พิธีต่ออายุหลวงพ่อฤๅษี

และพิธีปลุกยันต์เกราะเพชร




บทนำ

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พ.ค. ๒๕๔๙ เวลา ๐๔.๐๐ น. ที่บ้านผมเอาบันทึกธรรมส่วนตัว เล่ม ๒ ซึ่งเริ่มบันทึก เมื่อวันที่ ๑๗ ส.ค. ๒๕๒๒ และจบลงเมื่อวันที่ ๒๗ มิ.ย. ๒๕๒๗ มาอ่าน เมื่อดูสารบัญที่ผมทำไว้ ไปเห็นบันทึกพิธีต่ออายุหลวงพ่อฤๅษี จึงอ่านดูแล้วพิจารณาว่า ควรให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพิธีนั้นทราบด้วย เพราะเป็นเรื่องในอดีตเมื่อ ๒๔ ปีก่อน อีกประการหนึ่งผมเองก็อายุมากแล้ว อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ ประกอบกับสมุดบันทึกก็เก่ามากกระดาษเปลี่ยนสีจากขาวเป็นเหลืองปานกลาง บางแผ่นก็เหลืองแก่และเริ่มจะกรอบแล้ว สมุดที่บันทึกเป็นสมุดโน้ต ที่บริษัทขายยาให้ในวันปีใหม่ ในสมัยยังรับราชการอยู่ ร.พ.ตำรวจ ปีค.ศ.๑๙๖๕ บวกด้วย ๕๔๓ เท่ากับ พ.ศ. ๒๕๑๒ ดังนั้น อายุของกระดาษ ที่เขียนก็ ๓๗ ปี การบันทึกของผมบันทึกไว้เมื่อวันที่ ๒๕ พ.ย. ๒๕๒๕ ก็เป็นเวลา ๒๔ ปีแล้ว เมื่อรวมกัน ๓๗ ปีและ ๒๔ปี ก็เท่ากับ ๖๑ ปี (อายุกระดาษ) กระดาษจึงแสดงธรรม อนัตตสัญญา ให้เห็นได้ชัด หากทิ้งไว้ต่อไปก็คงอนัตตาไปตามกาลเวลา ผมจึงตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ทันที เพราะ “ความตายและเวลาไม่เคยคอยใคร”

          เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ พ.ย. ๒๕๒๕ เป็นวันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑ หลวงพ่อฤๅษี ท่านได้รับคำสั่งจากหลวงพ่อปาน (วัดบางนมโค) ให้ทำพิธี “ปลุกยันต์เกราะเพชร”  และ  “เป่ายันต์เกราะเพชร”  เข้าตัวพิธีเริ่มประมาณ ๐๙.๔๐น. เสร็จพิธีประมาณ ๑๐.๓๐น. มีผู้มาร่วมในพิธ ีหลายหมื่นคน (ผมทราบในภายหลังจากหลวงพ่อว่าจริงๆแล้วแสนกว่าคน พระท่านมาบอกหลวงพ่อเช่นนั้น) ผมเห็นมีรถยนต์ชนิดต่างๆ ตั้งแต่รถเก๋ง รถบรรทุกเล็ก-กลาง-ใหญ่ และรถบัสจอด ๒ ข้างทาง ยาวจากหน้าวัด จนถึงในเมืองอุทัยธานี และจอดเลยวัดไปอีกไกล การจราจรเป็นจลาจล จำได้ว่าแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านก็มาไม่ได้ ต้องใช้วิทยุมือถือติดต่อกัน (โทรศัพท์มือถือยังไม่มีใช้ในขณะนั้น) ทางวัดต้องส่งจักรยานยนต์ จ.ส.ต.ตระกูล (ยศในขณะนั้น) ไปรับให้ท่านผู้ว่านั่งซ้อนท้ายมา ให้คิดนึกภาพเอาเองก็แล้วกันว่าแน่นขนาดไหน ถนนขณะนั้นก็แคบ ไม่กว้างขวางเหมือนในขณะนี้ ร้านค้าสองข้างทางผมได้ข่าวว่า ไม่มีอะไรจะขายเพราะคนมากันมากจนของที่เตรียมมาไม่พอ แม้แต่น้ำดื่มเขาเล่าว่าขันละ ๑๐ บาทก็ยังหมด ขณะนั้นบริเวณวัดยังแคบ ไม่กว้างขวางเหมือนในขณะนี้ แม้แต่ศาลา ๒ ไร่ ๓ ไร่ และ ๔ ไร่ ก็ยังไม่มีสถานที่ที่ใหญ่ที่สุดของวัด ก็คือ ศาลาพระพินิจฯในปัจจุบัน

                 เรื่องนี้ผ่านมา ๒๔ ปีแล้ว ผมต้องขออภัยต่อท่านผู้อ่านไว้ก่อนว่า จำไม่ค่อยได้มากนัก อาจมีบางตอนที่ไม่ละเอียดพอ ในบันทึกก็เขียนไว้หยาบๆ แต่ก็มีสาระที่น่ารู้อยู่มาก

          หลังพิธีหลวงพ่อท่านพรมน้ำมนต์ให้ ในตอนบ่ายท่านแจกผ้ายันต์เกราะเพชรให้คนละ ๑ ผืน มีคนมารับแจกเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่ว่าใช้เวลานานถึง ๓ ชั่วโมงเต็มจึงเสร็จ

          ตอนกลางคืนมีคนเข้าพิธีเเพื่อป่ายันต์เกราะเพชรถึง ๔ รอบ รอบละประมาณกี่พันคนไม่ทราบ เพราะใช้ศาลาพระพินิจฯ เป็นสถานที่ทำพิธี คนอัดกันเข้าไปแน่นจนล้นออกมาอยู่รอบ ๆ ศาลา พิธีรอบแรก ๑๙.๐๐น. แต่มีผู้มาจองที่ตั้งแต่ ๑๗.๐๐น. ศาลาก็แน่นแล้ว ต้องอั้นขี้อั้นเยี่ยวไว้ก่อน มิฉะนั้นที่หาย กรุณานึกภาพเอาเอง ใช้เวลาทำพิธีรอบละประมาณ ๒๐ นาที

          ก่อนทำพิธีเป่ายันต์เกราะเพชร เวลาผมไม่ได้บันทึกไว้ แต่จำได้ว่าเป็นเวลาบ่ายประมาณ ๑๕.๓๐-๑๖.๐๐น. มีพิธีต่ออายุหลวงพ่อที่ศาลาพระพินิจฯ

          ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายฆราวาส นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องซ้ายของหลวงพ่อ พระอรุณฯ (จำนามสกุลท่านไม่ได้) คุกเข่าอยู่เบื้องขวาหลวงพ่อ ท่านเป็นหัวหน้าฝ่ายสงฆ์ของวัดท่าซุง ในขณะนั้นหลวงพ่อท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุง หลวงพี่อรุณฯท่านเป็นรองเจ้าอาวาส ในฐานะที่หลวงพี่อรุณฯท่านมีศีลมากกว่าผม และมีตำแหน่งเป็นถึงรองเจ้าอาวาส ส่วนผมมีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ”มูลนิธิหลวงพ่อปาน-พระมหาวีระ ถาวโร” ผมจึงตกลงกับท่านให้ท่านเป็นผู้อ่านคำรายงานพิธีต่ออายุให้กับหลวงพ่อ

          คำรายงานซึ่งร่วมกันเขียนขึ้น ๔ ท่าน คือ หลวงพี่อรุณฯ ท่านดำรง นุตาลัย (ปัจจุบันท่านไปพระนิพพานแล้ว) คุณชาลินี(ปาน)เนียมสกุล (ปัจจุบันท่านเป็นด๊อกเตอร์แล้ว) และผมช่วยกันร่างคำรายงานนี้ขึ้นมา ดังนี้

          “ในนามของขณะศรัทธา หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร กระผมขอเชิญชวนท่านทั้งหลายที่เป็นศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อ ได้พร้อมใจกันตั้งจิตอธิษฐาน ขออาราธนาหลวงพ่อ โดยกระผมจะเป็นผู้กล่าวนำ และขอให้ท่านทั้งหลายกล่าวตาม”

นมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระมหาวีระ ถาวโร

         "ในวาระดิถีอันเป็นอุดมมงคลยิ่งนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ในนามของศิษยานุศิษย์ของ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร ขออาราธนาบารมี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย  มีหลวงพ่อพระมหาวีระถาวโร เป็นที่สุด ขอให้หลวงพ่อได้โปรดเมตตา เจริญอิทธิบาท ๔ ให้มากเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด ตามปณิธานของหลวงพ่อที่ได้ตั้งมั่นไว้

          ด้วยสัจจะปณิธานที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ร่วมกันอธิษฐานในโอกาสนี้ หากไม่สมควรแต่ประการใดก็ตาม ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอขมากรรมต่อหลวงพ่อ ณ ที่นี้ด้วย”

          นมัสการด้วยความเคารพยิ่ง

          ก่อนจะถึงเวลากล่าวถึงคำรายงาน ทั้งผมและหลวงพี่อรุณฯ เตรียมกระดาษที่พิมพ์คำรายงานออกมาถือ หลวงพ่อท่านชี้มาที่ผมแล้วบอกวา “ให้คุณหมอเป็นผู้กล่าว” ผมก็เริ่มกล่าวรายงานตามที่เขียนไว้ พอผมเริ่มต้น ให้พวกที่เข้าพิธีกล่าวตามประโยคแรกว่า นมัสการพระเดชพระคุณ หลวงพ่อ พระมหาวีระ ถาวโร ผมรู้สึกตนเองว่าทำไมวันนี้ทำไมเสียงของผมจึงแปลกไป พอว่าไปประโยคที่ ๒ และ ๓ ก็รู้ว่ามันไม่ใช่เสียงของผมแน่ ๆ เพราะเสียงนั้นห้าว ดังกังวานแบบผู้มีอำนาจมาก แต่จิตและอาการทางกายของผมสงบดี ก็ว่าไปทีละประโยค ๆ ผู้เข้าพิธีก็ว่าตามด้วยเสียงอันดัง ฟังชัดจนจบพิธี พิธีมีรอบเดียว  ผมหันไปดูข้างหลังผม เห็นผู้คนแน่นศาลาขนาดยัดทะนานทีเดียว และได้ทราบหลังจบพิธีแล้วว่า รอบศาลาพระพินิจฯ ก็แน่นจนไม่รู้ว่าแน่นขนาดไหน ผู้ที่รู้จักผมบอกผมเหมือนๆ กันว่าเสียงที่กล่าวในพิธีไม่ใช่เสียงคุณหมอ ตอนที่คุณหมอกล่าว หนึ่งประโยค แล้วพวกเขาว่าตามนั้น ขนของพวกเขาลุกชันทุกๆ ประโยคที่ว่าจนจบพิธี เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง

            เมื่อผมกล่าวคำรายงานจบ หลวงพ่อท่านก็รับคำอาราธนาของบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่านว่า ท่านจะอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งประมาณ ๓๐ ปี โดยมีข้อแม้ว่า ทั้งนี้ก็อยู่ที่ร่างกายมันจะไปไหวหรือไม่ ถ้าหากจะให้อยู่ไปนานๆ ก็ต้องให้ท่านได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น โดยให้ได้พักจริงๆ เดือนละ ๓ วัน โดยอย่าให้ใครมารบกวนท่าน (เพราะบางครั้งท่านกำลังพักอยู่ ก็มีคนใช้สิทธิ์พาคนมาพบ เพื่อทำธุระส่วนตน คือ มาขอปรึกษาเรื่องส่วนตัวกับหลวงพ่อ เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้ หากพวกเราช่วยกันได้ ร่างกายของท่านก็จะยังอยู่ได้ ยืดยาวออกไปอีกนานพอสมควร ดังนั้นร่างกายหรือขันธ์ ๕ ของท่าน จะอยู่ได้นานหรือไม่ ก็อยู่ที่พวกเราเองไม่ใช่ใครอื่น)

          เมื่อผมตามหลวงพ่อกลับที่พัก ได้ถามท่านว่า “ขณะที่ผมกล่าวรายงานในพิธีนั้น เสียงที่ผมพูดนั้นมันไม่ใช่เสียงผมนี่ครับ เป็นเสียงของใครขอรับ” หลวงพ่อตอบว่า “เสียงของพระโมคคัลลาน์ ท่านมายืนคุมอยู่ข้างหลังคุณหมอ อาตมาจึงให้คุณหมอ เป็นผู้กล่าวแทนพระ” ผมก็ถึงบางอ้อ มิน่าเล่าเสียงเราปกติมันคล้ายๆ แมวร้องแม้วๆ เท่านั้น วันนี้ทำไมจึงเสียงดังฟังชัด และมีอำนาจมากขนาดนั้น

          วิจารณ์:

            กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ อันเป็นอริยสัจ ผมได้นำเรื่องอัศจรรย์ในพิธีนี้ไปใคร่ครวญพิจารณาที่ห้องพัก ก็พบความจริงหรือต้นเหตุดังนี้

          ๑. ในอดีตชาติหลวงพ่อท่านและผมเป็นลูกท่าน(พระโมคคัลลาน์มหาเถระ ซึ่งเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) มาหลายชาติ

          ๒. ในอดีตชาติ หลวงพ่อท่านและผมเคยเป็นน้องชายท่านมาก็หลายชาติ

          ๓. โดยปกติมีพระพุทธเจ้าจำนวนมากพระองค์ ยิ่งพระอรหันต์สาวกยิ่งมากกว่าขึ้นอีกหลายหมื่นหลายแสนเท่า หากไม่มีกรรมผูกพันกับผู้ใด ท่านก็ไม่มาสงเคราะห์ผู้นั้น นี่ก็เป็นอริยสัจ  เรื่องของหลวงพ่อท่านยังมีอีกมาก แต่ตอนนี้ขอจบแค่นี้ก่อน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่