มงคลภายในกับโรคแพแตก




          เรื่องเดิม มีโดยย่อดังนี้

          น้ำท่วมวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี เมื่อเดือนกันยายนและตุลาคม ๒๕๔๙ ที่ผ่านมานี้ ยังความเสียหายให้กับวัดมากพอสมควร ทำให้กำหนดการที่วัดวางไว้ต้องเปลี่ยนไป งานวัดส่วนใหญ่อยู่ในเดือนนี้ ก็จำเป็นต้องเลื่อนไปด้วย มีผลทำให้คนไปในงานน้อยลงกว่าที่ควรมาก สิ่งของที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนึ่งก็คือ หนังสือธรรมะ ที่เก็บไว้ที่ตึกเสริมศรี สุขสวัสดิ์ ซึ่งอยู่ริมน้ำสะแกกรัง หลังน้ำท่วมเจ้าหน้าที่ของวัดและพระท่านก็ช่วยกันทำความสะอาดและซ่อมสิ่งที่เสียหาย ที่เห็นชัดเจนก็คือประตูทุกบาน ซึ่งถูกน้ำแช่อยู่หลายวัน ต้องเปลี่ยนใหม่หมด และมีขยะซึ่งหมายถึงของที่ทางวัดพิจารณาแล้วว่าไม่ควรเก็บเอาไว้ คือ หนังสือธรรมะส่วนหนึ่งเสียหายจนต้องทิ้ง

          ผมและคณะได้ไปวัดเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ เพื่อไปทำบุญในงานประจำปี ของหลวงพ่อฤๅษีครบ ๑๔ ปี ที่ท่านทิ้งขันธ์ ๕ ไป ขณะนั้นพื้นกระดานและพื้นห้องที่พักยังไม่ทันจะแห้งดี เมื่อเปิดห้องพักก็พบของในห้องเสียหายไปพอสมควร ทั้ง ๆ ที่โทรศัพท์บอกกับแม่บ้านประจำตึกเสริมศรี ให้ช่วยเก็บของหนีน้ำแล้ว แต่ก็หนีได้ส่วนเดียว บางส่วนหนีไม่พ้น ก็ต้องทำใจยอมรับกฎของกรรม ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า หนีภัยในโลกนี้หนีไม่พ้นหรอก เพราะเป็นกฎของกรรม ซึ่งเที่ยงเสมอและให้ผลไม่ผิดตัวด้วย คำตรัสทุกคำพูดล้วนเป็นอริยสัจซึ่งแปลว่า ความจริงที่พระองค์พิสูจน์แล้ว ไม่จริงก็ไม่ตรัส ตรัสอย่างไรก็จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ธรรมะประโยคนี้ หากจะพิจารณากันแล้วจะเขียนได้ละเอียด ลึกซึ้งและยาวมาก จึงขออธิบายสั้น ๆแค่นี้

          ผมและคณะได้ช่วยกันทำความสะอาดตึก ห้องพัก และเก็บของที่เสียหายใช้การไม่ได้ แล้วทิ้งเป็นขยะไป ที่กองขยะของวัด ผมบังเอิญไปเห็นกองหนังสือที่ถูกน้ำท่วม แล้วเขาทิ้งเป็นขยะอยู่ ก็เข้าไปตรวจสอบดู ก็โชคดีไปพบสิ่งล้ำค่า คือ หนังสือแจกงานศพ สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (วิน ธัมมสารมหาเถร ทีปานุเคราะห์ป.ธ. ๙) วัดราชผาติการาม ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีท่านเคยบอกผมว่า ท่านจบกิจแล้ว ก็พยายามทำความสะอาดหนังสือเล่มนั้น จนได้บางส่วนมาเป็นสาระธรรมในพระธรรมเทศนาที่ท่านเคยเทศน์ไว้ในอดีต หนึ่งในนั้นก็คือ เรื่องมงคลภายใน มีความสำคัญโดยย่อดังนี้

          วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ทำให้เบิกบานใจที่ได้อยู่รอดปลอดภัยมาตลอดปี นับเป็นอุดมมงคล คำว่า มงคล หมายถึง เหตุที่จะทำให้ถึงความสุข ความเจริญ จำแนกเป็นสองประการคือ มงคลภายนอกและมงคลภายใน

          ๑.มงคลภายนอก เป็นความสุขไม่จริง มีสุขชั่วคราว เป็นสุขที่เจือทุกข์ แต่มองไม่เห็นเพราะขาดปัญญา ยิ่งติดมากก็ยิ่งทุกข์ เช่น พวกพราหมณ์ติดของใช้ในพิธี ที่เป็นวัตถุ เช่น ใบเงิน ใบทอง ใบนาก หมายถึง ความมั่นคง ใบพรหมจรรย์ หมายถึง ความบริสุทธิ์ , หญ้าแพรก หมายถึง ความเจริญงอกงาม , ฝักส้มป่อย หมายถึง เป็นเครื่องล้างโรค เป็นต้น หรือใช้ผ้านุ่งห่มมีสีตามวัน ก็ถือว่าเป็นมงคล แต่ในพุทธศาสนาสอนไม่ให้ยึดถือ ในเบื้องปลาย ของการปฏิบัติ แต่ ในเบื้องต้น สอนให้ยึดถือก่อนเพราะหากไม่มีอะไรยึดถือก็ไม่มีอะไรจะวาง ดังคำสอนพระอานนท์ เพื่อให้พระอานนท์ไปสอนท่านผู้หนึ่งความว่า ร่างกายนี้มีขึ้นมาได้ก็เพราะตัณหา พึงอาศัยตัณหา แล้วละตัณหาเสีย เหมือนเราจะข้ามฟากก็ต้องอาศัยเรือ เมื่อเรือพาเราไปถึงฝั่ง แล้วก็ไม่จำเป็นต้องแบกเรือไปด้วย

          พระองค์ทรงทราบความจริงว่า จิตมีสภาพเกาะเป็นเรื่องธรรมดาของจิต จะให้จิตว่างตลอดเวลานั้นไม่ได้ จึงสอนให้ยึดก่อน แต่ยึดสิ่งที่ดีเป็นบุญ เป็นกุศล สิ่งที่เป็นมงคล ซึ่งดีกว่าให้ยึดสิ่งไม่ดี-เป็นบาป-เป็นอกุศล-เป็นอัปมงคล ต่อเมื่อจิตนั้นเจริญขึ้นในระดับหนึ่งที่ควรแก่การ (มีปัญญามากพอที่จะตัดกิเลสได้) พระองค์จึงจะสอนธรรมะระดับสูงขึ้น คือ สอนให้เห็นโทษของการยึดติด และสอนให้เห็นคุณของการละ-ปล่อย-วาง พระองค์ทรงรู้วาระจิตของผู้รับฟังตลอดเวลา เมื่อผู้ฟังตามทัน (เข้าใจหรือเกิดปัญญารู้ธรรมนั้น ๆ ถูกต้อง) ก็ทรงจบลงด้วยอริยสัจ ๔ ผู้ฟังก็จะจบกิจในพระพุทธศาสนากันเป็นจำนวนมาก

          หมายเหตุ หากมีคนกลุ่มใหญ่มาฟังเทศน์ของพระองค์ พระองค์จะใช้อนุบุพกถา ๕ คือ ทาน - ศีล - สักกะ (หิริ-โอตตัปปะ) โทษของกาม (กามกถา) คุณของการออกจากกาม (เนกขัมกถา) สอนแล้วจบลงด้วยอริยสัจ ๔ ผู้ฟังก็จะบรรลุมีดวงตาเห็นธรรมกันเป็นจำนวนมาก จากพระอรหันต์ลงมาตามลำดับ จนถึงพระโสดาบัน

          สมเด็จพระมหาวีระวงศ์มหาเถระ ท่านยกคำกลอนว่า

                  อยากได้สุข          ก็ต้องทุกข์เป็นทุนก่อน

         อยากเป็นก้อน             ทีละน้อยค่อยประสม

         อยากเป็นพระ              ก็ต้องละกามารมณ์

         อยากเป็นพรหม          ก็ต้องเพียรเรียนทำฌาน

          คำกลอนนี้สอนให้ยึดก่อน แล้วปล่อยวางภายหลังทั้งสิ้น อาการที่จะทำให้เป็นมงคลนั้นเช่น

               ก) การกราบพระ ก็ต้องกราบให้ถูกต้อง เป็นเบญจางคประดิษฐ์ ผู้อื่นเห็นก็พลอยชื่นใจเป็นมงคลไปด้วย

               ข)การจัดสถานที่ ในพิธีต่าง ๆ ก็จัดให้เป็นระเบียบ สะอาดเรียบร้อย มองแล้วสบายใจเป็นมงคล

               ค)การทำบุญบ้าน จัดที่บูชาให้ถูกต้อง สง่า เรียบร้อย ไม่จัดแบบขอไปที ในงานก็งดสุรา การพนัน อย่าให้มีในพิธีดูแล้วสบายใจเป็นมงคล

          สรุปว่า มงคลภายนอกเป็นของหยาบ ซึ่งเหมาะแก่ผู้ที่ยังมีกำลังใจหรือบารมีน้อยอยู่ เพราะทำได้ง่าย และปฏิบัติได้ง่าย

          ๒. มงคลภายใน ต้องอาศัยกำลังใจสูง จึงจะปฏิบัติได้ แต่เมื่อปฏิบัติได้แล้ว จะคงทนถาวร เป็นหนทางนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ตามลำดับจนถึงพระนิพพาน พระองค์ทรงตรัสไว้เป็นหมวดเป็นสูตรมี ๓๘ ประการ เป็นมงคลภายใน ซึ่งอาจจะจัดระดับได้เป็น ๓ ขั้น คือ

               ก)โลกียมงคล ข้อที่ ๑-๕ เป็นมงคลสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในโลก ยังครองเรือนอยู่ ยังต้องการความสุขในโลกอยู่ คือ ไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม (มีสิ่งแวดล้อมที่ดี) และเคยสะสมบุญไว้ในกาลก่อน ผู้ใดที่ปฏิบัติได้ตามนี้ ผู้นั้นก็จะได้มงคล คือ อยู่เย็นเป็นสุขแบบชาวโลก

               ข) โลกียมงคล เจือโลกุตตระมงคล หรือโลกียมงคลเพื่อนำเข้าสู่โลกกุตตระมงคล เริ่มตั้งแต่ข้อที่ ๖-๓๒ ผมขออนุญาตเขียนคำอธิบายประกอบด้วย เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ดังนี้

               - มงคลข้อที่ ๖ การตั้งตนไว้ชอบธรรม ทรงหมายถึง ในการปฏิบัติธรรม ต้องเริ่มจากสัมมาทิฏฐิอันเป็นตัวปัญญา, ในอริยมรรค ๘ ก็ทรงเอาสัมมาทิฏฐิ (ตัวปัญญา)ขึ้นนำหน้า เพราะหากเริ่มต้นปฏิบัติผิดก็จะผิดตลอด หากเริ่มต้นถูกก็จะถูกตลอด เช่น พระองค์คุลีมาลเถระ เดิมได้ครูเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผลกลายเป็นมหาโจรฆ่าคนตายนับด้วยพัน เมื่อได้พบพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ ผลก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ได้ หรือตั้งตนไว้ในศีล-สมาธิ-ปัญญา การกระทำใด ๆ ทั้งกาย-วาจา-ใจ หากขัดต่อศีล - สมาธิ - ปัญญาแล้ว จงอย่าทำ เท่ากับ เอาพระธรรมเป็นที่พึ่งไม่ยึดติดในตัวบุคคล เวลา สถานที่ และวัตถุภายนอก ซึ่งล้วนไม่เที่ยงทั้งสิ้น

               - มงคลข้อที่ ๗ ศึกษาหาความรู้ ให้เพิ่มขึ้นตามลำดับ ด้วยการฟัง (เทศน์ , พระธรรม) , การอ่านสิ่งที่มีประโยชน์ ต้องจำให้ได้แล้วนำไปตามปฏิบัติให้เกิดผล ผลคือของจริง

               - มงคลข้อที่ ๘ เป็นผู้มีศิลปะ คือ คิดดี พูดดี ทำดี อยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญาตลอด

               - มงคลข้อที่ ๙ ระเบียบวินัยที่เคร่งครัด ก็คือมีศีลสังวรนั่นเอง เพราะศีลเป็นแม่ของพระธรรม ศีลเป็นมารดาของพระพุทธศาสนา , ศีลเป็นรากฐานของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา เป็นต้น

               - มงคลข้อที่ ๑๐ กล่าววาจาสัตย์เป็นสุภาษิต ก็คือสัมมาวาจานั่นเอง

               - มงคลข้อที่ ๑๑ บำรุงบิดา-มารดา

               - มงคลข้อที่ ๑๒ สงเคราะห์บุตร

               - มงคลข้อที่ ๑๓ สงเคราะห์ภรรยา

               - มงคลข้อที่ ๑๑-๑๓ ล้วนเป็นเรื่องของกตัญญูกับกตเวทิตา อันมีเทวธรรม (หิริ-โอตตัปปะ) กับ (พรหมวิหาร ๔) เป็นหลักปฏิบัติ

               - มงคลข้อที่ ๑๔ การไม่มีงานคั่งค้าง ไม่ทำให้เกิดความกังวล (ทุกข์ใจ) หากอารมณ์นี้เกิดก็เป็นนิวรณ์ อันเป็นความชั่วของจิตที่ทำปัญญาถอยหลัง (โง่) ผู้ใดทำได้ก็เป็นมงคล

               - มงคลข้อที่ ๑๕ ให้ทานด้วยปัญญา ทานการให้ เป็นการตัดความโลภโดยตรง แต่ต้องใช้ปัญญาคุม หากให้แล้วทำตนเองให้เดือดร้อน ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน ก็จงอย่าทำ

               - มงคลข้อที่ ๑๖ บากบั่นในการประพฤติธรรม ก็คือมีวิริยะบารมีนั่นเอง

               - มงคลข้อที่ ๑๗ การสงเคราะห์ญาติ ต้องมีบารมีหรือกำลังใจสูงขึ้น เพราะเป็นเรื่องนอกตัว , นอกครอบครัวแล้ว

               - มงคลข้อที่ ๑๘ มีการงานที่ไม่มีโทษ ก็คือสัมมาอาชีวะนั่นเอง

               - มงคลข้อที่ ๑๙ เว้นจากความชั่ว หรือบาป - อกุศลทั้งปวง ก็คืออยู่ในศีล - สมาธิ - ปัญญานั่นเอง

               - มงคลข้อที่ ๒๐ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ งดสุราและเมรัยนั่นเอง มีบางแห่งแปลผิด ๆ ว่า การสำรวมในการดื่มน้ำเมา จัดเป็นมงคล ซึ่งแสดงว่าผู้แปลยังติดเครื่องดองของเมาอยู่ จึงแปลเข้าข้างตนเอง เป็นการตู่ธรรมโดยเจตนา

               - มงคลข้อที่ ๒๑ ไม่ประมาทในการทำความดี คำสอนของพระองค์ ๘๔,๐๐๐ บท ย่อแล้วก็เหลือเพียง จงอย่าประมาท

               - มงคลข้อที่ ๒๒ มีความเคารพ เพราะการเคารพเป็นการลดมานะกิเลสโดยตรง (เด็ก ๆ สมัยใหม่นี้มือแข็ง ไม่ค่อยจะแสดงความเคารพ)

               - มงคลข้อที่ ๒๓ การอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่จองหอง ทรงตรัสไว้ความว่า ผู้ที่มีความดีจริงๆ จักถ่อมตนอยู่เสมอ

               - มงคลข้อที่ ๒๔ มีความสันโดษ หมายความว่า ยินดีในการปฏิบัติ , ในลาภ ,ในกิจที่ตนทำได้โดยสุจริต ได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น

               - มงคลข้อที่ ๒๕ มีกตัญญู การรู้บุญคุณของผู้อื่นอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณท่านด้วย คือ มีกตเวทิตา

               - มงคลข้อที่ ๒๖ มีจิตไม่ว่างจากกุศลธรรม คือ จิตเกาะบุญ-กุศล-กรรมฐานตลอดเวลา เช่น ขณะกายกำลังทำงาน ทางโลกอยู่ แต่จิตอยู่กับพระธรรม หรือปฏิบัติธรรมไปด้วย

               - มงคลข้อที่ ๒๗ มีความอดทนหรือขันติ คือ มีสติระวังจิตไม่ให้หวั่นไหว เมื่อถูกกระทบจากสิ่งภายนอก

               - มงคลข้อที่ ๒๘ เป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย คือ มีศรัทธาเป็นตัวนำ (พระองค์ทรงตรัสไว้ว่าศาสนาของพระองค์ ทุกคนเข้ามาด้วยศรัทธาก่อนทั้งสิ้น)

               - มงคลข้อที่ ๒๙ การได้เห็นพระอริยเจ้า (ซึ่งเห็นได้ยาก เพราะจิตต้องละเอียด ประกอบกับกรรมที่เป็นกุศลกำลังให้ผล เช่น พระสารีบุตรได้พบพระอัสสชิ หรือองคุลีมาลเถระได้พบพระพุทธเจ้า)

               - มงคลข้อที่ ๓๐ การสนทนาธรรมกันเมื่อมีโอกาส หมายความว่า เมื่อมีเวลาว่างคุยกันแต่ธรรมะที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ หรือธัมมวิโมกข์ จึงจะเป็นมงคล

               - มงคลข้อที่ ๓๑ การมีความเพียรเพื่อละกรรมชั่ว (กิเลส) ให้หมดไป เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของเที่ยง เป็นผู้ไม่ประมาทในความตาย

               - มงคลข้อที่ ๓๒ เพียรทำจิตให้บริสุทธิ์ดุจพรหม(ตลอดเวลา) ก็คือทำจิตให้เป็นฌานตลอดเวลา

               ค) เป็นโลกุตตระมงคลส่วนเดียว หมายความว่าปฏิบัติได้แล้ว คือ จากข้อที่ ๑- ๓๒ ผลที่เกิดกับจิตก็เกิดมงคลขึ้นตามลำดับ ดังนี้

               - มงคลข้อที่ ๓๓ จิตเห็นอริยสัจ (ตามความเป็นจริง) เพราะการเห็นอริยสัจมี ๓ ระดับ คือ หยาบ-กลาง-ละเอียด

               - มงคลข้อที่ ๓๔ การทำพระนิพพานให้แจ้งในจิต เพราะพระอริยเจ้ามีในพระพุทธศาสนามี ๘ ระดับ จากพระโสดาปัตติมรรค-พระโสดาปัตติผล ตามลำดับจนถึง พระอรหัตผล (ให้ศึกษาบทสวดมนต์ สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ แล้วจะเข้าใจได้ดีขึ้น

               - มงคลข้อที่ ๓๕ จิตไม่หวั่นไหวเมื่อถูกกระทบด้วยโลกธรรม ซึ่งปฏิบัติได้ยากเพราะสังคมโลกเขาอยู่ด้วยกันด้วยโลกธรรม

               - มงคลข้อที่ ๓๖ จิตไม่เศร้าโศก ก็คือจิตผ่องใสนั่นเอง (จิตหมดจากอารมณ์ ๒ คือ ราคะหรือโลภะ กับปฏิฆะหรือโทสะ)

               - มงคลข้อที่ ๓๗ จิตปราศจากกิเลสทั้งมวล คือปราศจากกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และอกุศลกรรม ชาวโลกว่ากิเลสมี ๑,๕๐๐ ตัณหามี ๑๐๘

               - มงคลข้อที่ ๓๘ จิตเกษมปลอดภัย หมายความว่า พ้นภัยตนเอง ภัยที่ร้ายแรงที่สุดในการปฏิบัติธรรม ก็คืออารมณ์จิตของตนเอง ทำร้ายจิตตนเอง ซึ่งเป็นมโนกรรม กฎของกรรมนั้นเที่ยงเสมอ และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย ดังนั้นจิตเกษมจึงเป็นจิตที่พ้นจากกฎของกรรม อยู่เหนือกฎของไตรลักษณ์แล้ว แต่ร่างกายไม่มีทางพ้น

          สรุป พระพุทธองค์ทรงสอนมงคลภายใน ๓๘ ประการ จากง่ายไปหายาก เพื่อนำจิตให้พ้นทุกข์ได้ตามระดับของจิตในจิตและธรรมในธรรม มีผลทำให้จิตเป็นพระอริยเจ้าได้ตามลำดับจากพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์

          นักปฏิบัติธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจ เรื่องมงคลภายนอกกับภายใน ซึ่งมีอานิสงส์แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน จึงพากันสร้างวัตถุมงคล , สะสมวัตถุมงคลไว้มากมายจนเกินพอดี เช่น สร้างพระพุทธรูปไว้ในพระพุทธศาสนา จนเกิดปัญหา (ความทุกข์) ให้กับวัด ที่จะต้องดูแลรักษา, ต้องคอยซ่อมแซม, ต้องสร้างสถานที่ที่เหมาะสมให้พระพุทธรูปท่านอยู่ และดูแลรักษาไปตลอดกาล หรือรับทุกข์ไปจนกว่าจะตาย (ถ้าหากสร้างกันจนเกินพอดี)

          ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่า การสร้างพระไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นเพียงแค่มงคลภายนอก ซึ่งไม่มั่นคงถาวร เพราะเป็น พระภายนอกสู้สร้างพระภายใน อันเป็นโลกุตตระมงคลไม่ได้ เพราะใครสร้างพระภายในให้เกิดขึ้นกับใจตนเองแล้ว จะมั่นคงถาวร ไม่มีคำว่าเสื่อมอีกตลอดกาล เป็นบุญใหญ่ที่สุด คือ จิตจะพ้นนรกหรืออบายภูมิ ๔ ได้อย่างถาวร พระในพระพุทธศาสนามี ๔ ระดับ จัดเป็น ๔ คู่ หรือ ๘ ขั้น จากพระโสดาปัตติมรรค พระโสดาปัตติผล พระสกิทาคามีมรรคตามลำดับ จนถึงพระอรหัตตผล

          วิธีปฏิบัติ พระพุทธองค์ทรงเน้นให้ใช้สังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดอารมณ์ (ในพระมหาปรินิพานสูตร) หลวงพ่อฤๅษีท่านก็เน้นสอนวิธีปิดนรกแบบง่าย ๆ ด้วยอุบายต่าง ๆ เพื่อตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ข้อแรกให้ได้ ตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๙ จนถึง ๒๕๓๕ รวม ๑๖ ปี เพื่อต้องการให้ศิษย์ของท่านพ้นนรกไว้ก่อน หรือปิดนรกให้ได้ก่อน เพราะเวลาและความตายไม่คอยใคร และความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ท่านจึงพยายามให้ทุกคนปฏิบัติธรรม เพื่อปิดนรกให้ได้ก่อนอื่น หรือให้รีบเร่งสร้างพระภายในให้ได้ก่อน (พระโสดาบัน) ที่ความตายจะมาถึง (ตายนั้นตายแน่ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่) ผู้ใฝ่ดีไม่ควรประมาทในความตาย และปฏิบัติตามท่าน เพราะพระโสดาบันแปลว่าผู้ที่มีจิตเข้าสู่กระแสพระนิพพานแล้ว ผมไม่ขอเขียนรายละเอียด

          หลวงพ่อฤๅษี (พระราชพรหมยานมหาเถระ) ท่านเพียรสอนธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ หรือธัมมวิโมกข์ไว้ละเอียดมาก รวบรวมเป็นหนังสือเล่นขนาดใหญ่ได้ ๑๔ เล่ม (ซึ่งความจริงมากกว่านั้นมาก) ก่อนที่ท่านจะทิ้งขันธ์ ๕ หรือร่างกายอันเป็นเปลือกของท่านไปพระนิพพาน เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ท่านเน้นคำสอนของท่านอยู่เสมอว่า จงอย่าเกาะร่างกายของท่าน ซึ่งไม่ใช่ของจริงและเที่ยง ให้เกาะพระธรรม ซึ่งเป็นของเที่ยงและเที่ยงเสมอตลอดกาล หากจะนำมาพิจารณาเป็นมงคล ก็จัดเป็นมงคลภายใน ในระดับต้น คือ โลกียมงคล (ข้อ ๑-๕)เท่านั้น (หากไปเกาะขันธ์ ๕ ท่าน)

          เมื่อหลวงพ่อฤๅษีท่านทิ้งขันธ์ ๕ ไป ศิษย์ของท่านมีจิตไม่เสมอกัน เพราะมีจริตนิสัยและกรรมที่ทำกันมาในอดีตไม่เสมอกัน ผลก็คือศิษย์ของท่านจำนวนไม่น้อยที่ยังติด หรือเกาะขันธ์ ๕ ของท่านมากกว่าเกาะพระธรรม โรคแพแตกก็เกิดขึ้น

          ขอสรุปโดยย่อว่า มีพระของวัดท่าซุง ที่ไม่ยึดหรือเกาะพระธรรม ที่ท่านสอนเป็นหลักสำคัญ พากันสึกจากพระไปเป็นฆราวาสจำนวนหนึ่ง , บางท่านขอออกจากวัดไปอยู่ที่อื่น , บางท่านไปหาอาจารย์ ใหม่ ไปเกาะขันธ์ ๕ ของอาจารย์ ใหม่ต่อไป บางท่านบอกว่า ท่านต้องการไปหาที่สงบ (ทั้ง ๆ ที่ความสงบนั้นอยู่ที่จิตของท่าน หากจิตของท่านไม่สงบ ท่านจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม มันหาความสงบไม่ได้หรือไม่พบ) เป็นต้น

          จนมาถึงปัจจุบัน ๑๔ ปีแล้ว ที่หลวงพ่อท่านทิ้งขันธ์ไป องค์สุดท้ายที่ออกจากวัดไประยะหนึ่ง แล้วกลับมาอยู่วัดอีก สร้างความยินดีให้กับพระรุ่นเก่ามาก แต่ท่านกลับมาได้ชั่วระยะหนึ่งท่านก็ขอย้ายออกจากวัดอีก และทราบว่าท่านได้สึกจากพระไปเป็นฆราวาสอีกเช่นกัน เหตุผลก็เพราะท่านไม่เกาะพระธรรมตามที่หลวงพ่อท่านเน้นสอนไว้นั่นเอง ผมจึงขอจบเรื่องโรคแพแตกไว้สั้น ๆ แค่นี้ เพราะอาจจะไปกระทบกับบางท่านได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องขออภัยต่อท่านที่ป่วยเป็นโรคนี้ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยว่า เจตนาของผมมิได้คิดทำร้ายใคร แต่มีเจตนาเขียนเป็นพระธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น คือ ดึงโลกียธรรม (เกาะขันธ์ ๕ ของครู) ให้ไปเป็นโลกุตระธรรม (เกาะพระธรรมหรือความดีของครู)

          ผู้ที่ได้อ่านเรื่องโรคแพแตกนี้แล้ว นำไปคิดพิจารณาตาม ก็จะได้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ณ โอกาสปัจจุบันนี้ ผมขออาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง แล้วอธิษฐานว่า

          ในปัจจุบันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้มอบกายถวายชีวิตให้กับพระพุทธองค์และศาสนาของพระพุทธองค์ เต็มตามกำลังใจหรือบารมีของข้าพระพุทธเจ้าแล้ว โดยสัจจะวาจาของข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านผู้อ่านเรื่องมงคลภายในและโรคแพแตกแล้ว ด้วยความศรัทธา จงมีดวงตาเห็นธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ตามลำดับ จนถึงพระนิพพานได้ ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยกันทุกท่านเทอญ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่