พระธรรม

ในเดือน...กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑๒. พระสาวกละได้แต่กิเลส อุปนิสัยละไม่ได้ สาเหตุที่ทรงตรัสเรื่องนี้มีความสำคัญโดยย่อดังนี้ ท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ รักสวยรักงาม หมายความว่า เสื้อผ้าที่ท่านใส่จะเป็นเสื้อผ้าชั้นหนึ่ง - เนื้อผ้าดี - ยี่ห้อดี - ราคาแพง และท่านซักเสื้อผ้าของท่านเองทุกชิ้น เก็บ - พับอย่างมีระเบียบ ที่รู้ก็เพราะว่าได้เคยอยู่พักร่วมห้องเดียวกับท่าน นอนเตียงเดียวกับท่านบ่อย ๆ ในคราวที่ติดตามหลวงพ่อฤๅษีไปต่างประเทศ และต่างจังหวัด ผมได้สนทนาธรรมเป็นส่วนตัวกับท่านเสมอ ธรรมส่วนใดที่ผมรู้หยาบ ๆ ท่านก็เมตตาสอนเพิ่มเติมให้กับผมได้รู้ธรรมนั้นละเอียดขึ้น และผมก็บังเอิญไปรู้เรื่องส่วนตัวของท่านในอดีตชาติ โดยหลวงพ่อฤๅษีท่านกรุณาเล่าให้ผมฟังเป็นส่วนตัว หรือผมรู้ด้วยตนเองแต่ยังไม่แน่ใจ ก็จะถามหลวงพ่อท่านก่อนเสมอ ในเมื่อมีโอกาสดีที่ได้อยู่กับท่าน ผมก็จะถามท่านตรงๆ ท่านตกใจสงสัยว่าผมรู้เรื่องของท่านได้อย่างไร เมื่อท่านทราบว่าหลวงพ่อท่านกรุณาบอกผมเป็นส่วนตัว ท่านก็สบายใจและเปิดเผยความลับส่วนตัวท่าน เล่าให้ผมฟังเกือบทั้งหมด แต่เน้นว่าห้ามไปเล่าให้ผู้อื่นฟังนะ ผมแบ่งรับแบ่งสู้ คือ รับปากเหมือนกันแต่ไม่ ๑๐๐% เต็ม ในปัจจุบันลุงปรุงท่านไปพระนิพพานแล้ว ผมก็ขออนุญาตเปิดเผยเรื่องจริงๆ ของท่าน ท่านก็อนุญาต ท่านไม่ค่อยให้ความสนิทสนมกับใคร - เจ้าระเบียบ ผู้ใดไม่ศรัทธาในท่าน ท่านก็จะไม่สอนผู้นั้น ผู้โชคดีบางคนได้รับการสอนธรรมะจากท่าน จัดว่าเป็นคนโชคดี เพราะท่านสอนละเอียดมาก แต่กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย มีบางคนอิจฉาท่าน ตัวนินทาจึงเกิดขึ้น ผมรู้ดี เพราะมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ผมก็มิได้เอามาเปิดเผยเป็นสาธารณะ ผมขอเขียนไว้สั้นๆ เพียงเท่านี้ สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนเรื่องนี้ให้กับเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผมว่า เจ้าจงอย่าเอานิสัยเดิมของแต่ละคนมาตัดสินใจว่า เมื่อเขาทิ้งขันธ์ ๕ แล้ว จักไปนิพพานได้หรือไม่ได้ เพราะถ้าหากยึดมั่นถือมั่นในนิสัยเดิมแล้ว อุปาทานจักกินใจว่า บุคคลผู้นี้จักเข้าสู่พระนิพพานไม่ได้ จงรู้ว่าตัวมานะในพระอรหันต์ไม่มี พระอริยเจ้ามีจิตเยือกเย็น ยิ่งระดับสูงขึ้นไป ยิ่งเย็นมากขึ้นตามลำดับ พวกที่ได้สมาบัติ ๘ อันเป็นฌานโลกีย์ เย็นแต่เฉพาะเวลาทรงฌาน แต่ถ้าหากนิวรณ์เข้ามากระทบเมื่อไหร่ หรือกิเลสทั้ง ๓ ประการเข้ามากระทบเมื่อไหร่ โมหะ-โทสะ-ราคะเกิดเมื่อไหร่ ฌานก็พังเมื่อนั้น ให้ซ้อมการชำระจิตเอาไว้ แม้ได้ชั่วขณะจิตเดียวก็ยังดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่าตนเองได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วล่ะประเดี๋ยวจักซวยเอา

          ๑๓. ให้เรียนรู้อาการหวั่นไหวของจิตเมื่อถูกกระทบเอาไว้ให้ดี เนื่องจากจุดนี้เป็นกำลังของจิต ทำให้จิตมีความเข้มแข็ง ไม่มีความหวั่นไหวต่ออุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางการเจริญพระกรรมฐานทั้งปวง ให้พิจารณาว่าการแก่ - การเจ็บ - การตายเป็นเรื่องธรรมดาที่หนีไม่พ้น จะกลัวหรือไม่กลัว ก็ต้องแก่ - ต้องเจ็บ - ต้องตายอย่างแน่นอน หมั่นทำความดีเพื่อมรรคผลนิพพานดีกว่า เวลานี้ร่างกายไม่ดีให้พักผ่อนให้มาก ทำอะไรอย่าให้เป็นการเบียดเบียนร่างกายจนเกินไป กายเป็นสุข จิตก็เป็นสุขด้วย ทุกอย่างต้องอาศัยหลักมัชฌิมาปฏิปทาทำอะไรให้คิดให้รอบคอบเสียก่อนจึงค่อยทำ อย่าเล็งเห็นผลบวกอย่างเดียว ให้พิจารณาถึงผลลบด้วย คนส่วนใหญ่จักทำ จักคิดอะไรมักจักมองแต่ในแง่ที่ให้ผลดีกับตนเอง ไม่เคยคิดในแง่ที่ให้ผลเสีย ความรู้จักพิจารณาทางดี - ทางเสียให้รอบคอบ ก็จักเป็นเหตุผลดีต่อการปฏิบัติทั้งทางโลกและทางธรรม อนึ่ง การรู้จักประมาณตนของตนเองเป็นของประเสริฐ ทำอะไรให้รู้จักเพียงพอ หรือหาความพอดีให้กับกายกับจิตของตนเอง อย่าได้หวั่นไหวไปกับโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกวัน เหตุใดที่ยังไม่เกิด อย่าเพิ่งรีบไปเดือดร้อนกับเหตุการณ์ข้างหน้า ดีไม่ดีชีวิตร่างกายอาจจักตายเสียก่อนที่จักถึงวันนั้น หมั่นรักษาจิตให้คงอยู่ในความดีเพื่อพระนิพพานดีกว่า ดีกว่าที่จักกังวลไปกับโลกให้จิตเป็นทุกข์ จักมีประโยชน์อันใดนอกจากจักทำให้จิตเสื่อมและเศร้าหมอง ด้วยเหตุแห่งตัณหานั้น การไม่รู้เท่าทันกิเลสเป็นเรื่องที่นักปฏิบัติกรรมฐานจักต้องระมัดระวังให้มากที่สุด ห่วงกาย - ห่วงอนาคต ห่วงแต่เพียงพอดี หากห่วงให้มากเกินไป วิตกจริตเกิดขึ้นกับจิต การเจริญพระกรรมฐานก็จักไม่ได้ผล ถ้าหากเกิดตายตรงนั้นแล้วจักทำอย่างไร จงใช้ปัญญาพิจารณาด้วย จักช่วยให้บรรเทาความโง่ลงได้บ้าง

          ๑๔. อารมณ์จิตที่เป็นสุขที่สุด คือ อารมณ์รักพระนิพพาน ดังนั้นต้องหมั่นทำจิตให้เป็นสุขเข้าไว้เสมอ โดยไม่ลืมอารมณ์รักพระนิพพาน ร่างกายเมื่อเกิดขึ้นก็อยู่กับความเสื่อมเป็นธรรมดา การนอนหลับก็คือการเสื่อมของร่างกาย เป็นการระงับทุกขเวทนา เหมือนกับการหิวอาหาร กินอาหารเพื่อระงับทุกขเวทนา พึงปฏิบัติอยู่ในสายมัชฌิมาปฏิปทา จึงจักสร้างความสุขกาย - สุขใจให้เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา

          ๑๕. เรื่องสัญญาเป็นอนิจจา หรือความจำก็ไม่เที่ยงเป็นธรรมดา สภาวะที่แท้จริงของสัญญาหรือความจำ ถ้าไม่ระลึกไว้ ไม่ตั้งใจไว้ ไม่นานก็ลืมเป็นธรรมดา การฟังเทศน์ - ฟังธรรม แม้การสนทนาธรรมกัน แล้วลืมจำไม่ได้ มีเหตุเพราะเหตุนี้ เมื่อจำไม่ได้ก็จงอย่าไปทุกข์กับสัญญานั้น ให้พิจารณาลงไปว่า สัญญานั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ให้พิจารณาดูว่าเป็นสัญญาหรือเป็นปัญญา ถ้าเป็นสัญญาไม่ช้าก็ลืม ถ้าเป็นปัญญาจักรู้เท่าทัน ไม่มีวันลืมเลือนไปได้เลย เราต้องมารู้จักถามใจตนเองสักนิดหนึ่ง แยกให้ออกมาให้ได้ ฟังคำสอนแล้วจำนี่เป็นสัญญา แต่ถ้าหากจำแล้วนำมาคิดพิจารณา นี่เริ่มเป็นปัญญา แล้วนำมาปฏิบัติให้เกิดพร้อมทั้งกาย - วาจา - ใจ เรียกว่าถึงพร้อมอย่างสมบูรณ์ในปัญญานั้นๆ เมื่อทำทุกวันจนจิตมันชิน ความลืมก็ไม่มี

          ๑๖. จิตมีสภาพไหลลงเบื้องต่ำอยู่เสมอ การฝึกจิตจักต้องอาศัยสติ-สัมปชัญญะเป็นตัวสำคัญ แล้วให้สังเกตอีกจุดหนึ่งที่ยังบกพร่องกันอยู่ คือ เมื่อร่างกายเพลียมากๆ ก็จักหาเรื่องหลับเลย ไม่มีสติ-สัมปชัญญะที่จักพิจารณา หรือกำหนดจิตขึ้นพระนิพพาน จึงพึงแก้ไข อย่าปล่อยให้ร่างกายเพลียมากจนเกินไป จักเป็นอัตตากิลมถานุโยคได้ การสนทนาธรรมก็ให้ใช้เวลาพอสมควร อย่าให้จนเฝือ จนไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นของตนเอง กรณีนี้ให้ใช้ปัญญาพิจารณาให้รอบคอบ จักได้ไม่เป็นที่เบียดเบียนร่างกายของตนเองได้ อายุยิ่งมากขึ้น ร่างกายก็ทรุดโทรมมากขึ้น การต้องการเวลาพักผ่อนของร่างกายก็ย่อมมากขึ้นเป็นของธรรมดา ถ้าร่างกายถูกเบียดเบียนแล้ว การปฏิบัติทางจิตก็เจริญไปได้ยาก แม้แต่การบริหารร่างกาย ก็ทำแต่พอเป็นการยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น เพราะจักทำให้ไปหลงบำรุงร่างกายมากกว่าบำรุงจิตใจ เอาแต่พอเหมาะพอควร

          ๑๗. การแห่พระเจ้าพรหมมหาราชเป็นของดี แต่จงให้ดูว่าคนแห่ในสมัยพระเจ้าพรหมมหาราชยังมีชีวิตอยู่นั้น ปัจจุบันนี้ก็ตายไปหมดแล้ว และคนแห่พระเจ้าพรหมฯ สมัยที่ท่านฤๅษีจัดขึ้นใหม่ๆ ก็ได้ตายไปบ้างแล้วเช่นกัน ร่างกายของคนรุ่นหลังๆ ก็เช่นกัน ในที่สุดแล้วไม่มีใครเหลือ นี่เป็นวิปัสสนาญาณ แต่การแห่พระเจ้าพรหมฯ เป็นของดี ถ้าไม่ดีท่านฤๅษีก็ไม่ทำเป็นแบบอย่างเอาไว้ ท่านทำเพื่อให้ทุกคนเกิดความรักชาติ - ศาสนา - พระมหากษัตริย์ เป็นการหลอมความสามัคคีให้กับคนในชาติ เพื่อป้องกันคนขายชาติ จงดูให้เป็น อย่าติดงานนี้ งานใดๆ ที่ท่านฤๅษีริเริ่มขึ้นมา งานนั้นพึงได้รับการสานต่อ แต่การสานต่อก็พึงทำตามหน้าที่ จักได้ไม่เป็นทุกข์ จักได้ดียิ่งขึ้น ให้ดูร่างกายเรานี้อีกไม่ช้า - ไม่นานก็จักเป็นซากศพถมทับปฐพี พิธีงานต่างๆ เป็นของดี ทำคนให้มีความสามัคคีและกลมเกลียวกันในชาติ ก็จงอย่าไปแสดงความคัดค้าน ในบุคคลที่ยังติดอยู่ ก็จงให้การสนับสนุน อย่างน้อยๆ จิตของเขาก็สดใสรื่นเริง ดีกว่าคนที่ไปมั่วสุมอยู่ในโลกียวิสัย

          ๑๘. อย่าใช้อารมณ์ปรุงแต่งมาเป็นเครื่องตัดสินใจ เพราะถ้าหากปรุงแต่งธรรมแล้ว จัดได้ว่าเป็นกิเลส - ตัณหา - อุปาทาน - อกุศลกรรม เกิดขึ้นตามมาเป็นลำดับ ต้องใจเย็นๆ ให้เห็นธรรมเป็นธรรม อาทิ ร่างกายของคนกลางคนก็เป็นเช่นนี้แหละ จักให้มีความแข็งแรงเหมือนกับสมัยที่เห็นหนุ่ม - เป็นสาวย่อมเป็นไปไม่ได้ ความเสื่อมลงไปย่อมเป็นสิ่งที่จักต้องประสบเป็นปกติธรรมของร่างกาย เวลานี้ก็จักได้วัดกำลังใจกันว่าจักวางห่วงหรือคลายกังวลกับร่างกายได้แค่ไหน พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่มีอารมณ์กังวลกับร่างกาย เนื่องจากจิตใจยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ร่างกายมันป่วยก็ป่วยไป เป็นกฎของธรรมดา แต่จิตใจท่านหาได้ป่วยตามไม่ ให้คิดถึงข้อนี้ให้มากๆ ถ้าหากไม่ลืมสติ ก็พึงเอาเวทนาที่เกิดขึ้นกับร่างกายนี้มาพิจารณาเป็นกายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน จุดนี้จักได้เห็นของจริง เนื่องจากป่วยจริง ก็จักทำให้กรรมฐานกองนี้มีผลดีมาก เพราะข้าศึกได้ประจันหน้าอยู่ หากทำได้ก็จักรู้แน่แก่ใจว่า การวางร่างกายโดยไม่กังวลใจนั้นเป็นอย่างไร การวางร่างกายนี้มิได้หมายถึงไม่สนใจในร่างกาย การรักษาดูแลยังคงดูแลตามหน้าที่ หากแต่จิตไม่กังวลไปกับร่างกาย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่