ธรรมะที่ได้จากการไปเยี่ยม
พี่นอ ที่รพ.แม่และเด็กวัดท่าซุง

 

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พ.ค. ๒๕๓๗ ผมและเพื่อนของผมได้ไปเยี่ยมพี่นอ ซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่ที่ รพ.แม่และเด็ก วัดท่าซุง ด้วยโรคความดันโลหิตสูง ๒๑๐ มิลลิเมตรปรอท ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ ร่างกายซีกหนึ่งอ่อนเพลียหมดแรง ปากก็เบี้ยวไปข้างหนึ่ง วันนั้นไม่มีใครนอกจากผมและเพื่อนผมเท่านั้น นิสัยของผมทุกคนที่รู้จักผมดี ก็จะทราบว่าผมชอบพูดแต่ธรรมะที่นำไปสู่ความหลุดพ้น หรือพ้นทุกข์เท่านั้น (ธัมมวิโมกข์) อย่างอื่นไม่ชอบพูด เมื่อไปถึงผมก็เริ่มพูดสอนพี่นอทันที ขออนุญาตเขียนเป็นข้อ ๆ เพื่อสะดวกในการจดจำ และนำไปใช้ปฏิบัติให้เกิดผลต่อไปถ้าเห็นว่าดี ถ้าไม่ศรัทธาก็จงอย่าปฏิบัติตาม มีความสำคัญโดยย่อดังนี้

          ๑. การเจ็บป่วยเป็นของดี ทำให้เราไม่ประมาทในความตาย พระพุทธเจ้าท่านสอนพวกเรามากถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สรุปแล้วก็เหลือแค่ประโยคเดียวว่า จงอย่าประมาท โดยเฉพาะในความตาย ซึ่งเที่ยงเสมอ แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายอาจเกิดกับเราได้เร็วมากเพียงแค่ขณะจิตเดียว”

          ๒. เพื่อความไม่ประมาท เราจึงต้องซ้อมตายและพร้อมที่จะตายไว้ก่อนที่ร่างกายมันจะตาย เพราะอย่างไรเสีย กายนี้มันก็ตายแน่ๆ มันเป็นสมบัติของโลก จึงต้องอยู่กับโลก ตัวเราคือจิตที่อาศัยมันอยู่ชั่วคราวเท่านั้น เราจึงต้องเอาตัวรอด หรือเอาจิตรอดให้ได้ ผมหมายถึงรอดจากการตกนรกไว้ก่อนเป็นอย่างน้อย รอดจากการที่จะต้องกลับมาเกิดมีร่างกายอีก โดยการซ้อมตายเสียก่อนที่จะตาย ให้ชำนาญ ตามวิธีที่หลวงพ่อท่านสอนไว้

          ๓. ซ้อมตลอดเวลาก็ยิ่งดี เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายจะเกิดกับเราเมื่อไหร่เราไม่รู้ แต่มันตายแน่ ๆ

          ๔. การเจ็บป่วยจึงเป็นของดี เหมือนเขามาช่วยเตือนเรา ไม่ให้ประมาทในความตาย เพราะในขณะนี้พี่ก็แก่ กำลังป่วยจนต้องเข้ารักษาที่ รพ. ในที่สุดความตายก็อาจมาถึงเราได้ตลอดเวลา ให้ดูตัวอย่างหลวงพ่อท่าน ท่านแสดงธรรมเรื่องสัทธรรม ๕ บ่อย ๆ ให้เราดู (เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบ มีความปรารถนาไม่สมหวัง) และท่านแสดงครั้งสุดท้ายไปเมื่อ ๓๐ ต.ค. ๒๕๓๕ นี้เอง

          ๕. ท่านสั่งผมว่า หากเราประมาทเราต้องเกิดแล้วเกิดอีก แล้วก็ต้องพลัดพรากจากกันอยู่เช่นนี้ หากเราต้องการไม่ให้ต้องพลัดพรากจากกันอีก ก็ต้องซ้อมตายเข้าไว้แบบเบา ๆ ก็คือ แบบปฏิปทาของพระโสดาบัน คือ

               ก) ให้คิดถึงความตาย อย่างน้อยวันละ ๗ หน ตามแบบที่พระอานนท์ท่านตอบคำถามเกี่ยวกับการนึกถึงความตาย กับพระพุทธเจ้าท่าน

               ข) จิตนึกถึงความดีของ พระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ไม่ให้สงสัยในความดีของท่านและคำสอนของท่านไว้เสมอ ๆ

               ค) ศีล ๕ ของเราครบและบริสุทธิ์ กรรมบถ ๑๐ เราก็ครบ หากเกิดตายขึ้นตอนนี้ก็เห็นเป็นของธรรมดา แต่เราจะขอตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เราไม่ขอเกิดอีก เพราะเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัย จากการเกิดมีร่างกายชัดเจนแล้ว เราขอไปพระนิพพานจุดเดียว

          ๖. หากพี่ซ้อมตายไว้เสมอๆ และพร้อมอยู่เสมอที่จะตายตลอดเวลา อย่างนี้ซิหากกายมันตายจริงๆ เราก็ไปพระนิพพานได้จริง ให้พี่นึกเอาใช้วิชา มโนมยิทธิ ให้เป็นประโยชน์ จะเห็นอาทิสมานกายของเรา หรือไม่เห็นไม่สำคัญ ให้นึกเอาด้วยความมั่นใจว่า ขณะนี้เราหมอบกราบอยู่แทบพระบาทของพระพุทธเจ้า ให้เชื่อและมั่นใจจิตตนเอง อย่าสนใจเรื่องภาพจะชัดหรือไม่ชัด หากพี่ซ้อมไว้อย่างนี้เสมอ ๆ แบบนี้ ขันธ์ ๕ ตายเมื่อไหร่ พี่ก็ไปพระนิพพานได้แน่นอน แล้วเรากับหลวงพ่อก็จะไม่มีวันพลัดพรากจากกันอีกต่อไป หลวงพ่อท่านก็รอเราอยู่บนนั้นแล้ว

          ๗. หากพี่ทำจิตให้เศร้าหมอง ไม่ยอมคิดและปฏิบัติตามนี้ ตายไปก็จะไปคนละทางกับท่าน ไม่ได้พบท่าน (วันหนึ่งๆ ไม่มีใครมาทำร้ายเราได้มากเท่ากับอารมณ์จิตของเราเองทำร้ายจิตของเราเอง) ดังนั้น พี่ต้องซ้อมตายและพร้อมตายอยู่เสมอ เหมือนผม ผมซ้อมตายและพร้อมตายมากว่า ๑๐ ปีแล้ว จนจิตผมเป็นฌานชินใน มรณานุสสติ ควบอุปสมานุสสติ แม้ในขณะที่ผมคุยอยู่กับพี่นี้ จิตผมก็อยู่บนพระนิพพานตลอดเวลา

          ๘. เมื่อพูดถึงตอนนี้ พี่นอน้ำตาไหล เพราะเกิดปีติมาก ความจริงท่านมีปีติน้ำตาไหลไปแล้ว ๑ ครั้ง ตอนที่ผมพูดเรื่องหลวงพ่อท่านแสดงสัทธรรม ๕ ครั้งสุดท้าย แล้วท่านก็ไปอยู่บนพระนิพพานตลอดกาล

          ๙. รายละเอียดอื่นๆ ที่พูดประกอบ คือ

               ๙.๑ พี่จงอย่าเครียดกับงานให้มากนัก การเจ็บป่วยครั้งนี้ก็มาจากความเครียดของจิต จึงมีผลทำให้ร่างกายเครียดตาม ความดันโลหิตสูง และเป็นอัมพฤกษ์ ความดันขึ้นสูงเร็วๆ แบบนี้มีอันตรายมาก พี่ต้องวางภาระและพันธะทางโลกให้ได้

               ๙.๒ งานทางโลกไม่มีใครทำเสร็จหรือทำได้หมด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ มันไม่เที่ยง ใครหลงไปยึดมันเข้าก็เป็นทุกข์ เพราะในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอนัตตาหมด

               ๙.๓ หากจิตเกาะงานของโลก ตายแล้วตายอีกก็ต้องกลับมาทำงานนั้นใหม่อย่างไม่รู้จบ ดีไม่ดีพี่ต้องมาเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าเฝ้าวัด เฝ้ากุฏิริมน้ำอยู่จะดีหรือ

               ๙.๔ อย่าเอางานสงฆ์มาเป็นงานของเราเสียคนเดียว เราเองก็แก่มากแล้ว และก็ป่วยด้วยในขณะนี้ ต้องฝึกคนมาแทนเรา อย่าทำตนเป็นคนเก่งเสียคนเดียว ถ้าเก่งคนเดียวก็เหนื่อยคนเดียว ค่อยๆ วางงานให้คนใหม่เขา อย่าวางทันที เขาจะไม่รู้งานของเรา ค่อยๆ จ่ายงานออกไปโดยเราเป็นคนคุม พูดถึงตอนนี้น้ำตาพี่นอก็ไหลมีปีติออกมาอีก

          ๑๐. เมื่อผมเองเป็นผู้พูด พูดมาถึงข้อที่ ๙ นี้ ผมเองก็ชักสงสัยตนเองว่า เอ๊ะ นี่เราพูดหรือเปล่านี่ ทำไมมันจึงพูดละเอียดไปจนถึงเรื่องงานสงฆ์ งานวัด งานของพี่นอ เมื่อกำหนดจิตมีสติกำหนดรู้ก็ถึงบางอ้อ เพราะผู้พูดไม่ใช่ผม หากแต่เป็นหลวงพ่อท่านจับปากผมพูดแทนท่านต่างหาก ความสงสัยก็หมดไป

          ๑๑. พอพูดจบ เห็นหน้าตาพี่นอเปลี่ยนแปลงไปโดยฉับพลัน คือ หน้าตาสดชื่นแจ่มใส ปากที่เบี้ยวก็หายไปหมด ร่างกายที่เป็นอัมพฤกษ์ก็กลับมามีแรงเหมือนเดิม นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์ ซึ่งความจริงพี่นอ หายด้วยธรรมโอสถ จากหลวงพ่อท่านมาเมตตาสงเคราะห์

          ๑๒. เพื่อนผมเองท่านก็บอกผมว่า ท่านเองก็มีนิสัยชอบเกาะงานจนแกะไม่ออกแบบป้านอ ก็นึกขอบคุณหลวงพ่อท่านที่ช่วยสอนเราไปด้วย จึงพลอยได้รับประโยชน์จากการไปเยี่ยมคุณป้านอในครั้งนี้ด้วยเป็นอย่างมาก

 

พระปัจเจกพุทธเจ้า

          เมื่อผมและเพื่อนของผมสนทนากันถึงเรื่อง พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านบรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์หรือเปล่า สมเด็จองค์ปฐม ก็มีพระเมตตามาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ก็บรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เหมือนกัน พ้นทุกข์ด้วย อริจสัจ ๔ เหมือนกัน จึงจัดว่าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง ต่างแต่ว่า ท่านไม่ค่อยมีบริวารที่ร่วมบำเพ็ญบารมีธรรมกันมา ต่างกับพระพุทธเจ้าที่ตรงนี้ ท่านจึงไม่มีกรรมผูกพันที่จักสอนใครๆ ให้บรรลุมรรคผลได้เยี่ยงพระพุทธเจ้า

          ๒. จากการที่พวกเจ้าศึกษาจากพระสูตร จะเห็นว่าสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ใด ก็จะได้บรรลุธรรมต่อเมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นบรรลุพระอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว มาสั่งสอนให้เท่านั้นจึงจะได้ผล เพราะมีกรรมผูกพันกันอยู่ หรือบำเพ็ญบารมีมาด้วยกัน โดยมีอธิษฐานบารมีเป็นสิ่งผูกพันกันโดยกรรม

          (เมื่อฟังแล้วทำให้เข้าใจว่า เพราะเหตุใดพวกเราไปฟังพระอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หลวงพ่อฤๅษีท่านสอน จึงฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง และไม่อยากจะสนใจฟังต่อ แต่พอมาฟังหลวงพ่อฤๅษีท่านสอน จึงเข้าใจดี ติดอกติดใจ ตามฟังคำสอนของท่านมาจนถึงปัจจุบัน บางคนเพียงแค่ได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ที่หลวงพ่อฤๅษีท่านเขียนเท่านั้น ก็ติดอกติดใจ พากันมาพบท่านที่วัดท่าซุงบ้าง ที่ซอยสายลมบ้าง แม้ท่านจะทิ้งขันธ์ ๕ เอาจิตไปพระนิพพานนาน ๑๕-๑๖ ปีแล้ว พวกเราก็ยังอยากฟังคำสอนของท่านอยู่ ซึ่งมีอยู่ในเทปหลายพันม้วน และหนังสือที่รวบรวมคำสอนของท่านอีกมากมาย)

 

โลกธรรม ๘ และวิธีที่จะพ้นจากโลกธรรม ๘

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. หนีไม่พ้นหรอก ตราบใดที่พวกเจ้ายังมีขันธ์ ๕ อยู่ในโลกนี้ โลกธรรม ๘ ย่อมเป็นธรรมดาที่ผู้มีขันธ์ ๕ อยู่ในโลกนี้ จักต้องได้ประสบ มิใช่ว่าจักประสบมากหรือน้อย หากแต่ต้องประสบทุก ๆ คน แต่จักรู้ตัวกันหรือไม่เท่านั้นเองว่า โลกธรรม ๘ กระทบในขณะใดบ้าง

          ๒. ทุกข์หรือสุข เกิดแก่อารมณ์ที่ถูกโลกธรรม ๘ กระทบอยู่นี้ จักพ้นโลกธรรม ๘ ได้ ก็จักต้องรู้จักหน้าค่าตาของโลกธรรม ๘ ด้วย ต้องใช้ศีล - สมาธิ - ปัญญาเป็นเครื่องพ้น

          ๓. สังโยชน์หมด แต่ขันธ์ ๕ ยังอยู่ หรือยังไม่หมด โลกธรรมก็ยังกระทบแต่ไม่หวั่นไหว

          ๔. สังโยชน์ไม่หมด แต่ขันธ์ ๕ หมด (ตาย) ก็ยังต้องจุติมากระทบกับโลกธรรมใหม่

          ๕. ไม่วันใดวันหนึ่งข้างหน้าโน้น สังโยชน์หมด ขันธ์ ๕ หมด จิตวิมุติถึงซึ่งพระนิพพาน ดินแดนนั้นไม่กระทบกับโลกธรรมเลย มีแต่สุขเอกันตะถ่ายเดียว ที่นั่นทุกท่านไม่มีกิเลสแล้ว นินทา - สรรเสริญ สุข - ทุกข์, มียศ - เสื่อมยศ, มีลาภ - เสื่อมลาภ ไม่มี

          ๖. พวกเจ้าจักมาเอาสาระอันใดกับปากชาวโลก พระพุทธเจ้า - พระธรรม - พระอริยเจ้า ที่เข้าพระนิพพานแล้ว เขายังนำเอามานินทา - สรรเสริญได้

          ๗. คำว่าสรรเสริญของชาวโลก ส่วนใหญ่สรรเสริญเพื่อหวังสิ่งตอบแทน มิใช่สรรเสริญอย่างจริงใจ ยกพระพุทธเจ้า - พระธรรม - พระอริยสงฆ์ ขึ้นบังหน้า หวังชื่อเสียง หวังลาภสักการะ หวังยศ แต่มิได้หวังปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน จึงเป็นการสรรเสริญเพื่อหากิเลสใส่ตัว สรรเสริญอย่างนี้มีเยอะในสมัยนี้ ซึ่งไม่ต่างกับคำนินทาที่ว่า พระพุทธเจ้า - พระธรรม - พระอริย เจ้า ดีไม่จริง คนส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็นอย่างนี้ อันเป็นปกติธรรมของเขา พวกเจ้าจงอย่าไปสนใจ เพราะหาสาระมิได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่