(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน กรกฎาคม ๒๕๓๘)

ปุจฉาและวิสัชนากับหลวงปู่
เพื่อให้เกิดปัญญา




          ท่านพระสุรจิตฯ ผม และเพื่อนของผมได้ไปกราบ หลวงปู่ไวย ที่ จ.สระบุรี และได้สนทนาธรรมกับท่าน ท่านก็เมตตาสอนให้ มีความสำคัญ ดังนี้

          ๑. สงสัยว่าสัญญาหรือความจำนั้นเสื่อมเป็นอนิจจา แต่ผลของการปฏิบัติที่ได้แล้วนั้นไม่เสื่อมใช่ไหม ท่านตอบว่า ความจำเสื่อมหมายความว่า ความจำใหม่ภายนอกมักจะลืม แต่ความจำภายในที่ได้แล้วไม่ลืม ของใหม่ที่เข้ามาต้องอาศัยการจดบันทึกไว้กันลืม เพราะธรรมนั้นเรายังปฏิบัติไม่ได้ หรือจิตยังไม่ถึงธรรมนั้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาของกายสังขาร มันก็เสื่อมของมันตามธรรมดา (หลวงปู่ท่านว่า โยมจะถามอะไรก็ตาม ฉันก็ตอบให้เท่าที่รู้ มีโอกาสก็จงตักตวงเถิด ฉันให้ได้ไม่นานแล้ว ท่านบอกใบ้ว่าใกล้เวลาที่ท่านจะทิ้งขันธ์ ๕ แล้ว บันทึกไว้เมื่อ ๘ ก.ค.๓๘)

          ๒. ถาม ขณะนี้กายหลวงปู่ป่วย กำลังมีเวทนาอยู่ หลวงปู่วางอารมณ์จิตอย่างไร ตอบ ให้ดูเวทนาของกายเป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้น โดยไม่ปรุงแต่ง ท่านให้เปรียบร่างกายเหมือนใบไม้ที่ผลิออกมาจากต้น จากใบอ่อน เจริญขึ้นๆ จนกระทั่งเป็นใบแก่ แล้วก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ดูดกินไป แล้วก็ผลิใบออกมาใหม่อยู่อย่างนั้น เวทนาเป็นของคู่กับกายมานับชาติไม่ถ้วน เกิด - ตายๆ มันก็มีเวทนาทุกชาติ ถ้าเราไปมีอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจ มันก็ต้องกลับมาเกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วเกิด ให้ต้องพบกับร่างกายและเวทนาอย่างนี้อีก คนที่เขามีปัญญา ก็หาทางหนีไปให้พ้นจากการต้องกลับมามีร่างกาย โดยการกำหนดจิตดูเวทนาที่มันเกิดอย่างอดทน ดูมันไปจนถึงที่สุด แล้วจะเห็นว่ามันก็ต้องดับไปในที่สุด ธรรมดาของเวทนาเป็นอย่างนี้ คือให้วางเฉยเสีย หรืออุเบกขาเสีย

          ๓. ถาม ถ้าจิตมีเวทนา จะวางอารมณ์จิตอย่างไร ตอบ ถ้าจิตมีเวทนาอยู่ จิตก็ต้องไหวเป็นธรรมดา ให้สังเกตดูอารมณ์ไหวของจิตเสมือนน้ำที่อยู่ในแก้ว ซึ่งวางไว้ในที่สงบ เพราะจิตยังไม่มีอะไรมากระทบ ต่อเมื่อมีลมพัดเบาๆ น้ำก็ไหวน้อยเหมือนกระดาษย่น ถ้าลมพัดแรง น้ำก็ไหวมาก เหมือนลูกคลื่นในทะเล คือ ให้ดูว่าไหวแค่ไหนอย่างไรก็ต้องรู้ หากสังขารยังไม่หมดปรุงแต่ง ก็ต้องฝืนตัดนิสัยขออารมณ์ ฝืนจิตให้มันพิจารณาธรรมที่มีอยู่ภายนอกทั่วๆ ไป ธรรมของพระพุทธเจ้าสอนมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง อยู่ที่เราไม่ค่อยจะดูให้เกิดปัญญา เช่นเดินออกไปข้างนอก นั่งดูลมว่ามันพัดต้องกาย ก็ให้รู้กิริยาของกายว่ามีเวทนาอย่างไร แต่พอลมสงบ กายไม่ถูกสัมผัสโดยลม จิตมีเวทนาอย่างไร คือ ให้เห็นการเกิดการดับของเวทนามันเป็นอย่างไร สำหรับเวทนาของจิตที่ยังมีกิเลสอยู่ ก็ต้องฝึกดัดนิสัยของอารมณ์

          ๔. ถาม เมื่ออายตนะภายนอกมากระทบอายตนะภายใน รู้ว่าจิตยังไหว แต่ยังห้ามมันไม่ได้ จุดนี้หลวงปู่ช่วยเมตตาสงเคราะห์แนะวิธีแก้ไขให้ด้วย ตอบ ให้สังเกตลมหายใจ ตอนจิตไม่ไหว ลมหายใจเป็นอย่างไร และเมื่อเกิดมีอารมณ์ ลมหายใจก็เปลี่ยน อย่างเกิดโทสะ ลมหายใจจะสั้น - ถี่ และเร็วเข้า หัวใจเต้นแรงและเร็ว วิธีแก้ เมื่อจิตไหวอยู่อย่างนั้น ก็ให้กำหนดชัดลมหายใจเข้ายาวๆ เหมือนคนที่ถอนใจด้วยความกลุ้ม จุดนี้ก็จะระงับได้ มีผลทำให้โทสะคลายตัวลง

          ในด้านราคะ ในอดีตท่านก็ติดการแบ่งเพศ ว่านี่ผู้หญิง ผู้ชาย แต่ปัจจุบันท่านเห็นผู้หญิง - ผู้ชายเท่ากันหมด ไม่เห็นจะมีเพศไหนวิเศษกว่ากัน เพราะมันต้องกินแล้วก็ขี้-ก็เยี่ยวเหมือนกันหมด แล้วที่สุดก็ตายหมดเหมือนกัน ที่กายกับกายมันมีอะไรกัน เพราะอาศัยกามารมณ์ตัวเดียว กายจริงๆ มันประกอบด้วยธาตุ ๔ มีอาการ ๓๒ สกปรก - ไม่เที่ยง ถ้าไม่มีจิตมาคอยบงการมันก็ชอบกันไม่ได้

          ส่วนใหญ่มักจะสอนให้กำหนดรู้ลม ดูลมและตามลม ซึ่งก็ถูกต้อง แต่ไม่สอนต่อไปจนถึงตัวปัญญา คือ ให้เห็นความไม่เที่ยงของลม ควบคู่กับอารมณ์ที่ไหวไปของจิต คนกินข้าวก็ต้องรู้ว่าอิ่มเป็นอย่างไร หิวมีเวทนาอย่างไร รู้จนกระทั่งกายสังขารมันเหนื่อย เพราะกินอาหารมากเกินไป ในอดีตท่านเคยจงกรมรอบโบสถ์ได้ ๑๐ รอบ ปัจจุบันแค่ ๕ รอบก็เหนื่อยต้องพัก จะต้องรู้ตัวมัชฌิมาของตนเองว่าอยู่ตรงไหน รู้ได้ที่จิตของตน ซึ่งมีพรหมวิหาร ๔ เต็มและทรงตัว

          ในด้านปัญญาในพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสแบ่งไว้ ๓ ขั้น คือ หยาบ - กลาง - ละเอียด คือ

              ; ก) สุตมยปัญญา คือ รู้แค่จำได้ แค่สัญญาซึ่งเป็นอนิจจา

               ข) จินตมยปัญญา จำได้และพิจารณาใคร่ครวญ จนสามารถจะเข้าใจในธรรมนั้นๆ ได้ด้วยตนเอง คือ เกิดปัญญาและสัญญา ซึ่งก็ยังไม่เที่ยง ไม่จริง

               ค) ภาวนามยปัญญา พิจารณาต่อไปในธรรมนั้นๆ ให้เกิดความชำนาญ พิจารณาตีธรรมนั้นๆ แตกแทงตลอดในธรรมนั้นๆ จนสัญญาหมดไป หมายความว่าเขาเกิดของเขาเองเป็นอัตโนมัติ ถูกกระทบจิตก็รู้เอง ทำงานได้เองเป็นอัตโนมัติ ซึ่งใครเกิดก็เป็นปัญญาแท้ๆ สัญญาหมดไป นี่แหละคือผลทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เป็นของจริงตรงนี้

          ทางโลกเขามุ่งเอาธาตุ๔ เป็นหลักเป็นรูปธรรม ส่วนทางธรรมมุ่งเอานามธรรมเป็นหลัก ทางโลกเขาค้นคว้า ส่วนเล็กๆ ไปถึงปรมาณู ซึ่งตาเปล่าไม่เห็น แต่กล้องอิเล็กตรอน สามารถทำให้เห็นได้ แต่ตัวจิต - อารมณ์ของจิต - กายของจิต หรืออาทิสมานกาย พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นอณูพิเศษ ทางโลกเขายังไม่สามารถหาเครื่องมือใดๆ มาจับ มาวัดได้

          พระสิทธัตถะยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ยังเป็นเจ้าชายหรือพระโพธิสัตว์อยู่ ความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่จิต แม้ออกบวชแล้วก็ยังไม่ใช่พระภิกษุในพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนายังไม่เกิด ยังไม่มี ยังเป็นแค่นักบวชในศาสนาพราหมณ์ เพราะฉะนั้น การพูดถึงพระพุทธเจ้า จะต้องบอกด้วยว่า เรื่องนั้นๆ มีมาก่อนเป็นหรือหลังเป็นพระพุทธเจ้า เพราะหากเป็นเรื่องหลังเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ใช้เป็นที่พึ่งที่ยึดถือได้ เพราะพระธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ย่อมเที่ยงเสมอ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นอีก

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนว่า

               ก) พิจารณาธรรมในธรรมที่หลวงปู่ ให้ไว้มากๆ จักเห็นรายละเอียดในธรรมได้มากยิ่งกว่านี้ และพึงปฏิบัติให้ได้ด้วย ในด้านของการต่อสู้กับอารมณ์ ๒

               ข) ทุกอย่างพึงเร่งรัดตนเองเข้าไว้ จงอย่าประมาทในความตายเป็นอันขาด และพึงแก้ไขจุดบกพร่องตามที่ท่านแนะนำเพื่อทำให้ได้ผลจริงๆ แล้วจักได้หายข้องใจในเรื่องอิทธิพลของอานาปาจริงๆ เสียที ตั้งใจทำให้จริง ไม่มีอะไรยากหรอก

          ๕. ถามอารมณ์สงบที่ไม่มีความคิดใดๆ ไม่มีคำภาวนาใดๆ นั้น มีประโยชน์อย่างไร ตอบ ความสงบเช่นนั้นเปรียบเหมือนกับน้ำที่ใส่แก้ว ตั้งอยู่ในที่สงบปราศจากลมพัด ตามที่ได้เคยอธิบายไว้แล้ว อารมณ์อย่างนี้ไม่อิงสุข ไม่อิงทุกข์ นั้นแหละเป็นอารมณ์สงบ หรืออารมณ์กลางๆ เป็นอารมณ์อัพยากฤต หรืออารมณ์อุเบกขา อารมณ์ช่างมัน อารมณ์ สังขารุเบกขา ญาณตัวเดียวกัน พยายามทรงอารมณ์นี้ให้ได้บ่อยๆ จนชำนาญ และทรงตัว สังขารุเบกขาญาณก็เกิดได้ที่จุดนี้

          ๖. ถาม ควรจะทำอย่างไรกับเรื่องในอดีต มักเอามาพิจารณาเป็นปัจจุบัน ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ตอบ อารมณ์นี้เขาเรียกว่า วิภวตัณหา เหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว เป็นอดีตธรรม จิตอยากจะให้ย้อนกลับมาเหมือนเดิม หรืออยากจะให้เป็นอย่างตนคิดในปัจจุบัน จัดเป็นอารมณ์หลง เป็นกามตัณหา - ภวตัณหา - วิภวตัณหา (สิ่งที่ยังไม่มี - ไม่เกิด อยากให้มี - ให้เกิดขึ้น พอมีขึ้น เกิดขึ้นแล้วเป็นอัตตา ก็อยากให้อัตตานั้นทรงตัว - ไม่เสื่อม - ไม่สลายตัวเป็นอนัตตา แต่พอมันเสื่อมมันสลายเป็นอนัตตาหรือเป็นอดีตธรรมไปแล้ว จิตยังหลงจะให้กลับมาเป็นอย่างเก่าเหมือนเดิมอีก ให้กลับมาเป็นปัจจุบันธรรม) ให้พิจารณาตัณหา ๓ ข้อนี้ให้ดีๆ แล้วจะเข้าใจได้เอง

          ๗. ถาม ควรปฏิบัติอย่างไร กับอารมณ์จิตที่ชอบส่งออกนอกตัว เป็นธัมเมา อยู่เสมอ หรือชอบตั้งบริษัทส่งออก และบริษัทนำเข้า ตอบ ให้ใช้ อานาปานัสสติ กลับมาสนใจธรรมภายใน คือ กำหนดรู้ลม จับลมและตามลมก็จะทำให้อารมณ์สงบไม่ฟุ้งซ่าน - ไม่ส่งออก หากเข้าใจเอาประโยชน์จากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก มาใช้ให้เกิดประโยชน์ แก้ไขได้ทั้งอารมณ์ โมหะ - โทสะ และราคะอย่างอารมณ์โลภ ให้สังเกตดูอารมณ์จิตที่อยากได้อาหาร ซึ่งความอยากเป็นกิเลสตัณหาที่จิตสร้างขึ้น ส่วนการหิวอาหาร เป็นเวทนาของกายตามปกติธรรมของกาย ไม่ใช่กิเลส แต่เป็นทุกข์ของกาย ซึ่งมีอยู่คู่กับการเกิดมามีร่างกาย ไม่มีใครจะไปห้ามมันได้ ตอนที่กายหิว ร่างกายจะทำงานช้าลง ลมหายใจยาวแต่แผ่ว ทั้งขาเข้าและขาออก แบบไม่มีแรง ช่องท้องรู้สึกในกระเพาะจะเบา เหมือนมันไม่มีอะไรอยู่ข้างใน ต่อไปในขณะกินอาหาร ก็ให้กำหนดรู้ลมไปด้วย อิ่มแล้วก็ให้รู้ลม สังเกตไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้ธรรมได้ต่อเนื่องจากการรู้ลมนี่แหละ หลวงปู่ท่านให้ดูลมไปเรื่อยๆ จะเห็นว่ามันไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามอารมณ์ของจิต เช่น สูดหายใจยาวๆ ก็หมายถึงความโลภอยากได้อากาศมาก เป็นต้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ความชำนาญจะได้เกิด และความละเอียดของจิตก็จะค่อยๆ ดีขึ้นในเรื่องอารมณ์ ๒ (พอใจกับไม่พอใจ หรือราคะ (โลภะ กับปฏิฆะ) เป็นการปฏิบัติที่ใช้ตัดสังโยชน์ข้อที่ ๔ และ ๕ ได้อย่างดี ธรรมของพระพุทธเจ้าท่านเป็น ปัจจัตตัง ปฏิบัติถึงแล้วก็จะรู้ได้ด้วยจิตของตนเอง เฉพาะตน ของใครของมัน กรรมใครกรรมมัน อย่าไปอยากรู้ก่อนเกิดก็แล้วกัน

          ผมขอสรุปเป็น ธัมมวิจัย เรื่องประโยชน์จากการรู้ลม-จับลม-ตามลมของหลวงปู่ไวยท่านไว้ย่อๆ ดังนี้

          ๑. ธรรมะเกี่ยวกับลมหายใจที่ท่านสอนนี้ ละเอียด - ลึกซึ้งมาก เหมือนกับหญ้าปากคอก แต่คนไม่เห็นเพราะขาดปัญญา

          ๒. รู้ลมอย่างเดียวก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ได้ แบบเดียวกับที่หลวงพ่อฤๅษีท่านสอน

          ๓. ลมเป็นฐานใหญ่ที่สุดที่ทำจิตให้สงบเป็นสุข พระท่านก็มาโปรดมาสอนเราได้ในขณะที่จิตสงบเท่านั้น หากจิตเราไม่สงบพระก็สอนเราไม่ได้

          ๔. รู้ลมกองเดียว สามารถครอบคลุมพระกรรมฐานกองอื่นๆ ได้ทั้งหมด ตั้งแต่ กายคตานุสสติ - อสุภกรรมฐาน - กสิณ ๑๐ - จริต ๖ - รูปฌาน - อรูปฌาน - อารมณ์โลภ - โกรธ - หลง - มรณา และอุปสมานุสสติ เป็นต้น

          ๕. รู้ลม - รู้ตาย - รู้นิพพาน ก็เข้าสู่พระนิพพานได้แบบง่ายๆ ทุกอย่างเริ่มจากรู้ลมก่อนทั้งสิ้น หากจะให้เขียนก็คงเขียนได้มาก ก็ ขอธัมมวิจัยไว้ย่อๆแค่นี้

 

กายคนเหมือนผีดิบเดินได้

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. อย่าคิดว่าร่างกายของเขา จักเป็นหมูหรือปลาแช่เย็นอย่างเดียว ร่างกายของเจ้าเองก็มีสภาพไม่แตกต่างกันในเวลาที่จิตออกจากร่างแล้ว (ศพเมื่อมีวิญญาณไปปราศแล้ว) มันก็เหมือนกันหมด ยกเว้นผู้มีความสามารถอธิษฐานร่างเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น ที่จักมีสภาพแตกต่างกันไป (สาเหตุก็เพราะเพื่อนผมท่านไปเห็นศพแช่แข็งอยู่ในตู้เย็นแค่ประมาณ ๓ ชั่วโมงหลังตาย มันมีสภาพคล้ายหมูหรือปลาแช่แข็ง จิตก็ปรุงแต่งว่าไม่เหมือนหลวงพ่อฤๅษี ๑๐๐ วันแล้ว มือ - แขน - ขาท่านยังงอได้ เหยียดได้อยู่เลย)

          ๒. ดูศพแล้วสัมผัสแล้ว อย่าลืมระลึกนึกถึง มรณานุสสติด้วย เป็นอสุภะ ด้วย จักเห็นได้ว่าหลายคนมีความรังเกียจและกลัวในศพนั้น

          ๓. โดยปกติธรรมแล้ว ศพเมื่อมีวิญญาณไปปราศแล้วก็เหมือนท่อนไม้ หาได้มีความน่ากลัวจริงไม่ ต่างกับร่างกายหรือผีดิบเดินได้ อันยังมีวิญญาณยังไม่ไปปราศนี่ซิน่ากลัว เพราะร่างกายมันเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน หลอกเราอยู่ทุกวัน จักว่าร่างกายหรอกเราได้ไหม หรือจิตของเราไปเกาะร่างกาย ยึดวิญญาณธาตุ แล้วปรุงแต่งขึ้นมาให้เกิดความโง่ขึ้นภายในจิต อย่างนี้จิตหลอกหรือร่างกายมันหลอก (ตอบว่าจิตหลอก)

          ๔. หลอกทั้ง ๒ อย่าง ถ้าหากจิตยังไม่รู้เท่าทันความเป็นจริงของร่างกาย ลงท้ายเลยจิตก็หลอก ร่างกายก็หลอก จึงมาตกหลุมกิเลสตรงนี้ ถ้าหากรู้เท่าทันความเป็นจริงของร่างกายให้แจ้งเพียงใด กายก็จักไม่มีโอกาสหลอกจิตได้อีกเลย แต่ถ้าหากยังไม่รู้เท่าทันร่างกายนี้ ก็จักถูกหลอกอยู่ร่ำไป จึงต้องตกเป็นทาสของกิเลสตลอดไปเช่นกัน

          ๕. จงอย่าหลงลืม หมั่นพิจารณาร่างกายนี้ ให้รู้เท่าทันตามสภาพของความเป็นจริงให้มากๆ จึงจักวาง สักกายทิฏฐิ หรืออารมณ์หลงติดอยู่ในกายได้โดยง่าย

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่