พระธรรม

ในเดือน...สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ทรงตรัสสอนเรื่องกรรมของแมว คนหรือแมวล้วนเป็นตัวกรรม กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ต้องชดใช้กรรมเมื่อกฎของกรรมตามมาให้ผล ร่างกายไม่ดีก็เป็นผลจากกฎของกรรมละเมิดศีล สัตว์ทุกตัวมีอาทิสมานกายเป็นคนอยู่แล้ว ให้ใช้แมวเป็นครูสอนจิตช่วยทดสอบอารมณ์ของผู้เลี้ยง ไม่ให้ประมาทในกรรม

          ๑. สุขภาพไม่ดี ทำงานได้เท่าไหน ให้พอใจแค่นั้น อย่าไปอารมณ์เกิดขึ้นกับความเสื่อมของร่างกาย ให้เห็นเป็นปกติธรรมเข้าไว้

          ๒. เรื่องกรรมของแมว ทรงให้ใช้พรหมวิหาร ๔ เป็นหลักปฏิบัติ ในทางสายกลาง เพื่อมิให้ขาดทุน อย่าเบียดเบียนเวลาพักผ่อนของตนเองให้มากจนเกินไป กรณีนี้ให้เห็นจิตเป็นจิต เห็นขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่แมว เป็นเพียงตัวกรรมที่เกิดมา แล้วต้องชดใช้กรรมที่ละเมิดศีล ๕ อย่างไม่มีทางที่จักเลี่ยงได้ หากจิตวางขันธ์ ๕ ได้เมื่อไหร่ จิตนั้นได้ชื่อว่าเป็นอารมณ์พระอรหันต์

          ๓. เพื่อนของผมท่านเลี้ยงแมวไว้หลายตัว บางตัวถูกหมากัดตาย บางตัวไปกัดแมวของผู้อื่นเขาตาย บางตัวกลับมาผอมโซ เพราะถูกขังโดยบังเอิญ ตามกฎของกรรมที่เคยขังใครเขาไว้ในอดีต แมวชอบตามพระที่ท่านไขกุญแจห้องไปเอาของห้องนั้นห้องนี้ ท่านไม่เห็น เวลาท่านออกจากห้องก็ใส่กุญแจห้อง แมวเลยถูกขังโดยบังเอิญตามกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย บางตัวถูกแมวที่อื่นกัดเอามีบาดแผลทั่วตัว สมเด็จองค์ปัจจุบันทรงตรัสว่า “ต้องดูตัวอย่างคือ สมัยตถาคตยังเสวยพระชาติเป็นหน่อเนื้อบรมโพธิสัตว์อยู่ ชาตินั้นเราเป็นดาบส พระเทวทัตเป็นพระมหากษัตริย์ได้ตัดแขน ตัดขา แล้วถามอยู่ตลอดเวลาว่า ตถาคตโกรธไหม ตถาคตก็ตอบว่าไม่โกรธ ตัดไปตัดมาจนทนพิษบาดแผลไม่ไหวก็ตาย ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ แต่มีขันติ มีสติอดทน ข่มใจ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ดังนั้นถึงที่สุดร่างกายตายแล้ว จิตก็โคจรไปจุติยังสวรรค์ชั้นดุสิตตามเดิม”

          ๔. การรักษาร่างกายให้ดี ต้องรักษาจิตใจด้วย มิฉะนั้นจักขาดทุน ถ้ามุ่งเอาแต่รักษาจิตใจหรือรักษาร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว เป็นการกระทำที่ไม่รู้รอบในกองสังขารตามความเป็นจริง ทั้งสองอย่างช่วยเกื้อหนุน สร้างความดีในการพิจารณาให้เกิดปัญญาเพื่อตัดกิเลสได้ ร่างกายไม่ดีให้รักษากำลังใจให้ดี จงอย่าห่วงใยขันธ์ ๕ หรืองานที่ทำอยู่ภายนอกให้มากเกินไป จงรักษากำลังใจให้อยู่เป็นสุขด้วยการยอมรับนับถือทุกอย่างตามความเป็นจริง

          ๕. พระอรหันต์มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ทำงานเท่ากับคนธรรมดา เพียงแต่จิตนั้นไม่ปรุงแต่งธรรม อันเมื่อขันธ์ ๕ นั้นได้ทำหน้าที่ตามปกติธรรมของมัน จิตพระอรหันต์นั้นรู้แต่ไม่วุ่นวาย มีอุเบกขารมณ์อันเป็นสังขารุเบกขาญาณเป็นปกติ ธรรมที่แสดงออกเป็นสัจธรรม แสดงันด้วยชีวิตตามความเป็นจริง พระอัสสชิทำให้รู้ทำให้เห็นว่าเมื่อขันธ์ ๕ ใกล้จักตายทุกขเวทนาย่อมมีมากด้วยประการนี้ เมื่อตถาคตเข้าไปแสดงธรรมเรื่องขันธ์ ๕ เพียงเท่านี้ “จิตพระอรหันต์อันฝึกฝนไว้ดีแล้วก็ละจากขันธ์ ๕ ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจิตจึงแน่วแน่ไปพระนิพพานได้ ตามกำลังของจิตที่บริสุทธิ์นั้น”

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่