(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน กรกฎาคม ๒๕๓๘)

เนกขัมมบารมี




          ๑. อย่าละความเพียรในการพิจารณาบารมี ๑๐ และกรรมฐานทุกกอง พึงทำให้เจริญอยู่ในจิตทุกเมื่อ พยายามมีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้ถึงกิจที่ยังทำไม่จบอยู่เสมอ

          ๒. อย่าไว้ใจความไม่เที่ยงของร่างกาย ให้ทำความรู้สึกเอาไว้เสมอว่า ความตายกำลังใกล้เข้ามา หากมัวแต่รอช้าอยู่ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไร้ประโยชน์ ถือว่าเป็นความประมาทอย่างยิ่ง สภาพจิตอย่างนี้ไม่พึงมีในจิตของเรา

          ๓. พิจารณาเนกขัมม บารมีไปถึงไหน (ตอบว่า ถึงจุดที่ว่าเนกขัมมบารมี คือ การมีศีล - สมาธ ิ- ปัญญา เพื่อความดับไม่มีเชื้อ)

          ๔. เชื้ออะไร (ตอบว่า เชื้อที่ทำให้ต้องเกิด)

          ๕. เชื้อเกิดคืออะไร (ตอบ คือ กิเลส - ตัณหา - อุปาทาน และอกุศลกรรม หรืออารมณ์โกรธ - โลภ - หลง)

          ๖. ถูกต้อง แล้วให้พิจารณาว่ามีเนกขัมมบารมี กาย - วาจา - ใจเป็นอย่างไร และไม่มี เนกขัมมบารมีเป็นอย่างไร จุดไหนเป็นคุณ จุดไหนเป็นโทษ ให้รู้ด้วย

          ธัมมวิจัย ในอดีต เราพิจารณา เนกขัมมบารมี โดยใช้สัญญาความจำเป็นหลักว่า เนกขัมมบารมี คือ การถือบวชคือบวชใจของเราชั่วคราว ให้ใจเราสงบเป็นสุข บริสุทธิ์ชั่วคราว โดยการระงับนิวรณ์ ๕ หรือความชั่วของจิตทั้ง ๕ ที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง คือ กามฉันทะ -ปฏิฆะ - ถีนมิทธะ (ความง่วง) อุทธัจจะ (ฟุ้งซ่าน) และ วิจิกิจฉา (ความสงสัย) จิตบริสุทธิ์ชั่วคราว จิตก็เป็นทิพย์ชั่วคราว จิตก็วิมุติหลุดพ้นจากสมมุติชั่วคราว (ปทังควิมุติ) การฝึกมโนมยิทธิครึ่งกำลังอาศัยหลักนี้เป็นสำคัญ

 

ปัญญาบารมี

          ๑. ขณะนี้ให้ดูอารมณ์ของจิตอย่างเดียว ตรวจสอบบารมี ๑๐ ทรงไว้ในจิตได้หรือไม่ เพราะจุดนี้เป็นฐานกำลังใจที่สำคัญมาก ถ้าหากไม่รักษากำลังใจให้เป็น ปรมัตถบารมี การปฏิบัติพระกรรมฐานก็เป็นผลได้ยาก

          ๒. และจงอย่าลืมใช้พรหมวิหาร ๔ คุม บารมี ๑๐ ทุกข้อ จักได้ผลทรงตัวดีต้องใช้ให้เป็นพรหมวิหาร ๔ ควบคู่กับพระกรรมฐานได้ทุกกอง

          ๓. สำหรับเวทนาทางกายให้กำหนดรู้มันเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไปเป็นปกติเป็นธรรมดา อย่าไปฝืน อย่าไปผูกใจเกาะติดกับเวทนานั้นให้ลงตัว สังขารุเบกขาญาน เข้าไว้ จิตจักเป็นสุข จุดนี้ต้องใช้ปัญญาพิจารณา

          ๔. งานทางโลกทำเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมด ประการสำคัญก็คืองานทางธรรมนี่แหละ พึงจักมุ่งหมายทำให้จบเข้าไว้ ทำอะไรทุกอย่างก็เพื่อพระนิพพานจุดเดียว ต้องย้ำเจตนาของจิตไว้เสมอ จุดนี้ก็ต้องใช้ปัญญา

          ๕. เรื่องของการมีบารมี ๑๐ นั้น เป็นเรื่องของคนมีปัญญา ถ้าไม่ทำปัญญาให้แหลมคมเข้าไว้ บารมี ๑๐ ก็ไม่เต็ม จึงต้องหมั่นคิดหมั่นพิจารณาให้บ่อยๆ ว่า บารมีตัวไหนไม่เต็ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาบารมี พึงจักมีไว้ในจิตเป็นปกติ

          ๖. คนไม่มีปัญญาพ้นทุกข์ได้ยาก เพราะจิตมันมืดบอดเสียแล้ว ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริงก็ไม่มี ไฉนจึงจักพ้นทุกข์ได้ คนจักเดินทางไปสู่พระนิพพาน จักต้องรู้ต้องเห็นหนทางใดที่เป็นทางเข้าสู่ความพ้นทุกข์ ถ้าไม่รู้ไม่เห็นก็มีหวังไปกันไม่ถึง ไปไม่ถูก จึงต้องเจริญปัญญาบารมีให้เกิดขึ้นแก่จิต ในขณะเดียวกันก็ให้เห็นโทษขงการไม่มีปัญญาบารมีด้วย จักได้ช่วยชี้ชัดให้เห็นคุณของความมีปัญญา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่