(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน กรกฎาคม ๒๕๓๘)

บารมี ๑๐ คือหลักใหญ่ของการปฏิบัติ




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จงพยายามทำความเพียรเข้าไว้อย่าท้อแท้ให้ดูบารมี ๑๐ เข้าไว้ให้ตั้งมั่น จุดนั้นเป็นหลักใหญ่ของการปฏิบัติ เพราะหากบกพร่องในบารมี ๑๐ ทุกอย่างก็บกพร่องหมด ให้ตรวจสอบเข้าไว้ หาอุบายที่จักทรงบารมี ๑๐ เข้าไว้ให้ได้ ไล่ดูให้ดีๆ นี่เป็นการบ้าน

          ๒. มีบารมี ๑๐ เป็นอย่างไร กาย - วาจา - ใจเป็นอย่างไร ไม่มีบารมี ๑๐ เป็นอย่างไร กาย - วาจา - ใจเป็นอย่างไร ให้พิจารณาดูกันให้ชัดๆ

          ๓. การพิจารณาบารมี ๑๐ นั้น ให้พิจารณาแยกกันไปทีละข้อๆ เพื่อความละเอียดของจิตให้ทำตามนี้ อาทิเช่น การมีทานบารมี จุดนี้มิใช่ว่าจักมุ่งแต่วัตถุทานอย่างเดียว ให้รวมไปถึงอภัยทาน - ธรรมทานด้วย พิจารณาให้ลึกซึ้งว่าคนที่ให้ทานได้ จิตเขาคิดอย่างไร กาย - วาจาเขาปฏิบัติอย่างไร จึงให้ทานได้ ถ้าไม่ให้ทานจิตมีสภาพอย่างไร กาย-วาจามีสภาพอย่างไร จุดนี้ให้พิจารณาให้เห็นโทษของบุคคลที่ตระหนี่ในทาน (ก็คิดว่า การไม่พอใจที่จะให้ มีอารมณ์ตระหนี่ - ขี้เหนียว กิริยาออกมาทางกาย - วาจา เมื่อไม่ให้ จิตก็กระด้างไม่อ่อนโยน ซินะ)

          ๔. กระด้างแน่ ถ้าหากจิตมีอารมณ์ไม่พอใจ จะสิ้นสุดแม้แต่อภัยทานและธรรมทาน แต่ถ้าหากเป็นวัตถุทาน ถ้าหากเกิดขัดสน มีไม่พอที่จักให้แก่บุคคลอื่น เพราะให้แล้วจักเบียดเบียนตนเอง ก็ให้มีอารมณ์ทรงตัวในอุเบกขาเข้าไว้

          ๕. แต่สำหรับทานภายใน อภัยทานก็ดี ธรรมทานก็ดี ถ้าหากสร้างให้มีไว้กับจิต คำว่าจนหรือขัดสนในทานนี้ย่อมไม่มี ทานภายในนี้มีค่ายิ่งกว่าทานภายนอก เพราะบุคคลใดมีแล้ว ยังอารมณ์จิตให้เยือกเย็น - ผ่องใส - ไม่เร่าร้อน จึงมีพรหมวิหาร เป็นอัปมัญญา ได้ เหตุการณ์ใดๆ มากระทบให้ลงตัวธรรมดาจนหมดสิ้น พยายามรักษาอารมณ์จิตให้กว้างขวางอยู่เสมอ

          ๖. อภัย คือ ละจากการเกาะยึดอารมณ์ที่เป็นกิเลสเข้ามากระทบจิต ไม่เกาะโกรธ ไม่เกาะโลภ ไม่เกาะหลง ธรรมภายใน - ธรรมภายนอกจรเข้ามาก็ให้อภัยหมด จิตก็เป็นสุข ความสงบของจิตที่ปราศจากกิเลสนั่นแหละ คือความสุขที่แท้จริง

          ๗. ต่างกับบุคคลที่มีความโลภ อะไรมากระทบก็เก็บหมด ยึดมั่นถือมั่นเอาไว้จนหมด จิตก็รุ่มร้อนหาความสุขสงบไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น ค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณาบารมี ๑๐ นี่แหละ จักทำให้พรหมวิหาร ๔ ทรงตัว และทำให้ศีล - สมาธิ - ปัญญาตั้งมั่น ขอให้ศึกษาทบทวนจนกระทั่งอารมณ์ของจิตยอมรับในผลของการปฏิบัติบารมี ๑๐ ในที่สุด

 

ศีลบารมี

          ๑. จากเรื่องทานบารมี ก็มาถึงศีลบารมี ถ้าไม่มีศีลเป็นอย่างไร การละเมิดศีลทั้ง ๕ เป็นปกติ ทั้งกาย - วาจา - ใจเดือดร้อนไปด้วยไฟกิเลสโมหะ - โทสะ - ราคะ

          ๒. ความเดือดร้อนมิใช่เพียงแต่โลกนี้ เมื่อกายเขาแตกดับ จิตย่อมตกสู่อบายภูมิ ๔ มีนรก เป็นต้น ให้เป็นที่เดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด

          ๓. ต่างกับผู้มีศีล ย่อมประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลเป็นปกติ กาย - วาจา - ใจของเขาสงบ ทุกข์ที่จักไปเสวยกรรมในอบายภูมิ ๔ นั้นไม่มี

          ๔. คนมีศีลบารมีประจำ กาย - วาจา - ใจย่อมมีความสุข ทั้งโลกนี้และโลกหน้า แม้แต่ปรารถนาไปพระนิพพานก็เป็นของไม่ยาก

          ๕. ศีลนี้พิจารณาไปให้ละเอียด จากศีล ๕ ฆราวาสไปจนกระทั่งถึงศีลพระ พวกเจ้าจักได้ประโยชน์มาก ให้พิจารณาเห็นโทษของการละเมิดศีลก่อน แล้วจึงจักเห็นคุณของการมีศีลได้

          ๖. บารมี ๑๐ ประการ ให้พิจารณาไปเช่นนี้ จิตจักมีกำลังใจรักษาบารมี ๑๐ ได้อย่างมั่นคง

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่