เรื่องอารมณ์พระอานาคามี




          วันพุธที่ ๙ มิ.ย.๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตามาสอนต่อ เรื่องอารมณ์พระอนาคามี มีความสำคัญดังนี้

          ๑. พยายามรักษาอารมณ์จิตให้สม่ำเสมอ ตรวจสอบดูเมื่อระลึกได้ว่า ขณะนี้จิตทรงอารมณ์อะไรอยู่ ถ้าเศร้าหมองหดหู่ไป จงหมั่นแก้ไขเช่นอย่างเวลานี้ จิตเกาะขันธ์ ๕ ก็จงหมั่นพิจารณาธาตุ ๔ อาการ ๓๒ ว่ามีความไม่เที่ยงเป็นปกติ หากเจ้าจักมายึดถือขันธ์ ๕ ทรงตัว ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิเกินไป

          ๒. พยายามพิจารณาเวทนาอันเกิดจากการเกาะขันธ์๕ นั้น เวทนาที่แสดงออกมาเป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยงเช่นกัน มันก็เป็นปกติ จักมายึดถือเวทนานี้ ทำความไม่พอใจให้เกิดแก่จิตได้อย่างไร อารมณ์นี้เป็นอารมณ์หนัก ควรจักสลัดทิ้งไปเสียจากจิต เห็นอารมณ์มีความเที่ยงเป็นปกติ อย่าหนักใจ ปล่อยวางอารมณ์นี้ไปเสีย อย่ายึดความกระทบกระทั่งอารมณ์ อันเกิดจากขันธมารและกิเลสมารเสีย จิตจักได้เป็นสุข

          ๓. พยายามซักซ้อมการปล่อยวางอารมณ์ราคะ และปฏิฆะเอาไว้เสมอใหม่ ๆ อาจจะนานช้า สำหรับการปล่อยวางหรือระงับอารมณ์เหล่านี้ แต่นานไปทำบ่อย ๆ ก็จักเกิดความเคยชิน

          ๔. วาระแรกที่ถูกกระทบกระทั่งอารมณ์ อย่าเพิ่งคิดพิจารณาทุกข์หรือโทษ เพราะขณะนั้น แรงราคะหรือปฏิฆะ จักฉุดจิตให้เกิดอารมณ์ฟุ้งซ่านต่อไป ทางที่ควรจักต้องจับสมถะภาวนาไว้ก่อน ราคะ ก็พึงจับอานาปาควบอสุภะบวกกายคตาและมรณานุสสติ กองใดกองหนึ่ง ปฏิฆะ ก็พึงจับอานาปาควบภาพกสิณพระใน ๔ วรรณะกสิณ กองใดกองหนึ่ง คือ มีความรู้สึกว่า แรงราคะหรือปฏิฆะลดน้อย เจือจางไปจากอารมณ์ของจิต จนมีความรู้สึกสบายใจขึ้นบ้างหลังจากนั้น จึงมาพิจารณาให้เห็นทุกข์เห็นโทษของอารมณ์นั้นๆ และพิจารณาถึงต้นเหตุแห่งการเกิดอารมณ์นั้น ๆ จิตจักต้องมีกำลังสูงหน่อย อย่าท้อถอยปล่อยวางขั้นตอนนี้เสียกลางคัน ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ พิจารณา ต้องใช้ความเพียรสูง เพราะอารมณ์นี้เป็นของละเอียด เป็นต้นเหตุให้เกิดร่างกาย ที่ต้องไปขึ้นสวรรค์เป็นพรหม-เทวดา-นางฟ้า วนเวียนลงมาเป็นคน ไปตกนรกเป็นเปรต-อสุรกาย-สัตว์เดรัจฉาน ก็เนื่องจากการเกิดอารมณ์นี้ (สรุป พระองค์ทรงแนะให้ระงับนิวรณ์โดยเฉพาะข้อ ๑ และ ๒ ให้ได้ก่อน ด้วย อานาปาควบกับกรรมฐานแก้จริตก่อน จนอารมณ์สงบแล้ว จึงค่อยใช้อริยสัจเข้าพิจารณาต่อไป)

          ๕. การพ้นเกิด พ้นตายไม่ใช่ของง่าย แต่การเกิดการตายนั้นเป็นของง่าย เพียงชั่วขณะจิตเดียวที่เกิดอารมณ์จักเป็น โมหะ โทสะ ราคะก็ตาม ล้วนเป็นชนวนให้เกิดให้ตายได้ทั้งสิ้น ศึกษากันมาถึงระดับนี้แล้ว ขอพวกเจ้าจงอย่าประมาทในธรรม เวลาทุกขณะจิตมีค่า เพราะพวกเจ้าไม่ต้องการเกิด ไม่ต้องการตายอีก ระมัดระวังจิตกันให้ดี ๆ ถ้าหากพลาดพลั้งไป ก็จักเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

          ๖. เอาไปคิดพิจารณาใคร่ครวญให้ดี ๆ หนทางนี้เป็นทางสายเอก จักต้องปฏิบัติให้เกิดผลด้วยตนเอง จิตดวงเดียวท่องเที่ยวไป หรือหยุดโคจรเมื่อเข้าถึงอมตะนิพพาน ก็อยู่ที่พวกเจ้าจักเลือกปฏิบัติเอา(ก็นึกว่าลูกต้องการพระนิพพาน)

          ๗. ก็จงหมั่นละอารมณ์ตามที่ตถาคตตรัสมานี้ ฝึกจิตจนเที่ยงเมื่อไหร่ จิตเจ้าก็หยุดโคจรเมื่อนั้น อมตะนิพพานก็ปรากฏแก่จิตเจ้าตลอดไป

          ๘. อย่าลืมว่าเจ้ายังเป็นเสขะบุคคลอยู่ การหวั่นไหวของอารมณ์ย่อมยังมีอยู่เป็นธรรมดา อย่าหดหู่เศร้าหมองเพราะเป็นเรื่องปกติ จงหมั่นระงับอารมณ์ให้หวั่นไหวน้อยเข้า ๆ ตามลำดับ ขั้นตอนของการปฏิบัติ ต้องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเอาจริงเอาจัง เพราะอารมณ์เหล่านี้เกาะจิตเจ้ามานาน จู่ ๆ จักระงับได้โดยง่ายนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

          ๙. การต่อสู้กับอารมณ์ที่เป็นกิเลส ซึ่งทำปัญญาให้ถอยหลัง (นิวรณ์ ๕) จักต้องใช้สติปัญญาอยู่สูง มีความอดทนมีความเพียรเหมือนพายเรือทวนน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น คำว่าหยุดพาย หรือหยุดการต่อสู้กับอารมณ์ อย่าได้มีเพราะเรือล่มได้ฉันใด การต่อสู้ก็ท้อถอยล่มได้ฉันนั้น มาถึงระดับนี้แล้ว ถ้าขาดการอดทน อธิจิตก็จักเกิดได้ยาก

          ๑๐. แต่ห้ามทำอารมณ์ให้เครียด สู้ด้วยความเบาของอารมณ์ คือ ยึดเอาอานาปนัสสติ ไว้เป็นฐานกำลังของจิตอยู่เสมอๆ หวังว่าเจ้าเข้าใจ

พล.ต.ท.นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม


กลับหน้าหลัก


ไปเล่มที่
ไปเล่มที่