พระธรรม

ในเดือน...กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๔. อรหันต์ชั่วคราวก็คือ จิตว่างจากกิเลสชั่วขณะจิตหนึ่งเป็นขณิกอรหันต์ จงอย่าดูหมิ่นในอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ หากทำให้บ่อยๆ จิตก็จักชิน การสะสมอารมณ์ก็เหมือนกัน ตักน้ำเติมใส่ตุ่มนั่นแหละ เต็มเมื่อไหร่ก็จบกิจเมื่อนั้น ยิ่งฝึกฝนตอนเช้ามืด ถ้าจิตสงัดจากกิเลสได้ถึงที่สุดแล้ว วันนั้นทั้งวันจักมีอารมณ์ดีมาก ไม่เชื่อให้ลองทำดู อานิสงค์ของการปฏิบัติได้มากด้วย ก่อนนอนก็ให้ทำอย่างนี้ด้วย เพื่อให้จิตทรงตัวดีขึ้น เวลาเวทนาเกิด ให้แยกออกมาเสีย ดูมันไปเฉยๆ จักเห็นสภาวะธรรมของเวทนาตามความเป็นจริง มีเวทนา มีโรคก็รักษามันไปตามหน้าที่ เป็นการบรรเทาทุกขเวทนา แต่จิตอย่าไปเกาะ-อย่าไปกังวล-อย่าไปผูกพัน เห็นเป็นธรรมดาของมัน และรู้อยู่เสมอว่านี้ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่มัน มันไม่มีในเรา เราไม่มีในมัน แต่จงอย่าคิดว่าเราจักทำได้ทุกวัน แต่ให้พยายามทำให้ได้ทุกวัน

          ๑๕. การรักษาโรค มีความจำเป็นจักต้องมี ให้ถือว่าเป็นธรรมดา แล้วปล่อยวาง โดยไปหาหมอ อากาศแปรปรวนให้ระวังสุขภาพของร่างกายเข้าไว้ด้วย อย่าปล่อยให้ทรุดหนัก จักเยียวยายาก

          ๑๖. ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ให้รักษากำลังใจอยู่ในความไม่ประมาทเข้าไว้ อย่าให้จิตคลาดจากความดี รักษากำลังใจให้ตั้งมั่นเข้าไว้ ให้ยอมรับนับถือทุกอย่างตามความเป็นจริงเอาไว้เสมอ อย่าไปมองกรรมภายนอก คือ โทษคนอื่นทำให้เกิดกรรมเช่นนี้ ให้โทษกรรมภายในคือเราเท่านั้นเป็นผู้ทำให้เกิดกรรมเช่นนี้ แล้วโทษจริงๆ ก็เนื่องมาจากการยึดขันธ์ ๕ เป็นสำคัญ ให้พิจารณาตามนี้ จักเห็นตัณหาทะยานอยากในจิตได้ชัดเจน หมั่นชำระจิตให้สะอาดเท่าที่จักทำได้เอาไว้เสมอ เป็นการตัดการไปยุ่งกับจริยาของผู้อื่นลงเสีย

          ๑๗. โรคที่เป็นอยู่ ไม่ใช่โรคที่หายง่าย เพราะเรื้อรังมานาน ร่างกายก็เป็นเช่นนี้แหละ จงอย่าคิดให้หายจากโรคเหล่านี้ จงคิดว่าร่างกายมันเป็นอย่างนี้ เป็นรังของโรค เอาความเป็นโรคมาพิจารณาตั้งแต่วันที่เกิดมาหรือเท่าที่จำได้ ความเป็นโรคย่อมเกิดขึ้นกับร่างกายมาโดยตลอด จุดนี้ให้มองตามความเป็นจริง จักได้เกิดความเบื่อหน่าย ไม่ต้องการในร่างกายอย่างนี้อีก

          ๑๘. ให้รักษากำลังใจต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่มุ่งเข้ามาเบียดเบียนร่างกาย และให้เห็นเป็นธรรมดาของการมีขันธ์ ๕ ก็ต้องเป็นไปด้วยเหตุนี้ ไม่มีใครจักได้รูปอันสมความปรารถนาที่จักไม่ให้แก่-ไม่เจ็บ-ไม่ให้ตาย จงเห็นธรรมดาของรูปว่าเป็นอย่างนี้แน่นอน ไม่มีทางที่จักเป็นอย่างอื่นไปได้ ร่างกายย่อมเป็นธาตุ ๔ ประชุมกันขึ้นมาแล้ว มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ จงอย่าฝืนความเป็นจริงของร่างกาย

          ๑๙. ให้เห็นผลในธรรมปัจจุบันเป็นสำคัญ อดีตและอนาคตนั้นเป็นเพียงการผ่านไป และยังมาไม่ถึงเท่านั้น ให้รักษาอารมณ์ให้จริงอยู่กับการอยู่ในปัจจุบันเสมอ จึงจักมีผลสมบูรณ์ ดูคนอื่นเขาเป็นครู จงอย่าตำหนิกรรมเห็นธรรมดาของผู้ประมาทอยู่ในธรรม เช่น บางผู้รู้จักอยู่อีก ๕ ปี แล้วคิดว่าจักตายเมื่อ ๕ ปีนั้น บางคนจักขออยู่อีก ๑๐ ปี แล้วจึงตาย ผู้ไม่ประมาทกลับคิดว่าจักตายอยู่ในปัจจุบันนี้เสมอไม่มีการคิดว่า ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีตาย ให้เข้าใจอารมณ์ของจิตเสียอย่างเดียว การปฏิบัติธรรมก็ได้ผลโดยง่าย อย่าทิ้งการพิจารณาอารมณ์

          ๒๐. อย่าห่วงใคร ให้ห่วงจิตใจของตนเองเป็นสำคัญ ขึ้นชื่อว่าร่างกายย่อมมีการสลายไปในที่สุด รักษากำลังใจให้คลายจากความกังวลทั้งปวง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่