พระธรรม

ในเดือน...มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๐. อย่าฝืนกฎธรรมดาของโลก ทำใจให้ยอมรับกฎของกรรม ร่างกายที่ไม่ดีอยู่เวลานี้เป็นกฎของกรรมส่งผล อย่าไปดิ้นรนที่จักให้มันดียิ่งขึ้นกว่านี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายเมื่อถึงคราวจักเข้าสู่ความเสื่อม ก็จักต้องเสื่อมเป็นธรรมดา ถ้าหากจิตยังมีความทะยานอยาก อยากให้ร่างกายมันหายป่วยหรือดียิ่งขึ้นไปกว่านี้ ก็จัดว่าเป็นตัณหา เพราะจิตยังมีความดิ้นรนไม่ยอมรับกฎของธรรมดา จงอย่าฝืนร่างกาย การรักษาพยาบาลจำเป็นต้องมี แต่จงอย่าตั้งความปรารถนาเข้าไว้ให้เป็นกิเลสเกาะกินใจ จงทำเพียงแต่ว่ารักษาเพื่อระงับทุกขเวทนา เป็นการยังอัตภาพให้เป็นไป ความผ่องใสของจิตเป็นเรื่องสำคัญมาก

          ร่างกายเมื่อวิญญาณจากร่างไปแล้ว ก็มีสภาพแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่า ใครจะเตะ จะถีบ จะแทง จะฟัน จะเอาไปเผา ก็ไม่รู้สึกเป็นธรรมดา ใครที่ไม่เข้าใจถึงธรรมจุดนี้จิตก็ย่อมหวั่นไหว เกิดอารมณ์ไม่พอใจ เกิดอุปาทานขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นเขา ปรุงแต่งอารมณ์สร้างอารมณ์ไปตามกิเลส ตัณหา อุปาทานแห่งตน ให้เกิดอกุศลขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อเห็นสัปเหร่อจับศพยัดใส่โลงศพ บางครั้งโลงศพเล็กศพตัวใหญ่ แขน ขา งอหงิก ก็ต้องหักแขนขาให้เข้ารูปเพื่อจะเอาใส่โลงศพให้ได้ ยิ่งบุคคลใดได้พระราชทานโกศใส่ศพยิ่งไม่น่าดูมาก ๆ เพราะสัปเหร่อจะต้องจับยัด หักแขนขา ทั้งถีบทั้งตบ ทำทุกอย่างให้ยัดเข้าลงในโกศให้ได้ จึงเป็นธรรมเนียมของสำนักพระราชวังเขาที่จะไม่ให้ญาติเข้าไปดู แต่ญาติอดไปแอบดูไม่ได้ หรือฝืนกฎเข้าไปดู (ภาษาไทยแท้ก็คือชอบเสือก) แล้วก็ออกมาวิจารณ์ตำหนิกรรมของเขา ทุกอย่างให้พิจารณาลงตัวธรรมดาอีกเช่นกัน โลกทั้งโลกจึงไม่มีอะไรแปลกถ้าเข้าถึงตัวธรรมดา

          ๑๑. การเจ็บป่วยเป็นของดี จักได้ไม่ประมาทในความตาย เพราะผู้ใดนึกถึงความตายได้มากเท่าไหร่ ผู้นั้นก็เป็นผู้ไม่ประมาทมากขึ้นเท่านั้น มรณานุสสติเป็นนิพพานสมบัติ หากนึกถึงความตายครั้งใด ก็ให้ควบอารมณ์รักพระนิพพานเข้าไว้ให้จิตชิน ให้เป็นอนุสสติสุดท้ายไว้เสมอ (มรณาบวกอุปสมานุสสติ) จงอย่าลืมว่า อารมณ์ที่เป็นสุขที่สุดก็คือ อารมณ์รักพระนิพพาน

          จงตัดความอาลัยใยดีในร่างกายลงเสีย รักษารักษาไปก็สักเพียงแต่ว่าเป็นหน้าที่ยิ่งป่วยเท่าไหร่ยิ่งสามารถวัดกำลังใจ ตัดขันธ์ ๕ ได้มากขึ้นเท่านั้น

          การจัดงานทางพระพุทธศาสนาก็ดี การแห่พระเจ้าพรหมก็ดี การเวียนเทียนทักษิณาวรรตก็ดี หรือแม้กระทั่งการเป่ายันต์เกราะเพชร ทำให้เกิดการชุมนุมขึ้นมาในหมู่ฆราวาส เป็นเหตุให้เกิดความสามัคคี เป็นปึกแผ่นในสังฆมณฑลนี้ สิ่งเหล่านี้ให้ดำรงไว้ ให้เห็นความดีของท่านฤๅษีในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าไว้ ท่านทำเพื่อดำรงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ไม่มีการลำเอียงไปกับคนใดคนหนึ่ง ท่านทำเพื่อจรรโลงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อความสามัคคีกลมเกลียวกันในหมู่สงฆ์ หรือแม้แต่ในหมู่พุทธศาสนิกชนที่เป็นฆราวาสก็เช่นกัน

          สำหรับการขัดแย้งในหมู่พุทธบริษัทก็ย่อมมีบ้าง หรือมีเป็นปกติ เพราะทุกคนยังไม่ใช่พระอรหันต์ จึงต่างคนต่างมีกิเลส เอากิเลสเข้าหากัน ทั้งในด้าน ความโกรธ ความโลภ ความหลง เป็นของธรรมดา

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่