ประโยชน์ของพระธรรม

ที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน




          คนส่วนใหญ่มักพูดว่า ตนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม เพราะงานประจำมีมากบ้าง ไม่มีเวลาว่างบ้าง ซึ่งล้วนเป็นการเข้าใจผิด ข้อเท็จจริงถ้าเรามีเวลาหายใจ เราก็มีเวลาปฏิบัติธรรม เพราะตั้งแต่เราเกิดออกมาจากท้องแม่เรา เราก็ต้องหายใจตลอดเวลา หยุดหายใจเมื่อใด เราก็ตายเมื่อนั้น (ทางแพทย์หยุดหายใจ ประมาณ ๒ นาที ก็ตาย) แต่เราหายใจแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไป เหมือนปล่อยเวลา ให้หายไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะความเข้าใจผิด ๆ จึงหาประโยชน์จากธรรมชาติไม่พบ (ธรรมะ แปลว่าธรรมชาติ หรือธรรมดามีอยู่แล้ว เป็นปกติในโลก แต่คนไม่ฉลาดพอจึงไม่พบ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าท่านลงมาตรัสรู้ (เกิด) และพบพระธรรม จากธรรมชาตินี้ก่อนผู้อื่น เมื่อทดลองปฏิบัติจนเกิดผลดีแล้ว จึงรวบรวมพระธรรมขึ้น และสอนผู้อื่นให้รู้ ให้เห็นตามท่านมาจนทุกวันนี้)

          เมื่อเข้าใจแล้ว เราก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในที่ทุกแห่งทุกเวลา ทุกโอกาส และทุกอิริยาบถ ฉะนั้น การเรียน หรือการทำงานทางโลก เราก็สามารถทำไปพร้อม ๆ กับทางธรรมได้ โดยให้ร่างกายทำงานไปทางโลก ส่วนใจหรือจิตก็ทำงานทางธรรมต่างคนต่างทำงานโดยไม่ขัดกัน ไม่เสียเวลา ๒ ครั้ง เช่น ขณะออกกำลังกาย ก็สามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างน้อย ๓ อย่างคือ

          ๑. เอาจิตกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออกไปด้วย จัดเป็นอานาปานุสติกรรมฐาน (เป็นกายกรรม)

          ๒. เอาจิตนึกภาวนาไปด้วย เวลาหายใจเข้านึกว่าพุท เวลาหายใจออกนึกว่าโธ พุทโธเป็นพระนามย่อของพระพุทธเจ้า การนึกถึงพระพุทธเจ้าจึงจัดเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน (พระองค์ตรัสว่า ผู้ใดก่อนจะตาย หากเอาจิตนึกถึงตถาคตแล้วเขาจะไม่ตกนรก) (เป็นวจีกรรม)

          ๓. เอาจิตนึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราพอใจ เช่น ภาพพระพุทธชินราช หรือภาพหลวงพ่อโต หรือภาพหลวงพ่อโสธร หรือภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง หรือหลวงพ่อฤๅษีที่เรากราบไหว้อยู่เป็นปกติที่บ้าน (เป็นมโนกรรม)

          การปฏิบัติใหม่ ๆ อาจทำได้ไม่ครบทั้ง ๓ ข้อ เพราะยังไม่ชำนาญก็ให้ทำทีละข้อ หรือใหม่ ๆ อาจเผลอไปบ้างเป็นธรรมดา แต่เมื่อรู้เริ่มต้นใหม่ ทำบ่อย ๆ ด้วยความเพียร ในไม่ช้าจิตก็จะชินไปเอง จนที่สุดก็จะทำได้ตลอดเวลา แม้เวลานอนก็จะภาวนาไปจนกว่าจะหลับ ใครปฏิบัติได้ตามนี้ เขาผู้นั้นจะไม่มีทางตกนรก

            ขณะทำกิจอื่นๆ เช่น ระหว่างนั่งรถไปโรงเรียน ไปทำงาน หรือยามว่าง ก็ปฏิบัติธรรมได้โดยใช้ใจปฏิบัติ เพราะพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ธรรมหรือกรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด (มีใจเป็นใหญ่) ทุกสิ่งสำเร็จได้ที่ใจ” ท่านให้เอาเจตนาของใจเป็นหลัก ไม่ให้ดูกายและวาจา เพราะกายและวาจาอยู่ในอำนาจของใจ (คนชั่วย่อมเล่นละคร แสดงละครหลอกผู้อื่นได้อย่างดีด้วยการแสดงทางกาย และทางวาจา ซึ่งชาวโลกเขากำลังแสดงกันอยู่ในขณะนี้)

          วิธีแก้ไข :

            ให้ตั้งคำถามใจตนเองแล้วตอบเอง ด้วยคำถาม ๓ ข้อ คือบุญคืออะไร, บุญอยู่ที่ไหน, บุญเกิดได้อย่างไร เพียงเท่านี้เราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไรอยู่ เราก็หาบุญให้กับตนเองได้ตลอดเวลา

            ๑. บุญคืออะไร บุญก็คือความดี อะไรก็ตามที่เราคิด-พูด-ทำแล้วเป็นความดี ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น

          ๒. บุญอยู่ที่ไหน บุญ-บาป, ดีหรือชั่ว ล้วนอยู่ที่ใจเราทั้งสิ้น มิได้อยู่ตามเขา, ตามถ้ำ, ตามวัด, ตามป่า หากอยู่ที่ใจเรานั่นเอง จงอย่าหาบุญนอกตัวเรา นอกใจของเรา

            ๓. บุญเกิดได้อย่างไร บุญ-บาปเกิดจากความคิดของเราเองทั้งสิ้น คิดดีก็เป็นบุญ, เป็นความดี, เป็นกุศล หากคิดไม่ดีจิตเราก็เศร้าหมอง เป็นทุกข์หรือบาป-อกุศล

          ดังนั้นบุญ-บาปจึงเกิดที่ใจ เกิดจากความคิดของเราเป็นปฐมเหตุ แล้วจึงล้นจากใจออกไปสู่วาจา และสู่กายตามลำดับ

          เมื่อเข้าใจความหมาย ๓ ประโยคนี้แล้ว ก็จงนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อตัดสินสิ่งที่มากระทบใจเรา จากทางตา-หู-จมูก-ลิ้น และกายได้อย่างดี ว่าสิ่งใดถูก-ผิด, ควรหรือไม่ควร, มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์, มีคุณหรือมีโทษ, ผู้รู้ติเตียนหรือไม่ติเตียน, ทำให้เป็นทุกข์ หรือไม่เป็นทุกข์ หากเราพิจารณาแล้วเห็นว่าสิ่งนั้นไม่สมควร, ไม่มีประโยชน์, มีโทษ, ผู้รู้ติเตียน, ทำให้เกิดทุกข์, เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น เราก็จงละธรรมหรือกรรมนั้นเสีย คืออย่าคิดต่อไป, อย่าพูดต่อไป, อย่าทำต่อไป เพราะเป็นอกุศลกรรม เช่น

-          การนั่งประท้วงอดอาหาร เพื่อให้รัฐบาลทำตามความคิดของตน

-          การเดินขบวนประท้วงรัฐบาลให้ทำตามความคิดของตน จนเกิดเหตุการณ์รุนแรงขนาดเผาบ้าน เผาเมือง ทำลายของรัฐอันเป็นสมบัติ และเป็นเงินภาษีของประชาชนทุกคน อย่างคนขาดสติ-บ้าเลือด แล้วอ้างตนเองว่าเป็นวีรชน, เป็นคนรักชาติ, เป็นความดี, เป็นประชาธิปไตยแท้จริง ที่สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจตน โดยไม่คิดถึงกฎหมาย ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ทำให้ประชาชนทั้งประเทศเดือดร้อน ขอยกตัวอย่างมาเป็นแนวให้คิด เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเครื่องมือ ของนักปลุกระดม หรือนักการเมือง ปัญหาเหล่านี้สามารถใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นเครื่องพิจารณาตัดสินด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง หรือจะใช้หลักธรรมที่พราหมณ์ถาม พระองค์ว่า จะใช้หลักอย่างใดตัดสินว่าใครดี หรือไม่ดี เป็นเครื่องพิจารณาตัดสิน ทรงตรัสให้ใช้หลักธรรม ๒ ข้อเป็นเครื่องตัดสินคือ

๑. ต้องมีศีล

๒. ต้องมีความกตัญญูรู้คุณท่าน

สรุปว่า ผู้ใดที่ใคร่ครวญธรรมะหรือพิจารณาธรรมะอยู่เสมอจิตของผู้นั้นจะไม่มีวันเสื่อมจากสัจธรรม (ซึ่งเป็นพุทธพจน์)

          “เหตุการณ์ของบ้านเมืองระหว่างวันที่ ๑๘ พ.ค. – ๒๕ พ.ค. ๓๕” และในปัจจุบันนี้ เป็นของจริงที่เด็กหรือเยาวชนของชาติ ได้พบเห็นด้วยตา และได้ยินด้วยหูของตนเอง แต่กำลังถูกพวกที่ไม่มีศาสนายุแหย่ ด้วยอุบายต่างๆ เพื่อให้เข้าใจผิด (ไม่มีศาสนา เพราะเขาปฏิเสธชัดเจนว่า เทวดา-พรหมไม่มี, นรก-สวรรค์ไม่มี, คนตายแล้วสูญ เป็นการปรามาสพระธรรม ซึ่งเท่ากับปรามาสพระพุทธเจ้า โดยตรง ตั้งตนเป็นศัตรูกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาจึงทำชั่วได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องรับผิดชอบ)

          ดังนั้น เพื่อป้องกันเด็ก ๆ เข้าใจผิดต่อเหตุการณ์ดังกล่าวจึงให้เด็กทุกคนใช้ที่พึ่งอันสุดท้ายคือ ใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยใช้หลักของพุทธศาสนาเป็นเครื่องพิจารณาตัดสินว่า สิ่งใดถูก-ผิด, ดีหรือเลว, เป็นบุญหรือเป็นบาป, ควรหรือไม่ควร, มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์, เป็นคุณหรือเป็นโทษ ด้วยความคิดของตนเองว่า ระหว่างคำสอนของพระพุทธเจ้า กับคำสอนของคนที่ไม่มีศาสนานั้น เราควรจะเชื่อใครดี

          ธรรมะอีกข้อหนึ่งในพุทธศาสนา ซึ่งพระองค์ตรัสไว้คือ เทวธรรม คือธรรมที่ทำให้คนเป็นเทวดาได้ คือหิริและโอตตัปปะ หิริหมายถึง มีความละอายต่อความชั่ว (บาป) โอตตัปปะหมายถึง เกรงกลัวผลของความชั่ว (กลัวผลของบาป) คนดีเขาไม่ทำชั่วทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะกลัวบาปและเกรงว่าผลกรรมที่ตนทำบาปไว้ จะมาสนองตนเอง คแต่คนที่ไม่เชื่อว่าเทวดามี-พรหมมี-นรก-สวรรค์มี เท่ากับเขาไม่เชื่อว่าเทวธรรมมี เขาจึงคิดชั่ว-ทำชั่ว-พูดชั่ว ได้ทุกอย่ง

          ฉะนั้น  ศีลทุกข้อเขาจึงไม่มีด้วย เราควรใช้ปัญญาให้มากก่อนที่จะเชื่ออะไร โดยใช้หลักทางพุทธศาสนา เป็นเครื่องตัดสิน อย่าดูอาการแสดงทางกาย และวาจา ซึ่งเป็นของที่แกล้งทำขึ้นหลอกคนที่โง่กว่าตนได้ เหมือนนักแสดงละครชั้นดีทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ใช่ของจริง เด็กทุกคนได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ได้อ่านข่าวด้วยตนเองว่า  มีคนกลุ่มหนึ่งมีผู้นำออกมาเผาบ้าน-เผาเมือง, ปล้นร้านค้า, เผารถยนต์, เผาสถานีตำรวจ, เผารถดับเพลิงไปหลายสิบคัน, ทุบตู้โทรศัพท์สาธารณะให้เสียหาย แล้วเอาเงินในตู้ไป, ทำลายไฟสัญญาณจราจร เพื่อให้เกิดจลาจล, ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย, หยิบของตามร้านค้าไปตามชอบใจแบบโจร หรือคนขาดสติ-สัมปชัญญะ หรือคนที่กำลังบ้าเลือด การกระทำของพวกเหล่านี้ ซึ่งมีผู้นำเป็นแกนกลาง เป็นการกระทำที่เปิดเผย ทำกันซึ่งๆหน้าโดยไม่กลัวบาป และเกรงกลัวผลของบาป(ขาดหิริ-โอตตัปปะ หรือเทวธรรม เพราะผู้นำเขาไม่เชื่อว่าเทวดามี จึงนำขบวนให้ทำได้ตามใจชอบ และไม่เชื่อว่านรกมี ตายแล้วก็สูญ) จึงขอให้เด็กๆทุกคนที่เห็น และทราบเหตุการณ์เหล่านี้ ใช้ปัญญาพิจารณาเอาเองว่า ขนาดต่อหน้าต่อตาเรา เขายังทำกันขนาดนี้ (ทำชั่วขนาดนี้) แล้วลับหลังเขาจะทำชั่วได้ขนาดไหน (เป็นเหตุการณ์เมื่อ ๑๘ พ.ค. ๓๕- ๒๕ พ.ค. ๓๕)

          สรุปว่า:

            ๑. เป็นโชคดีของเด็ก ๆ ที่ได้เห็นของจริง ในเหตุการณ์จริงๆและได้ใช้ความคิดของตนเองเป็นเครื่องตัดสิน โดยอาศัยหลักทาง พระพุทธศาสนาเป็นกฎเกณฑ์ เพราะพระพุทธเจ้าท่านหมดกิเลสแล้ว จึงเชื่อถือคำสอนของพระองค์ได้ จงอย่าใช้อารมณ์ของคน ที่ยังมากอยู่ด้วยกิเลส-ตัณหา-อุปาทานและยังสร้างอกุศลกรรมอยู่ทุกวันเป็นหลักตัดสิน

          ๒. เหตุผลที่พระองค์ใช้สรรพนามแทนพระองค์ว่า “ตถาคต” ก็เพราะ

          - พระองค์เป็นผู้พบอริยสัจก่อนใครอื่นในโลก และมีแต่เฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น (อริยสัจจัดเป็นวิปัสสนาญาณ หรือตัวปัญญาสูงสุด ในพุทธศาสนา ที่ทำให้บุคคลมีดวงตาเห็นธรรม)

          - ธรรมะที่พระองค์รวบรวมแล้วใช้สอนพวกเราตั้งแต่วันตรัสรู้ จนถึงวันปรินิพพาน ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง (เพราะเป็นสัจธรรม)

          - สิ่งใดไม่จริง พระองค์ไม่ตรัส (เพราะพิสูจน์ด้วยพระองค์มาแล้ว จึงนำมาสอน) ตรัสอย่างใดก็เป็นอย่างนั้น ทำได้ตามที่พูด พูดได้ตามที่ได้ทำมา ตรัสอย่างใดจึงเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอื่น (คำสอนของพระองค์ จึงไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อีก เชื่อได้เลย)

          - พระองค์เป็นธรรมราชา เป็นเจ้าของพุทธศาสนา เป็นพระองค์แรกในพุทธศาสนา จึงเป็นพี่ใหญ่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องก้มศีรษะให้กับใคร

            - ดังนั้นคำว่า ตถาคต จึงเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของพระองค์ หมายถึงบุคคลที่กล่าวอย่างใด ก็เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอื่น

            ๓. เขาว่า เรื่องใดที่เกี่ยวกับศาสนา หากผู้ใดใช้คำว่า “เขาว่า” ก็จงอย่าสนใจ ให้สนใจแต่ที่พระพุทธเจ้าท่านว่า เพราะเรากำลังพูด กำลังศึกษา และปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ใครว่าก็เรื่องของเขา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน


กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่