พระธรรม

ในเดือน...มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๕. จงเป็นนายของงาน อย่าให้งานมาเป็นนายเรา เพราะงานทางโลกเป็นไตรลักษณ์ ทำเท่าไหร่ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์และคงทนอยู่เหมือนเดิมได้ หากจิตยังไม่เข้าใจความจริง หรือกฎของธรรมดาจุดนี้ จิตก็ตกเป็นทาสของงานเพิ่มทุกข์ให้ร่างกาย ซึ่งทุกข์เป็นปกติธรรมอยู่แล้วเพราะความโง่ของตนเอง ทุกอย่างทั้งงานทางโลก และงานทางธรรมจึงต้องเดินสายกลาง ไม่มากไป ตึงไป ไม่น้อยไปหรือหย่อนขี้เกียจมากไป โดยอาศัยพรหมวิหาร ๔ เป็นหลักสำคัญในการตัดสินใจ พยายามทำกำลังใจให้เต็มอยู่เสมอโดยอาศัยบารมี ๑๐ เป็นเครื่องช่วย จงอย่าสนใจเรื่องของผู้อื่น ใครจักตาย ใครจักอยู่ ตายแล้วไปไหน สิ่งที่ควรรู้คือตัวเราเองกายมันตายแล้วเราจักไปไหน จะได้ประโยชน์กว่า

          รักษากำลังใจเข้าไว้ อย่าท้อถอยกับสุขภาพที่เป็นไปตามกฎของกรรม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจ ถ้าหากตัดความวิตก ถ้าหากตัดความวิตกกังวลได้ สุขภาพจิตก็จักเข็มแข็งขึ้น สุขภาพของร่างกายก็จักดีตามขึ้นมาเอง และเป็นการวัดกำลังใจว่าจักมีอารมณ์ปล่อยวางได้สักแค่ไหน จุดนี้มีความสำคัญมาก ถ้าหากปล่อยวางร่างกายไม่ได้ หรือตัดความกังวลไม่ได้ ก็เท่ากับการเจริญพระกรรมฐานยังเอาดีไม่ได้ ความวิตกกังวลเป็นตัวถ่วงความเจริญของจิตใจ

          ดูแลสุขภาพของตนเองเอาไว้ให้ดี อย่าเอาแต่ทำการงานอย่างผู้ถูกการงานบังคับ ถ้าทำอย่างนั้นก็จักขาดทุน ในเรื่องของจิตเป็นอันมาก จิตเป็นประธาน จิตเป็นใหญ่ อย่าให้จิตตกเป็นทาสของการทำงาน (อย่าให้งานเป็นนายเรา เราต้องเป็นนายของงาน)

          ๖. อย่าสนใจกับจริยาของผู้อื่น แล้วให้พยายามตัดกังวลในเรื่องทุกเรื่อง ประการสำคัญคือตัดกังวลในเรื่องร่างกายของตนเองเป็นสำคัญ ให้เห็นอารมณ์เกาะร่างกาย ซึ่งปกติธรรมของร่างกายก็เป็นไปอย่างนี้แหละ หามีอะไรผิดธรรมดาไม่ ดูอารมณ์ที่เกาะร่างกายให้มาก แล้วพยายามพิจารณากฎของธรรมดาของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาให้มาก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ให้เห็นอารมณ์เกาะนี้เป็นทุกข์ จุดนี้ให้เข้าอริยสัจให้มาก แล้วจักเห็นหนทางปล่อยวางร่างกายได้ อย่าห่วงกังวลกับร่างกายคนอื่น ให้เห็นเป็นธรรมดาแล้วจิตจักเป็นสุข

          ๗. ธรรมของตถาคตเห็นแล้วให้น้อมเข้าจึงจักเป็นของจริง จงมองการป่วย การตาย ของบุคคลอื่น แล้วน้อมนำการป่วยการตายมาพิจารณาว่า แม้ร่างกายของตนเองที่มีอยู่ ก็หาได้พ้นไปจากสภาพเช่นนี้ไม่ ให้ตัดความห่วงกังวลหรือฝืนความเป็นจริงของร่างกายนี้เสีย จิตจักได้เป็นสุข แต่ก็มิใช่ว่าร่างกายจักป่วยหรือใกล้จักตายแล้วไม่รักษาพยาบาล ก็เป็นการไม่ถูกต้อง การทรงชีวิตอยู่ก็ควรจักอยู่อย่างเป็นสุข ด้วยการรักษาร่างกายให้สมควรแก่การ อยู่ได้อย่างไม่เบียดเบียน เป็นการยังอัตภาพให้เป็นไป ไม่ใช่สนองอารมณ์ตามกิเลส อยู่อย่างผู้มีสติรู้เท่าทันร่างกายตามความเป็นจริง แล้วทำตามความเหมาะสมในการดำรงชีพ จัดว่าเป็นการเดินสายกลางที่ถูกต้องในหลักของพระพุทธศาสนา

          ๘. จงอย่ารักษาโรคด้วยความหวังว่าร่างกายจักดี ให้รักษาเพื่อบรรเทาทุกขเวทนา เป็นการยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น แม้ร่างกายนี้จักดีขึ้นบ้าง ก็จงอย่าหวังว่าจักดีขึ้นไปกว่านี้ เพราะนั่นเป็นอารมณ์ของตัณหา คือความทะยานอยากแฝงอยู่ ให้ดูกิเลสจุดนี้ให้ดีๆ เมื่อเห็นแล้วต้องวางอารมณ์ให้ถูกตามความเป็นจริงด้วย ร่างกายนี้ย่อมเสื่อมลงไปทุกวัน ไม่มีใครล่วงพ้นกฎธรรมดานี้ไปได้ แล้วอย่าหลงในความสุขเมื่อเห็นร่างกายนี้ดีแล้ว ซึ่งเป็นปกติธรรม ร่างกายนี้ย่อมดีอยู่ไม่นาน ก็จักเป็นไปในความไม่ดีอีก ให้พยายามสร้างความสุขใจให้เกิด อย่าทำความเดือดร้อนใจให้เกิด พิจารณาชั่งใจเสียก่อน แล้วพยายามมองตามความเป็นจริง จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าเห็นแก่ตัว อาทิเช่น เขารับปากเราว่า จักทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้เรา แต่บังเอิญเขาป่วยมาทำงานให้เราไม่ได้ เราก็ไปต่อว่าเขาหรือบ่นในใจ ซึ่งเป็นความโง่ของเราที่ไม่ยอมรับกฎตามความเป็นจริง จึงเบียดเบียนจิตใจตนเองเป็นประการแรก คือจุดไฟเผาตนเองด้วยอารมณ์ปฏิฆะจนถึงโทสะ เมื่อรู้อารมณ์จิตของตนเองว่าแย่แล้ว ให้พยายามแก้ไขนั่นเป็นของดี แต่ถ้าหากรู้แล้วยังทำจิตเหมือนเดิม ก็แสดงว่ายิ่งแย่หนักไปกว่าเดิม รู้จุดนี้เอาไว้ให้ดี จะได้แก้ไขแก้จิตต่อไปเบื้องหน้าด้วย

          ๙. การทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เป็นพระธรรมคำสั่งสอนล้วนๆ เมื่อสวดไปพิจารณาไปตามนั้น จิตก็จะชิน เป็นสมาธิไปในการสวดมนต์ ทำวัตรในพระธรรมคำสั่งสอนนั้น ๆ บุคคลที่ฉลาด มีปัญญาเพื่อหวังความหลุดพ้น ก็จะศึกษาและปฏิบัติตามไปด้วย จนในที่สุดจิตก็จะหลุดพ้นได้ตามลำดับ จากอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญาตามลำดับ ใครทำใครได้ กรรมใครกรรมมัน รู้เห็นได้เฉพาะตน หากร่างกายเกิดป่วย เจ็บ และตายลงในขณะนั้น จิตก็จะไปจุติตามกำลังบุญที่ได้ปฏิบัติมา ให้มองการตายของคนก็ดี ของสัตว์ก็ดีเป็นกฎของธรรมดา อย่าไปเสียใจหรือดีใจกับความตาย ซึ่งเป็นปกติธรรมของร่างกาย

          เห็นธรรมภายนอกแล้วให้น้อมเข้ามาเป็นธรรมภายใน ให้พิจารณาเห็นว่าในที่สุดร่างกายตนเองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ธาตุ ๔ อาการ ๓๒ สลายตัวไปในที่สุด เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงกันไม่ได้ (ไม่มีใครสามารถเอาสมบัติของโลกไปได้ คือ ร่างกายหรือธาตุ ๔) ให้พยายามฝึกจิตเกาะพระนิพพานเข้าไว้ให้จิตทรงตัว อย่าปล่อยจิตให้ไหลไปตามใจชอบ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่