ทำไมพระอริยะเบื้องสูง

จึงต้องผ่านธรรมปฏิบัติเกี่ยวกับกามกำหนดและ กามสัญญา




          สมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงพระเมตตาสอนไว้เมื่อ เดือน สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่วัดท่าซุง มีความสำคัญดังนี้

          ๑. ขนาดเจ้าผู้มั่นคงแล้วในอธิศีลสิกขา ยังถูกเวทนาแห่งกามรุกเร้า จนรักษาความดีไม่ได้ในบางขณะจิต แล้วในบุคคลที่ไร้ศีลเล่า จะหาความดีได้อย่างไร ในขณะถูกเหตุแห่งกามเข้าครอบงำ เพราะเหตุนี้พระอริยะเจ้าเบื้องสูง จึงต้องมีธรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการศึกษากามนี้ เจ้าจงตามตถาคตมาดูเถิดว่า กามนี้ยังจิตบุคคลผู้ลุ่มหลงแล้ว มีจุดหมายปลายทางไปยังที่ใดบ้าง

          ๒. กาม แปลว่าความทะยานอยาก บิดา - มารดาอยากสมสู่ วิญญาณสัตว์ก็อยากจุติ กอบขึ้นมาด้วยน้ำกามเป็นเลือดเนื้อ เป็นอัตตาให้ได้ควรแก่การยึดถือ จนกระทั่งออกจากครรภ์มารดาด้วยเนื้อกายเปล่าเปลือย ในวินาทีแรกที่ออกมาดูโลก ก็จักต้องมีปัจจัย ๔ เป็นเครื่องรองรับ ดีหรือเลวก็สุดแล้ว แต่ความอยากของบิดา-มารดาจะปรนเปรอให้ตามความคิดเห็นของตน อันจะพึงมีแก่บุตรตามหน้าที่ ยัดเหยียดสิ่งที่พึ่งมีให้แก่บุตรได้ยึดเอาไว้เป็นอัตรา ตามประสาของผู้ซึ่งไม่รู้ถึงกามภัย ซึ่งแยกออกได้ ๒ กรณี คือ ความทะยานอยากของกาย และความทะยานอยากของใจ

          ๓. การศึกษาจึงเริ่มจาก ๒ จุดนี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่นำจิตวิญญาณของสัตว์ให้ล่องลอยอยู่ในกามาวจรภพ อย่างมิรู้จบสิ้น ด้วยเหตุยึดกามนี้ว่าเป็นของดี เป็นของประเสริฐ อันเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นตามทิฐิแห่งตน ต่อภพ ต่อชาติ ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          ๔. การเกิดในเทวโลก พรหมโลก ก็เพราะความทะยานอยากของจิต ด้วยติดอยู่ในความดีก่อนจะตาย บารมีธรรมทำไว้อย่างไรก็ไปตามนั้น ตถาคตจึงเรียกสถานที่เหล่านั้นว่ากามาวจรสวรรค์ หากจิตไม่ชอบสถานที่นั้น ก็จะไปเกิด ณ ที่นั้นมิได้เลย การเกิดในหมู่สัตว์ก็เช่นกัน ล้วนแล้วแต่ติดบ่วงกามทั้งสิ้น โดยมิรู้เท่าทันความทะยานอยากของจิตและกาย

          ๕. การเกิดในอบายภูมิ๔จากดวงจิตของผู้ที่มิได้รับการอบรม ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายได้รับสัมผัส ก็ก่อให้เกิดความทะยานอยากของกายและจิต หลงติดบ่วงกาม ปรุงแต่งดีเลวให้เกิด เช่น อยากจะกินเต่า เกิดตายขณะนั้นก็ไปเกิดเป็นเต่าได้ กำลังครุ่นคิดถึงกลิ่นเหม็นเน่าของอสุภะ แม้จิตจะรังเกียจ แต่ขณะนั้นจิตเศร้าหมอง หากตายตอนนั้นก็เกิดเป็นหนอนเป็นแมลงที่เกาะกินซากเน่าได้ บุคคลที่คิดละเมิดศีล แล้วนำกายไปทำให้เกิดผลตามที่ตนคิด ตายไปก็ไปเกิดในอบายภูมิ ๔ เป็นสัตว์นรก เป็นต้น ความยินดียินร้ายแห่งกาม มีอยู่เป็นปกติในปุถุชนที่มากอยู่ด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม มีภพ-ชาติเป็นเครื่องยึดผูกมัดเหล่าสัตว์ ให้เวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่สิ้นสุด

          ๖. โลกนี้ไม่เที่ยงเพราะมันพร่องอยู่เป็นนิจ ขันธโลกก็เช่นกัน เราต้องเติมธาตุ ถ่ายธาตุให้กับมันตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย ขันธโลกมีความทะยานอยากอยู่เป็นปกติ อาการพร่องของขันธโลกมีแต่ทุกขเวทนา และบังคับให้เราต้องระงับทุกขเวทนาแก่มันทุกครั้งอย่างมิรู้จบสิ้น เหตุเพราะจิตคนพร่องอยู่เป็นนิจจากตัณหา ไม่รู้เท่าทันเวทนาแห่งกาย

          ๗. การรู้สัมผัสในอายตนะกำหนัด ก่อให้เป็นตัณหาปรุงแต่งขึ้นในจิต ทำให้เกิดความทะยานอยากไปกับ สัมผัสในอายตนะกำหนัดนั้นๆ กำหนดดีเลวขึ้นในสัมผัสนั้น ๆ สร้างความพอใจและไม่พอใจให้เกิด เมื่อยามขันธโลกแตกดับ ก็จะไปตามคตินั้น ๆ การมีกายจึงต้องเสพกามคุณ ๕ ให้เป็นไปตามปกติของอายตนะสัมผัส แต่ในบุคคลผู้มุ่งรักษาศีล สมาธิ ปัญญาอันตั้งมั่นแล้ว จักไม่มัวเมาในการเสพกาม ต้องการพ้นจากการเสพกาม เพื่อยังจิตให้ถึงพระนิพพานจุดเดียว

          ๘. อายตนะสัมผัสแห่งพระอริยเจ้า จักไม่มีการเกิดดับอีก ต่อไปในภายภาคหน้าทั้งปวง ด้วยตากระทบรูป สำรวมจิตและกายมิให้ติดบ่วงกามอัน คือ ความทะยานอยากให้เกิดปรุงแต่งได้ ทำนองเดียวกัน หูกระทบเสียง จมูกได้กลิ่น จนถึงจิตกระทบธรรมารมณ์ (ดีหรือเลว) ก็สำรวมจิตและกายมิให้ติดบ่วงกาม คือ ความทะยานอยาก ให้เกิดปรุงแต่งได้

          ๙. สภาพแห่งเมถุนธรรม คือ ความทะยานอยากของกาย (กายหิวกาม) ตามวัยปกติของกายที่ผลิตน้ำกาม การกระตุ้นของฮอร์โมน ทำให้อาการกายกำหนัดกำเริบ บุคคลผู้ไม่รู้เท่าทันกองสังขารนี้ ก็ถูกอาการกระทบให้เกิดอารมณ์ จิตกระสันทะยานอยากปรุงแต่งไปในการกระทบสัมผัสนั้น ๆ กามเมถุนจึงเสมือนม่านกั้นหนาทึบและกว้างไกล หากจิตผู้ใดหลงใหลติดบ่วงแล้ว ย่อมเหมือนนั่งอยู่คนละฝั่งกับพระนิพพาน

          จากนั้น พระพุทธองค์ทรงพระเมตตาสอน โทษของกาม ๖ อย่าง มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. เหมือนสุนัขแย่งชิ้นกระดูกที่ไม่มีเนื้อติด ในสมัยที่ร่างกายสร้างความกำหนัดแล้ว เนื้อ-นมก็แตกพาน รูปร่างก็เปลี่ยนไปจากวัยเด็ก เข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาว ตาเห็นรูปจิตก็เกิดความทะยานอยาก เกิดความอยากในกามกำหนัด ฉุดจิตให้ลุ่มหลงในกาม อยากได้บุคคลผู้ต้องตาต้องใจนั้นมาเป็นสมบัติของตน อันปุถุชนทั่ว ๆ ไปย่อมมีทัศนคติเดียวกัน คือนิยมความสวยงาม แต่ขันธโลกมันสวยไม่จริง สภาพของมันคือ ถุงไถ้ที่หุ้มขี้ แต่ไม่มีใครเห็น จึงมีการรุมทึ้งแย่งชิงกัน เป็นเจ้าของแห่งถุงหุ้มขี้นั้น มิได้ผิดกับสุนัขแย่งชิ้นกระดูกที่ไม่มีเนื้อติดนั้นเลย

          ๒. เหมือนเหยี่ยวที่คาบชิ้นเนื้อไว้ในปาก แต่ยังมีเหยี่ยวตัวอื่นคอยมาแย่งชิ้นเนื้อนั้น หมายถึง บุคคลที่ก้าวล่วงล้ำเสพเมถุนธรรมแล้ว ย่อมยึดในอัตตาของคู่เสพกามว่าเป็นของตน แต่ก็มิอาจกลืนกินคู่เสพกามให้เข้าไปอยู่ในท้องของตนได้ จึงมีสภาพประดุจเหยี่ยวที่คาบเอาชิ้นเนื้ออยู่คาปาก จึงล่อตาล่อใจให้บุคคลอื่นที่ต้องการในชิ้นเนื้อนั้น มาทำการยื้อแย่งไปได้ สังคมแห่งกามมันเป็นเช่นนี้อยู่เป็นปกติ เนื่องด้วยปุถุชนส่วนใหญ่ ไร้ซึ่งศีล-ธรรมคุมจิต จึงกล้าที่จะล่วงละเมิดในกาเมสุมิจฉาจาร ด้วยหลงอยู่ในบ่วงแห่งความทะยานอยากของจิตและกายเป็นที่ตั้ง

          ๓. เหมือนถือคบเพลิงวิ่งทวนลม กล่าวคือ หลังจากจุดไฟในกามราคะให้เกิดขึ้นแล้ว องคชาติล่วงไปในอวัยวะเพศหญิงแล้ว ก็ยังความเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เปลวไฟถ้าทวนลม ความร้อนก็แผดเผาผู้ซึ่งยึดมั่นในอัตตา การเกิดนั้นอย่างหนัก ต่อลูก หลาน เหลน ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จิตของปุถุชนยึดมั่นขันธโลกว่าเป็นอัตตา จึงไม่ยอมปล่อยวางภาระแห่งขันธโลกนั้น เสมือนหนึ่งผู้ถือคบเพลิงวิ่งทวนลมนั้นเอง แต่ความทุกข์นั้นปุถุชนย่อมไม่รู้เท่าทัน ยังคงหลงในรสกามสัมผัสว่าเป็นสุขทุก ๆ ครั้งที่ร่วมประเวณีกัน จึงเป็นสันตติผูกสัตว์ให้เกิดต่อเนื่องไปในกามาวจรภพอย่างไม่สิ้นสุด จึงยากที่จะหลุดจากการกำถือคบเพลิงนั้นได้

          ๔. เหมือนโดดลงไปในหลุมถ่านเพลิง กล่าวคือ ไฟราคะเป็นของร้อน แต่บุคคลที่ยังหนาอยู่กับกิเลสเข้าใจว่าเป็นของเย็น จึงเสพกามกับหญิงนั้น ก็เหมือนโดดลงไปในหลุมถ่านเพลิงมีพันธะทางกายสัมผัส มีครอบครัวเกิดอย่างต่อเนื่องกันไป ครอบครัวใหญ่ขึ้น ๆ เท่ากับมีภาระแบกขันธโลกไว้มาก การกระทบกับสัทธรรม ๕ อันมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบ มีความปรารถนาไม่สมหวังก็ย่อมมีมาก จึงยังความเศร้าใจไม่พอใจให้เกิด บางคราวบางขณะลูกหลานเกิดหลงเข้าใจผิด คิดว่าไฟราคะเป็นความสุข ก็สร้างความดีใจให้เกิดขึ้น จิตของปุถุชนก็ล่วงไปในเมถุนธรรม จึงติดบ่วงของความทะยานอยากอย่างแท้จริง เดี๋ยวยินดี เดี๋ยวยินร้ายหาความสงบไม่ได้ ร้อนรุ่มอยู่ในอารมณ์ตัณหาตลอดเวลา ถ้าหากดับขันธ์ในตอนนั้น ย่อมไปเสวยกรรมตามอารมณ์สุขหรือทุกข์ ซึ่งก็ยังไม่เที่ยง เป็นของร้อนอยู่ดี

          ๕. ยืมของเขามาใช้แล้วเขามาตามทวงคืน หมายถึงร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔ บวกอากาศธาตุและวิญญาณธาตุ โดยมีจิตเป็นเครื่องรักษา การยึดมั่นว่าเป็นเขา เป็นเรา ตามอุปาทานปรุงแต่งจิต (ยึดว่าร่างกายเป็นเรา) เมื่อมีการร่วมประเวณีกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ยึดว่าขันธโลกนี้มันเป็นเราเป็นของเรา จนทำให้เกิดลูก หลาน เหลนสืบไป แล้วก็ยึดขันธโลกเหล่านั้นว่าเป็นของตน ๆ แต่ที่สุดอัตภาพร่างกายนี้เสมือนยืมเขามาใช้ วาระกรรมมาถึงก็ต้องคืนเขาไป กลับไปสู่ธาตุ ๔ ดังเดิม เสพกามมากเท่าใดอัตตาเพิ่มมากเท่านั้น ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็น ให้รู้ถึงความจริงที่ตถาคตตรัสไว้เป็นสัจธรรมว่า เกิดมาเท่าใด ตายหมดเท่านั้น ธาตุ ๔ เกิดในที่ใด ย่อมดับในที่นั้น

          ๖. เหมือนคนที่เก็บผลไม้ที่น่ากินไว้อย่างทะนุถนอม ติดตาติดใจ แต่ก็เน่าในที่สุด กล่าวคือ โดยอาศัยความทะยานอยากในกามเป็นต้นเหตุ คนจึงมีการร่วมประเวณีกัน แล้วต่างก็ยึดขันธโลกของกันและกันว่าเป็นของเรา แต่ก็มิสามารถจะกลืนกินเข้าไปอยู่ในท้องของตนได้ จึงมีสภาพเหมือนเก็บผลไม้ที่ตนชอบไว้อย่างทะนุถนอม แต่ทุกสิ่งในโลกอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณญาณ มีทุกขัง อนิจจัง อนัตตาเป็นที่ตั้ง จะถนอมอย่างไรก็เจ็บป่วย ก็แก่ ก็ตายเป็นธรรมดาฝืนไม่ได้ ยิ่งฝืนก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น

          จากนั้นทรงสรุปเป็นคำสั่ง ดังนี้

          ๑. เพราะฉะนั้น หากเจ้าอยากล่วงพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็จงหมั่นศึกษาโทษของกามให้ประจักษ์เถิด จุดนี้หมดไปจากจิตที่หลงปรุงแต่งคิดว่าเป็นสุขเมื่อใด เท่ากับตัดความทะยานอยาก (ตัณหา) ในการเกิดอีกต่อไป ขอให้มั่นใจในมรรคผลแห่งการปฏิบัติเถิด

          ๒. จงหมั่นศึกษาทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ เพื่อทำให้เกิดผล โดยทบทวนธรรมที่ตถาคตแนะนำนั้น ๆ ให้เข้าใจ สิ้นความสงสัยแล้ว จึงนำเอาธรรมนั้นไปปฏิบัติให้เกิดผลที่ตนเอง

          ๓. ศึกษาอาการของกายได้ที่กาย ศึกษาอาการของจิตได้ที่จิต โดยให้ศีล สมาธิ ปัญญา คุมสติของจิต อย่าให้ลุ่มหลงเข้าไปในอายตนะนั้นๆ

          ๔. ข้อที่ ๕ และข้อที่ ๖ (ยืมของเขามาใช้ แล้วเขามาตามทวงคืนและเหมือนคนที่เก็บผลไม้ที่น่ากินไว้อย่างทะนุถนอม ติดตา ติดใจ แต่ก็เน่าในที่สุด) ให้หมั่นพิจารณาถึงสภาพของขันธโลกให้มาก ๆ เวทนากายและจิตจะระงับได้ด้วยสัทธรรม ๕ และไตรลักษณญาณ จักชำระจิตมิให้หลงใหล

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่