พระธรรม

ในเดือน...กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๖. ธรรมคือจิต จิตคือธรรม เห็น - รู้ทุกอย่างเป็นธรรมดาไปหมด อาทิ ร่างกายที่เห็นอยู่นี้ ในไม่ช้าก็ดับไป ให้กำหนดรู้อยู่เป็นปกติ ความยินดีในการดำรงชีวิตอยู่ก็จักไม่มี และความเศร้าโศกเสียใจไปกับชีวิตก็จักไม่มีด้วย มีแต่จิตเป็นธรรม แต่จงจำเอาไว้คำสอนทั้งหมดยังไม่ใช่ของแท้ จักเป็นของแท้จริงได้ ต่อเมื่อเจ้าได้ปฏิบัติตามมรรคปฏิปทาตามที่แนะนำมานี้ แล้วเมื่อผลปรากฏแก่จิตอย่างไม่คลอนแคลนนั่นแหละ จึงจักเป็นจริง พึงตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทนั่นแลหะเป็นของดี เป็นการถูกต้องแล้ว

          ๗. อย่าไปฝืนกฎของกรรม เพราะกฎของกรรมไม่มีใครฝืนได้ ให้มองสภาวะตามความเป็นจริงแล้วจิตจักเป็นสุข ด้วยเห็นกฎของกรรมเป็นของธรรมดา แต่การพิจารณานี้จักต้องใช้ขันติอดทน วิริยะ คือ ความเพียร วิมังสา คือ หมั่นใคร่ครวญ (การใคร่ครวญทำให้เกิดปัญญา) เอาชนะมารที่คอยบงการอยู่ในจิต กำลังใจจักต้องเข้มแข็งและเอาจริง ความป้อแป้อ่อนแออย่าให้ปรากฏ แต่ตราบใดที่ยังไม่ชนะ ความป้อแป้ อ่อนแอของจิตก็ย่อมมีบ้าง แต่อย่าให้มากจนเกินไป และอย่าให้เป็นนานเกินไป ต้องรีบแก้ไขสภาวะของจิตให้มีกำลังใจเข้มแข็งขึ้นมา พิจารณามรรคผลที่ตนยังปฏิบัติคั่งค้างอยู่อย่างจริงจัง (ใช้วิริยะ ขันติ สัจจะ โดยมีปัญญาบารมีคุม ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว) อนึ่ง จำไว้ กฎของกรรมอย่าฝืน ถ้าหากฝืนก็จักทำให้เกิดความต่อต้านอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่ฝืนไม่ได้ แต่ถ้าหากไม่ฝืน ปล่อยวางไปตามกฎของกรรม เราก็เหมือนพายเรือตามน้ำไม่เหนื่อย ข้อนี้อุปมาฉันใด กฎของกรรมที่พูดก็ฉันนั้น ให้ดูปฏิปทาของท่านพระ.....เป็นตัวอย่าง ท่านเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ท่านไม่เคยติใครว่าเลวด้วยเห็นเป็นธรรมดาไปหมด คนไม่ดีท่านก็เห็นเป็นธรรมดา ธรรมดาที่บุคคลเหล่านี้ถูกกิเลสบังคับ ทำให้เขาต้องคิดเลว ทำเลว เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ความที่จักโกรธคนที่เขาทำไม่ดี ท่านกลับสงสารเขาหนักขึ้นว่า เขาเกิดขึ้นมาเป็นคนแล้ว แทนที่จักรักษาความเป็นคนเอาไว้ให้ได้ กลับต้องย้อนไปตั้งต้นใหม่ในอบายภูมิ ให้ลองพิจารณาอยู่อย่างนี้ ความโกรธเนื่องจากคนเลวนั้นก็จักค่อย ๆ สงบขึ้น

          ๘. เรื่องนินทากับสรรเสริญ เป็นโลกธรรม ๘ ไม่มีใครหนีพ้นได้ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุกองค์ก็ไม่ได้รับการยกเว้น แล้วเจ้าจักเดือดร้อนไปเพราะเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อประโยชน์อันใด ให้เอาความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง อย่าหวั่นไหวกับคำกล่าวหาของบุคคลผู้ไม่มีศีล แล้วหลีกเลี่ยงด้วยประการทั้งปวง กรรมเหล่าใดที่เขาก่อก็จักตกหนักอยู่แต่เขาเพียงผู้เดียว บุคคลผู้ไร้ศีล ไร้ธรรมอยู่วัดนี้ได้ยาก (วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี) เมื่อวาระกรรมจักเข้ามาตอบสนอง เขาก็จักมีความเดือดร้อนไปด้วยทั้งทางกาย วาจา และทางใจ อย่างสาหัส อย่าไปปะทะกับคนพาล แล้วต่อไปเบื้องหน้า เจ้าจักเห็นผลของบุคคลผู้ทำกรรมชั่ว ถูกสนองด้วยกรรมของตนเอง ให้ระมัดระวังตัวเอาไว้ด้วย

          ๙. ขันธ์ ๕ ไม่สามารถอยู่เป็นที่พึ่งของใครได้ตลอดกาลตลอดสมัย ให้ใช้ปัญญาพิจารณาขันธ์ ๕ ของตนเองเป็นสำคัญ ชีวิตยังคงอยู่ก็อยู่ช่วยเกื้อกูล ช่วยเหลือกันไปในบวรพุทธศาสนานี้ แต่ที่สุดขันธ์ ๕ ต่างคนก็ต่างกาย ก็ขอให้ทุกคนตั้งความหวังไว้ในใจ ยอมรับความตายของขันธ์ ๕ อย่างไม่ดิ้นรน และตั้งใจตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ตายเมื่อไหร่ขอไปพระนิพพานจุดเดียวเท่านั้น รักษาอารมณ์จิตให้ตั้งมั่น ชำระจิตอย่าให้ติดอยู่กับสิ่งใดๆ ในโลกนี้ ประคองใจให้มั่นคง ไม่ติดทั้งทุกข์ ไม่ติดทั้งสุข จิตเป็นอุเบกขารมณ์เป็นปกติ แต่มิใช่เฉยจนเคร่งขรึม หากแต่เป็นอารมณ์เฉยแบบสบายๆ ไม่เดือดร้อนไปกับโลก ไม่ว่าด้วยประการใดๆ ทั้งปวง โลกภายนอกก็ไม่เดือดร้อน โลกภายในคือขันธ์ ๕ ของตนเองจักเป็นอย่างไรก็ไม่เดือดร้อน ป่วยก็รักษา หิวก็กิน เหนื่อยก็พัก ง่วงก็นอน ร้อนหนาวก็นุ่งห่มตามกาลตามสมัย สบายๆ ทำตามหน้าที่ ไม่ติดอยู่กับเครื่องอยู่ด้วยประการทั้งปวง สักแต่ว่าอยู่ในจิตใจของผู้รู้อยู่ตลอดเวลา รักษาอารมณ์จิตได้อย่างนี้ ก็จักไปพระนิพพานได้

          ๑๐. คุณลุงปรุง ตุงคเสรณีย์ ศพของท่านแสดงอสุภกรรมฐาน ความโดยย่อมีว่า ท่านเป็นบุคคลแต่ผู้เดียวที่เฝ้าดูแลตึกกลางน้ำ ที่หลวงพ่อฤๅษีท่านพักอยู่ตอนสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อหลวงพ่อฤๅษีจากไป ท่านก็ยังดูแลอยู่แต่ผู้เดียวต่อไป ผมจำได้ว่าหลวงพ่อเคยพูดว่า ลุงปรุงเป็นพระอนาคามีมานานแล้ว แต่ยังไม่ยอมไป คือ ไม่ยอมทำจิตให้จบกิจในพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่รู้หนทางปฏิบัติอย่างดี ในเมื่อหลวงพ่อท่านจากไปแล้ว ท่านจึงปฏิบัติธรรมให้จบกิจในพระพุทธศาสนา ในเมื่อท่านเป็นฆราวาส พอจิตจบกิจ โดยตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้หมดแล้ว ขันธ์ ๕ ก็จะต้องตายภายในวันนั้นทุกคน แต่ท่านต้องการจะโปรดพระวัดท่าซุง โดยเอาศพของท่านแสดงอสุภกรรมฐาน โดยปล่อยให้ศพเน่าจนหนอนขึ้นเต็มไปหมด แล้วจึงจะให้พระประทีปไปพบ เป็นการแสดงธรรมครั้งสุดท้ายที่สูงสุด เรื่อง กายคตานุสสติควบอสุภกรรมฐานในทางธรรม ส่วนทางโลกก็เรื่อง คนเราเกิดมาก็มาตัวเปล่า เวลาตายไปก็ไปตัวเปล่า ในขณะนั้นผมมิได้อยู่วัด และไม่รู้เรื่องการตายของท่าน เมื่อไปวัดจึงทราบ โดยเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผมมาหลายปี ท่านเล่าให้ผมฟังโดยละเอียด ดังนี้

                  สมเด็จองค์ปฐม ทรงเมตตาตรัสสอนว่า “ให้เห็นธรรมดาของการตายของร่างกาย สัตว์โลกเกิดมาเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น ไม่มีใครเหลือ ดูการตายของโยมปรุงแล้วจงอย่าประมาท เพราะเจ้าเองก็มีสภาพเหมือนอยู่ตัวคนเดียวเหมือนกัน การตายสามารถเกิดขึ้นกับร่างกายได้เสมอ ให้พยายามฝึกฝนจิตให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์การตายในทุกรูปแบบ อย่าคิดว่าอายุยังไม่มากจักยังไม่ตาย ที่แท้แล้วความจริงชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง นิมิตของความตายย่อมไม่มี แต่ความตายสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัยกับทุกชีวิต ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย ให้พิจารณายอมรับอยู่เสมอ ศึกษาความตายและให้เตรียมพร้อมเข้าไว้ ชีวิตที่อยู่ก็อยู่อย่างไม่ประมาท อย่าสนใจใครให้มากกว่ากายและจิตใจของตนเอง คำว่าสนใจกาย คือศึกษากายให้ยอมรับสภาพร่างกายตามกฎของธรรม ยอมรับความเป็นจริง เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบ ไม่มีความปรารถนาไม่สมหวัง ความกระทบกระทั่งก็เกิดขึ้นกับร่างกายเป็นปกติธรรม แล้วศึกษาจิตใจของตนเองว่ามีกำลังใจพอ หรือบารมี ๑๐ เต็มทั้ง ๓๐ ทัศ หรือไม่ เต็มที่จักปฏิบัติในการตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการ ละให้ได้ซึ่งขันธ์ ๕ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา หรือไม่ ดูเราเท่านั้นพอ แล้วการปฏิบัติจักง่ายเข้า

          ๑๑. เรื่องรู้ล่วงหน้าว่าจะตาย ๒ วัน เพื่อนผมท่านเล่าให้ฟังว่า ลุงปรุงท่านรู้ล่วงหน้า ๒ วันก่อนร่างกายมันจะตาย ร่างกายมันแสดงธรรมของมันให้เห็น โดยมีอาการอ่อนเพลียลงไปๆ ตามลำดับ แต่จิตของท่านเป็นปกติ โปร่ง - เบา - สบาย เพราะขณะนั้นจิตมิได้คิดหรือเกาะติดในร่างกายว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา จิตรู้อยู่เฉยๆ และเป็นสุขอย่างบรรยายไม่ถูก ปล่อยให้ร่างกายแสดงทุกขเวทนาไปตามเรื่องของมัน จิตไม่ดิ้นรน ไม่เดือดร้อนไปกับร่างกาย จนที่สุดร่างกายแสดงอาการว่าจะตาย เพราะหายใจไม่ออก แน่นมาก จิตก็พร้อมทิ้งจากร่างกาย จิตโปร่ง - เบา - สบาย จิตใสมาก ก็เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาพร้อมกับหลวงพ่อฤๅษี ทรงตรัสว่า “ยังห่วงอะไรอีกหรือ” ก็ตอบว่า “ไม่ห่วงแล้วขอรับ” ทรงตรัสว่า “งั้นไปกัน" จิตของลุงปรุงซึ่งเป็นพระวิสุทธิเทพ ก็ไปกราบพระพุทธเจ้าปางพระวิสุทธิเทพอยู่ในวิมานของลุงปรุง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่