พระธรรม

ในเดือน...กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑. เรื่องไม้เกยฝั่งกับไม้ใกล้ฝั่ง ที่มาของเรื่องนี้มีความโดยย่อว่า บุคคลเพศหญิงท่านหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อฤๅษี อายุในขณะนั้น ๗๔ ปี ในขณะนี้ก็ ๘๕ ปีแล้ว ท่านพูดให้เพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติธรรมกับผมฟังว่า ท่านพร้อมที่จะไปพระนิพพานได้ทุกเมื่อ เพื่อนผมก็เอาคำพูดนี้ไปเล่าให้ท่านพระ.....ฟัง ด้วยความอิจฉาว่า แหม อยากจะพูดได้อย่างนั้นบ้าง ท่านหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ที่จะพูดได้ว่าพร้อมนั้น จะต้องดูที่ใจว่าละกิเลสได้เพียงไหน เจ๊พูดได้เพราะใจมั่นคงมาก เพราะหมดห่วงเรื่องครอบครัว เรื่องทรัพย์สินเงินทอง มีกินมีใช้ไม่เดือดร้อน ลูก ๆ ก็เป็นหลักเป็นแหล่ง พึ่งตัวเองได้ทุกคน” เพื่อผมฟังแล้วก็หัวเราะ เพราะรู้ตนเองว่ากิเลสยังมีท่วมหัวอยู่ และคิดว่าเจ๊เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง เราควรจะวางใจอย่างไรหนอให้พร้อมที่จะไปพระนิพพานได้ทุกเมื่ออย่างเจ๊ สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนว่า ให้คิดว่าเป็นไม้เกยฝั่ง ฟังแล้วเกิดสงสัยว่า คนแก่โบราณเรียกว่าไม้ใกล้ฝั่งก็ทรงตรัสว่า จิตที่ยอมรับนับถือความตายยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ความเศร้าหมองของจิตที่จักหวั่นไหวไปกับกฎของธรรมดานั้นไม่มี จิตใจนี้สามารถสำรวมอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ให้บังเกิดเป็นบารมี ๓๐ ทัศ เป็นอธิยิ่งทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เห็นอยู่ตามนั้นเป็นปกติ ความบกพร่องของศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีในจิตใจนั้น บุคคลใดทำจิตได้อย่างนี้ ไม่ว่าจักเป็นปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัยก็ตาม บุคคลผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นไม้เกยฝั่ง คือไม้เกยฝั่งพระนิพพาน พอร่างกายนี้หมดลม จิตใจก็ก้าวขึ้นฝั่งพระนิพพานเต็มตัว (คำตรัสสอนข้อนี้ คือ สมเด็จพระพุทธกัสสป)สามารถเกิดขึ้นกับร่างกายได้ทุก ๆ ขณะจิต มีความพร้อมที่ชำระจิตใจให้

          ๒. และทรงเมตตาตรัสสอน เรื่อง ให้หมั่นดูจิตใจของตนเอง รักษาความผ่องใสของจิตเข้าไว้ เพียรให้เห็นกิเลส และเพียรหมั่นละซึ่งกิเลส ตรวจสอบจิตใจให้อยู่กับธรรมปัจจุบันให้มาก มองปัจจุบัน คือ รักษาจิตใจให้ผ่องใสอยู่กับปัจจุบัน แล้วอย่าห่วงอนาคต อย่ากังวลใจกับอดีตที่ผ่านมา เห็นจิตใจเห็นอารมณ์ที่หวั่นไหวไป-มากับสิ่งล่อใจ เห็นโลกนี้ทั้งโลก มีแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พิจารณาให้เห็นโทษของกิเลส แล้วเพียรกำหนดใจให้ปล่อยวาง รักษาความผ่องใสของจิต โดยหมั่นดูจิต อย่าไปดูอย่างอื่น ดูด้วยความเบาใจ ดูให้ผ่องใส อย่ามีความหนักใจ อนึ่งเกี่ยวกับความตาย พิจารณาให้มาก ไปงานศพคนอื่นมามาก แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยคิดว่าจักตายกัน แล้วความหลงของจิตก็มักจักคิดว่าบุคคลนั้นบุคคลนี้จักอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย จนลืมไปว่าสัตว์โลกเกิดมาเท่าใดตายหมดเท่านั้น ให้ระลึกถึงสัจธรรมข้อนี้ไว้ จิตก็จักคลายความหลงลงได้ สัตว์ วัตถุธาตุใดๆ ก็เหมือนกันหมด ที่สุดแม้แต่ร่างกายของเราที่รักมากที่สุดของตนเอง ก็ต้องตายเช่นกัน ร่างกายมันตายมานับชาติไม่ถ้วน แต่จิตใจไม่ได้ตายไปด้วย ถ้าหากระลึกอยู่เช่นนี้ ก็จักทำความรู้สึกว่าร่างกายหรือขันธ์ ๕ มิใช่เราได้เป็นระยะๆ หรือทุกครั้งที่คิดเรื่องนี้อยู่ ก็จักเป็นก้าวหนึ่งที่จักยกจิตให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้ง่ายขึ้น

          ๓. คนแก่ตายหรือคนแก่เป็นลมตาย จัดเป็นโรคชรา มิได้กรรมปาณาติบาต แต่ถ้าหากยังไม่เข้าปัจฉิมวัยเป็นลมตาย จุดนี้ถือว่าเป็นกรรมปาณาติบาต เพื่อนร่วมปฏิบัติธรรมกับผม ท่านก็คิดว่าถ้าเราเป็นลมตาย เราจะไปจุดเดียวคือพระนิพพาน แต่ในขณะนั้นเราจะตั้งสติสัมปชัญญะทันหรือเปล่า หลวงปู่วัยท่านก็มาสงเคราะห์สอนว่า “จะไปได้หรือไม่ได้ ก็ต้องอยู่ที่อารมณ์ตัดอาลัยในขันธ์ ๕ ของตนเองได้เด็ดาดหรือไม่เท่านั้น” (ก็นึกว่า การตัดอาลัยในขันธ์ ๕ นั้นไม่ใช่ของง่ายเลย) หลวงปู่วัย ไม่ยากหรอก ถ้าหากโยมจะทำให้มันจริง ๆ เอากำลังใคร่ครวญถึงความเป็นจริงอยู่เสมอ อย่าสักแต่ว่าทำครั้งหนึ่งแล้วทิ้งไปเป็นเดือน เป็นปี ไม่กล้ามาทำอีก โยมไม่ขยันทำเอา ก็ไม่มีใครช่วยโยมได้ความจริงแล้วร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี้ มันนอกจากไม่เที่ยง เต็มไปด้วยความทุกข์แล้ว ให้โยมพิจารณาอาการ ๓๒ พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง แล้วเอาธาตุ ๔ควบให้เห็นตัวไม่เที่ยงให้ชัด แล้วสลับกับการรู้ลมหายใจเข้าออก ผลที่ได้คือโยมจะมีจิตทรงตัว แล้วตัดร่งกายได้แน่ เรื่องคนอื่นปล่อยวางให้มากที่สุดเท่าที่จะปล่อยวางได้ ให้เห็นการหลุดพ้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับตนเอง

          ๔. หลวงปู่วัยสอนเรื่องธาตุ ๔ โดยละเอียด มีความสำคัญว่าเมื่อไล่อาการ ๓๒ ครบแล้ว จิตใจก็จะมาเข้าสู่ธาตุ ๔ ก็จะเห็นความเป็นไปของธาตุ ๔ ที่หาความทรงตัวไม่ได้ แล้วเข้าสู่การพิจารณาเห็นธาตุลมที่หล่อเลี้ยงธาตุไฟ ทำความอบอุ่นให้กับธาตุดิน โดยมีธาตุน้ำประคองตัวไม่ให้แห้ง จะเห็นความไม่ทรงตัวของธาตุ ๔ และจะเห็นความไม่เที่ยงของธาตุ ๔ ซึ่งธาตุใดธาตุหนึ่งย่อหย่อนลง อาการป่วยไข้ไม่สบายก็ปรากฏไปตามอาการธาตุที่พร่องไปนั้นๆ แล้วที่สุดเมื่อพิจารณาไปถึงวาระสุดท้าย คือธาตุลมดับไป ไฟขาดอ๊อกซิเย่นจากธาตุลมเข้ามาหล่อเลี้ยงก็ดับตาม ธาตุน้ำขาดความอบอุ่นก็ละลายดิน จึงเข้าสู่อสุภกรรมฐานไป คนตายใหม่ๆ ชีพจรหยุดแล้วแต่ก่อนหยุดอะไรเกิดขึ้น ก็จะเห็นสภาพธาตุไฟหรือไฟธาตุแตก ก็จะเห็นรูขุมขนเปิดก่อนให้ธาตุน้ำคือคือเหงื่อทะลักออกมา จากนั้นทวารหนัก ทวารเบาก็เปิดตาม แล้วเมื่อธาตุไฟดับสนิท ตัวก็เย็นเฉียบ ธาตุน้ำก็จะละลายธาตุดิน จะออกทางทวารปาก คือ น้ำจากอาหารเสียในกระเพาะ ต่อมาก็ออกทางจมูก ทางหู ทางตา เรียกว่า ทวารทั้ง ๙ ออกมาหมด ความเน่าเหม็นก็ปรากฏเป็นกลิ่น น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เนื้อส่วนไหนที่อ่อนกว่า ก็จะค่อยๆ ยุ่ยเปื่อยเน่าเฟะลงไปให้เห็นตามนี้เป็นลำดับไป ในที่สุดเหลือแต่เอ็นรัดกระดูก ในที่สุดกระดูกก็ไม่เหลือ กระจัดกระจายหายไป นี่คือสภาพตามความเป็นจริงของร่างกาย ทีนี้อากาศธาตุหายไปไหน ก็คือไส้อากาศของธาตุลมหรืออ๊อกซิเย่น อย่างในเส้นเลือดหรือสายโลหิต ก็จะมีฟองอากาศหรืออ๊อกซิเย่นแทรกอยู่เช่นเดียวกันกับน้ำลายก็มีฟองอากาศ ในร่างกายคนเราก็จะมีช่องว่างให้ฟองอากาศ ในร่างกายคนเราก็จะมีช่องว่างให้ฟองอากาศหรือธาตุแทรกอยู่ เรียกว่าแทบทุกอณูของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเช่นกัน วิญญาณธาตุ คือความรู้สึกอันเกิดจากระบบประสาทต่าง ๆ ที่รับสัมผัสได้จากตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้น วิญญาณธาตุนี้ดับไป เมื่อร่างกายนี้หมดลมหายใจ จิตที่อาศัยร่างกายนี้จากไปแล้ว วิญญาณธาตุก็ดับหมดไป มาพิจารณาถึงจิตใจของผู้รู้อยู่นี้ ถ้าหากยังเกาะเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอยู่ ก็ยังได้ชื่อว่ายังไม่หมดกิเลส ยังจะต้องแสวงหาภพชาติกันต่อไป โยมพิจารณาตรงนี้เอาไว้ให้ดี ย้อนไปย้อนมาให้จิตมันวางทั้งรูปทั้งนามให้ได้ แล้วเมื่อนั้นโยมก็จะถึงซึ่งพระนิพพาน สิ่งเหล่านี้แหละจะปรากฎขึ้นแก่จิตใจของตนเอง

                  สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสว่า ให้พิจารณาตามที่หลวงปู่วัยได้ แนะนำมาแล้วนั้น แล้วเจ้าจักถึงซึ่งความพ้นทุกข์ แล้วต้องหมั่นทำให้บ่อย ๆ เพื่อให้จิตทรงตัว มีความมั่นคงในการตัดกิเลส

          ๕. พิจารณารูปก็ดี ให้มีความสบายของจิตใจ ถ้าพิจารณาไปจิตยังดิ้นรนอยู่ ก็แสดงยังใช้ไม่ได้ เนื่องจากจิตยังฝืนกฎของธรรมดา การพิจารณาจักต้องมีความเข้มแข็ง ยอมรับตามความเป็นจริงของรูปและนาม มีความสบายใจของจิต มีความสงบเยือกเย็นเกิดขึ้นตามลำดับ ความหวั่นไหวของจิตก็จักลดน้อยลงตามลำดับ ความมั่นคงก็จักเกิดขึ้นทวีคูณ ความประมาทก็จักไม่มี เนื่องจากเห็นมรณภัยเกิดขึ้นคู่กับรูป - นามได้ทุกๆ ขณะจิต แม้ธาตุ ๔ ยังจักไม่สลายตัวไป แต่รูป-นามก็เกิดและดับอยู่ตลอดเวลา พิจารณาให้จิตลงตัวธรรมดา ยอมรับความเกิดขึ้นและดับไปในกฎทุกขัง อนิจจัง อนัตตา จิตใจก็จักชำระได้ซึ่งกิเลส อันไม่ต้องมาหน่วงเหนี่ยวกับรูปและนามอีก กิเลสทั้งหลายเกิดได้ก็เพราะรูปและนาม แต่ถ้ารู้เท่าทันในกองสังขารของนามและของรูปแล้ว กิเลสทั้งหลายก็ไม่อาจจักเกิดขึ้นได้ ขอให้รู้จริงๆ ไม่ใช่รู้ด้วยสัญญา คือ ความจำแต่เพียงอย่างเดียว อารมณ์คิดพิจารณาทำให้ปัญญาเกิดขึ้นตามลำดับ แล้วจักเกิดความเบื่อหน่ายในรูปแลนามอันหาสาระไม่ได้ เมื่อถึงที่สุดของความเบื่อ ก็จักเห็นถึงธรรมดาของรูปและนาม เห็นภายในเป็นธรรมดา เห็นภายนอกคือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกก็เป็นธรรมดา แล้วอารมณ์เป็นสุขก็จักเกิดขึ้นกับจิตใจ เป็นสังขารุเบกขาญาณ ความเดือดร้อนของจิตใจก็จักไม่มี

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่