเรียน ก็ไม่ควรกินให้มากนัก เลี่ยงได้เป็นดี

          ๓. คำว่ากินอะไรก็ได้ของดีของเลว ถูกหรือแพงไม่ว่า ควรจักคำนึงถึงคุณและโทษ ที่เป็นผลกระทบต่อร่างกายด้วย เพราะเวลานี้เจ้ายังต้องอาศัยร่างกายทำความดีอยู่ อย่าไปเบียดเบียนให้มันทรุดโทรมมากนัก ทรมานร่างกายเกินไป มรรคผลจากการปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้ผล

          ๔. เรื่องธาตุ ๔ ท่านฤๅษีก็ได้สอนพวกเจ้ามาแล้วตามสมควร การบริโภคตามธาตุที่เสื่อมไปนั่นเป็นการสมควร เวลานี้ธาตุลมของเจ้าเสื่อม มันเสื่อมอยู่ภายในกระเพาะเป็นจุดสำคัญ มันเปรียบเหมือนลมบูดเน่าที่เสื่อม แต่ไม่ยอมระบายออกมาภายนอก จุดนี้ทำให้เกิดอาการอืด เสียด หายใจไม่สะดวก จนมีอาการคล้ายหายใจไม่ออกได้ปานนั้น อย่างนี้เจ้าไม่ควรปล่อยอารมณ์ให้เหลวไหลไปทางอื่น ๆ นอกเหนือจากพระนิพพาน

          ๕. ปรับปรุงเรื่องอาหารให้ได้แล้ว อาการของการป่วยจักดีขึ้นเอง อย่ากลัวความลำบากในการปรุงอาหารรับประทานเพื่อเลี้ยงชีวิต นั่นเพราะพวกเจ้าเคยลำบากมาอย่างนี้ทุกชาติ ทุกข์อย่างนี้หนีไม่พ้น ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีร่างกายที่ต้องการอาหารเลี้ยงชีพอยู่

          ๖. ให้กำหนดรู้และวางเฉย ทำอาหารเลี้ยงร่างกายตามหน้าที่ไปจนกว่ามันจักตาย ตั้งใจเอาไว้เลย ภาระอย่างนี้จักมีแก่เราเป็นครั้งสุดท้าย ร่างกายตายเมื่อไหร่ก็เลิกกันไปเมื่อนั้น

 

          ธัมมวิจัย ตัวของผมเองเคยประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ในสมัยที่หลวงพ่อฤๅษีท่านยังอยู่ ผมมาอยู่วัดมากกว่าอยู่ กทม. ต้องหาอาหารกินเองเป็นประจำ มีเครื่องครัวครบ ทำกับข้าวกินเองบ่อย ๆ แต่ผมโชคดีที่เป็นคนช่างสังเกตดูสภาพของอาหารที่ผมต้องอุ่นอยู่เสมอเมื่อกินไม่หมด ยิ่งในฤดูร้อนในฐานะที่เป็นหมดก็วิตกว่าอากาศร้อน ๆ จะทำให้อาหารเสียเร็ว เลยบางครั้งอุ่นมัน ๓ เวลา เช้า กลางวัน และก่อนนอน ผมสังเกตว่ายิ่งขยันอุ่น อาหารยิ่งเปลี่ยนแปลงสภาวะจากของเดิมไปเร็วขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะพวกผักต่าง ๆ เปลี่ยนทั้งสี กลิ่น รส แค่ ๒ วันไม่เกิน ๓ วัน เมื่อทดลองชิมดูก่อนจะบริโภค รสเปลี่ยนไปมากจนไม่กล้ากิน ต้องเททิ้งทั้ง ๆ ที่จิตขณะนั้นยังอารมณ์เสียดายของอยู่ (โลภะ) ส่วนพวกเนื้อสัตว์ก็เช่นกัน แต่เปลี่ยนแปลงช้ากว่าผัก ยิ่งอุ่นบ่อย ยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วเช่นกัน จัดว่าได้เห็นธรรมในธรรม เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแสดงไตรลักษณ์ให้เราเห็นอยู่เป็นปกติธรรมดา แต่ส่วนใหญ่มักขาดปัญญา จึงไม่เห็นสันตติของธรรมทั้งภายนอกตัวเรา ซึ่งอยู่รอบ ๆ ตัวเรากำลังแสดงไตรลักษณ์อยู่เป็นสันตติภายนอก และไม่เห็นสันตติภายในร่างกายของเราเอง โดยเฉพาะอารมณ์จิตของเราที่ไหวไปกับอายตนะสัมผัสนั้น ๆ อารมณ์เหล่านี้ยังไม่มีในขณะนี้ (ปี พ.ศ.๒๕๓๗) ยังรู้อารมณ์จิตของตนได้หยาบ ๆ ไม่เหมือนในปัจจุบัน

 

โรคกลัวตายหรือโรคปอดแหก

          หลวงพ่อฤๅษี ท่านเมตตามาสอนเพื่อนผมไว้ดังนี้

          ๑. เพื่อนผมจะเดินทางคนเดียวไปหาหลวงปู่วัย ที่จังหวัดสระบุรี ในวันเสาร์ แต่เกิดอารมณ์กลัวตายขึ้นมาว่า รถอาจเกิดอุบัติเหตุ หลวงพ่อฤๅษีท่านก็เมตตามาสอนว่าเอ็งกลัวตายใช่ไหม ไอ้ขี้หมา (ก็รับสารภาพว่า กลัว)

          ๒. มันก็เรื่องธรรมดา จะไม่ให้กลัวเลย ก็ต้องใจเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก คิดเอาไว้ซิว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ถ้าตายคราวนี้เราก็ขอไปพระนิพพาน (ก็จะพยายามคิดตามนั้น)

          ๓. โธ่เอ๊ย ไอ้ปอดแหก ไหนว่าอยากไปพระนิพพาน ๆ แล้วทำไมถึงกลัวตาย คนจะไปพระนิพพานได้อย่างถาวร ก็เพราะไอ้ร่างกายตัวนี้มันตายแล้วต่างหาก แล้วเอ็งจะมานั่งกลัวตายทำไม (ก็ต้องยิ้มแหย ๆ ไว้ก่อน เพราะจริงของท่าน)

          ๔. จริงซิ ไม่จริงได้อย่างไร ไม่ตายแล้ว จิตจะไปอยู่พระนิพพานได้ถาวรได้อย่างไร โง่ตรงนี้แหละ คนกลัวตายก็คือ คนหลง มีอวิชชา คือห่วงร่างกาย กลัวว่ามันจะตายทั้ง ๆที่รู้ว่ามันต้องตายอยู่วันยังค่ำ คือยันรุ่ง อย่างนี้โง่หรือไม่โง่ล่ะ (ก็ยอมรับว่า โง่)

          ๕. โง่ก็โง่ ยอมรับเสีย ก่อนออกเดินทางให้บอกท่านท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์ ท้าว วิรุฬหก ท้าวเวสสุวัณ อินทกะ และบริวาร ช่วยเปิดทางโคจรให้สะดวกปลอดภัยในทุกเส้นทางที่ไปและกลับ ก่อนบอกให้ขอบารมีพระพุทธเจ้าเสียก่อน อย่าใช้บารมีของตนเอง ขอบารมีพระพุทธเจ้า กรุณาให้ท่านท้าวมหาราชทั้งสี่ อินทกะ และบริวาร ช่วยสงเคราะห์ เพราะการไปกึ่งกิจส่วนตัว กึ่งกิจพระพุทธศาสนา ขอให้ท่านเมตตาตลอดทุกเส้นทางด้วย ถ้าใช้บารมีตนเองไม่ได้ผลหรอก มันจิ๊บจ๊อย

 

อภัยทานจักเกิดได้ด้วย อาศัยพรหมวิหารทั้ง๔ ประการ

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. ตั้งใจไว้เถิดเจ้าหากไม่ต้องการจุติอีก หวังพระนิพพานในชาติปัจจุบัน ก็จงทำกำลังใจให้เต็ม อย่าท้อถอยต่ออุปสรรค์ทั้งปวง

          ๒. เจ้าก็รู้เวลา ๗ ชาติ รวมตัวมาเหลือชาติเดียว อุปสรรคย่อมมีมากทั้งกิจทางโลกและกิจทางธรรม เจ้ากรรมและนายเวรย่อมทวงหนี้หนักกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่เจ้าก็พึงจักอดทนเข้าไว้ด้วยขันติบารมี และพิจารณาให้รู้เท่าทันความเป็นจริง ดังนี้แหละ

          ๓. และจักให้ดี จงเลิกสนใจกับจริยาของบุคคลอื่นให้เด็ดขาด ยกเว้นผูกพันโดยกรรม ซึ่งมีอันจักต้องสนทนาโดยธรรมหรือผูกพันทางกาย วาจา ใจ นั่นก็ให้สนใจแต่ในกรรมเท่านั้น

          ๔. อย่าตำหนิว่าใครเลว ถ้าเขารู้ตัว ไม่มีใครหรอกที่อยากจักทำตัวเป็นคนเลว ให้ใครเขาประณามหยามหยัน ให้มองทุกอย่างเป็นกฎของกรรม กรรมมันบังคับเขาให้เป็นเช่นนั้น คิดให้ลงจุดนี้ให้ได้ จักมีความเมตตาและสงสาร บุคคลผู้หลงผิดเหล่านั้น แทนที่จักไปประณามการกระทำของเขา กลับมีความสงสารที่เขาหลงผิดกระทำกรรมเหล่านั้นขึ้นมา ให้เป็นกฎของอกุศลกรรม อันจักนำให้เขาต้องลงไปสู่อบายภูมิ ๔ ตั้งต้นกันใหม่อีกยาวนานกว่าจักกลับมาเป็นมนุษย์ ให้คิดอย่างนี้ด้วยจิตเมตตา กรุณา แต่มิใช่คิดอย่างสาสมใจในกฎของกรรมชั่วของเขา ถ้าเป็นเยี่ยงนั้น เจ้าก็ตั้งอารมณ์ผิด จิตขาดอภัยทานเป็นการไม่ถูกต้องของการตั้งอารมณ์นั้น

          ๕. อภัยทานจักเกิดได้ด้วยอาศัยพรหมวิหารทั้ง๔ ประการ ผู้อภัยทานแล้วก็ย่อมไม่พูดจาซ้ำเติมหรือทับถมบุคคลที่ถูกกฎของกรรมอันเป็นอกุศลเข้าเล่นงาน ผู้อภัยทานมีจิตอ่อนโยน คือ มุทิตา ไม่สร้างอารมณ์รุ่มร้อนอิจฉาริษยา หรือส่อเสียด นินทา ยุยงส่งเสริมให้เขาแตกร้าวกัน และผู้อภัยทานย่อมมีอุเบกขา คือ การวางเฉยไม่ทุกข์ไม่ร้อนไปกับบุคคลอื่นที่ต้องเสวยผลตามกฎของกรรมชั่วที่ทำเอาไว้นั้นๆ จิตของผู้มีอภัยทาน จึงมีความสุขเยือกเย็นสงบถึงที่สุด ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง คือ สงบจริงทั้งกาย วาจา ใจ

          ๖. ความเข้าใจของเจ้า หมายถึง เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นก็สงบ และเมื่ออยู่คนเดียวก็สงบ อย่างนี้จึงจะสงบจริง เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้ว ก็จงพยายามปฏิบัติให้ได้ด้วยนะ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่