การเป่ายันต์เกราะเพชร

เป็นตำราพระร่วง


ชื่อคาถา ใช้ทาง ควรสวดวันละกี่จบ(วันที่เกิด)
1 อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา กระทู้เจ็ดแบก ฝนแสนห่า 15 (จันทร์)
2 ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง ฝนแสนห่า เมตตามหานิยม 8 (อังคาร)
3 ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท พระนารายณ์เกลื่อนสมุทร เสกปูนเสกฝี 17 (พุธกลางวัน)
4 โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ พระนารายณ์ ถอดจักร ถอดคุณไสยศาสตร์ 10 (เสาร์)
5 ภะ สั่ม สัม วิ สะ เท ภะ พระนารายณ์ ตรึงไตรภพ เมตตามหานิยม 20 (พฤหัสบดี)
6 คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ พระนารายณ์ พลิกแผ่นดิน ทางความผิด 12 (พุธกลางคืน)
7 วา โธ โน อะ มะ มะ วา พระพุทธเจ้าตวาดป่าหิมพานต์ เมตตามหานิยม 20 (ศุกร์)
8 อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ พระนารายณ์ แปลงรูป เมตตามหานิยม 6 (อาทิตย์)
รวม 108 จบ

 

หมายเหตุ :

          ผมได้รับคาถาบูชาดวงประจำวันเกิดทั้ง ๗ วัน ทางป.ณ. โดยไม่ระบุชื่อว่าใครส่ง อ่านดูแล้วเห็นว่าคาถาทั้ง ๘ คาถา ก็คือยันต์เกราะเพชรนั่นเอง เลยนำมาเขียนต่อ

          ค่าเฉลี่ย หากคิดโดยรวมๆ ใน ๑ อาทิตย์มี ๗ วัน ควรสวดวันละ        =๑๕.๔๒๘ จบ = ๑๕ จบโดยประมาณ เป็นการเดินสายกลาง ไม่มากเกินไป (ตึงไป) ไม่น้อยเกินไป (หย่อนไป) เป็นการเดินสายกลาง (มัชฌิมา) ซึ่งตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ในปฐมเทศนา หรือธัมมจักรกัปปวัตนสูตร เป็นการเชื่อพระพุทธเจ้า โดยมีเหตุ มีผล ไม่ยึดไม่ติดสมมติของชาวโลก ซึ่งยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม ครอบงำจิตอยู่

          หากผู้ใดศรัทธาในศาสนาของพระพุทธองค์อย่างจริงใจ โดยยอมปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว ย่อมมีผลเกิดแก่ผู้ปฏิบัต ิไม่มากก็น้อย ตามบารมีธรรมที่ผู้นั้นสะสมมาแต่ในอดีต การปฏิบัติที่พระองค์ทรงเน้นมากก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งย่อมาจากอริยมรรค ๘ นั่นเอง จะเห็นได้ว่าหลังจากที่พระองค์ทรงปลงอายุสังขารแล้ว อีก ๓ เดือน พระองค์จะเข้าสู่ปรินิพพาน พระองค์จึงไม่สอนพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ทรงสอนเพียงแค่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น เพราะ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางไปสู่พระนิพพาน หรือเป็นข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ หรือเป็นหัวใจของการปฏิบัติของพระพุทธศาสนา

          สรุปว่าควรเดินสายกลาง ว่าคาถาวันละ ๑๕ ครั้งก็จะคลุมได้หมด โดยอย่าสนใจว่าจะเกิดวันไหน คาถาชื่ออะไร หากผู้ใดสนใจ ให้อ่านหนังสือ “สมบัติพ่อให้” ซึ่งดอกเตอร์ปริญญา นุตาลัย และ คุณโศภิษฐ์ สดใส ได้รวบรวมไว้ หน้า ๑๓๔-๑๔๒

          ผมขออนุญาตย่อความสำคัญที่ควรทราบจากหนังสือนี้ เพื่อให้ลูกศิษย์หลวงพ่อที่ยังไม่มีหนังสือ “สมบัติพ่อให้” กับพวกที่ขี้เกียจอ่านหนังสือ (กูมีหนังสือแต่กูยังขี้เกียจอ่าน) เพราะยังมีมรณานุสสติอ่อนยังประมาทในความตาย ยังไม่รู้คุณค่าหรือประโยชน์ของเวลาซึ่งผ่านไปแล้ว ไม่มีใครหาซื้อได้ด้วยเงินหรือถอยหลังกลับไปได้อีก ยังไม่อยากจะเป็นพระโสดาบัน สมัครใจขอเป็นพระโสดาตะบันต่อไปก่อนได้อ่านเป็นธรรมทาน โดยย่อ ๆ ดังนี้

          ๑. หลวงพ่อปานท่านบอกเป็นตำราพระร่วง ยันต์นี้ได้จากบท อิติปิโส ภะคะวา...พุทโธ ภะคะวาติ นำมาเขียนเป็นยันต์เกราะเพชร โดยเขียนเป็นแนวตั้งแบบหนังสือจีน เขียนเป็น ๘ แถว แถวละ ๗ คำ แต่เวลาอ่านเป็นคาถา ให้อ่านเป็นแนวนอน แบบหนังสือไทย (ก็จะได้คาถา ๘ ประโยค) แล้วก็มีผู้ไปตั้งคาถาเป็น ๘ ชื่อ มีจุดมุ่งหมาย ๘ อย่าง และยังมีรายละเอียดออกไปว่า ใครเกิดวันไหน ก็ให้ว่าวันละกี่จบ ใน ๑ อาทิตย์ มี ๗ วัน แต่มี ๘ คาถา ท่านก็แยกวันพุธออกเป็นพุธตอนกลางวัน กับพุธตอนกลางคืน รวมเป็น ๘ เช่นกัน

           ข้อความในวงเล็บนั้น ในหนังสือไม่มี ผมได้มาจากใครก็ไม่ทราบ ส่งมาทางป.ณ. ผมก็เลือกเอาบางส่วนมาประกอบแต่ผมขอแนะนำว่า ไม่ควรเกาะติดในรายละเอียด เรื่องชื่อคาถาใช้ทางไหนบ้าง และเกิดวันใด ควรว่าวันละกี่จบ ให้เชื่อตามที่หลวงพ่อฤๅษีท่านบอกไว้ก็พอแล้ว

          ๒. หลวงพ่อปานท่านนำมาเขียนเป็นยันต์เกราะเพชร แล้วชักเป็นตาข่าย จัดเป็นสูตร

                ๓ . เวลาจะเป่ายันต์เกราะเพชร ให้จุดธูปเทียนบูชาก่อนแล้วรับศีล ทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ ด้วยอานาปานัสสติ เวลาหายใจเข้าภาวนา “พุท” เวลาหายใจออกภาวนา “โธ”

          หากใครมีลูกยังอยู่ในท้อง ให้จุดธูปแทนลูก ๑ ดอก เวลาคลอดลูกออกมาจะมียันต์ปรากฏให้เห็นได้ทั่วตัว ที่พวกเราเห็นคือลูกของคุณ มียันต์อยู่ที่กระหม่อม และภายใน ๗ วัน ยันต์ก็จะหายไปในตัว ส่วนผู้ใหญ่ไม่เห็น จะเห็นตอนตาย ญาตินำไปเผาจะเห็นยันต์ติดอยู่ที่กระดูก ทั้งนี้ท่านมีข้อแม้ว่า ผู้นั้นจะต้องรักษาศีล ๒ ข้อมิให้ขาด คือ ศีลข้อ ๒ ห้ามขโมย ห้ามทุจริต ห้ามขี้โกงเขาและศีลข้อ ๕ ห้ามดื่มสุรา และของที่ทำให้มึนเมา (เมรัย) ทุกชนิดยันต์จึงจะคุ้มครองผู้นั้น (ไม่เสื่อม) หากผิดศีลใน ๒ ข้อนี้แม้ข้อใดข้อหนึ่ง ยันต์จะเสื่อม

          และจะให้ยันต์มีผลดีมาก ท่านแนะว่าหากใครมากลั่นแกล้งเรา หรือรู้ว่าจะกลั่นแกล้งเรา มุ่งร้ายทำลายเรา ห้ามโกรธตอบ (ให้อยู่ในอารมณ์ช่างมัน หรืออุเบกขา หรือทำเฉยๆ เสียนั่นเอง) แล้วบุคคลนั้นจะได้รับผลกรรมที่ตัวทำอยู่นั่นเอง หมายความว่าเขาแกล้งเราด้วยวิธีใด ก็วิธีนั้นแหละจะลงโทษเขา

          ๔. หลวงพ่อปานได้ยันต์นี้มาจากยอดธงมหาพิชัยสงครามที่ยอดธงนั้นมียันต์อยู่หลายยันต์ (หลายชนิด) ท่านเลือกเอามา ๑ ยันต์ แล้วให้ชื่อว่า “ยันต์เกราะเพชร”

            ผมขออนุญาต ธัมมวิจยะ ดังนี้ : ยันต์นี้ที่มาคือ อิติปิโส ภะคะวา...พุทโธ ภะคะวาติ ซึ่งเป็นการสรรเสริญบูชาความดีพระพุทธองค์ไว้ ๙ ประการ หรือเป็นพุทธานุสสติโดยตรง ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ชัดเจนว่า คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้ หรือพุทโธอัปปมาโณนั่นเอง อีกหลายๆจุดที่ทรงตรัสไว้เช่น

             ๔.๑ บุคคลใดก็ตามที่กำลังจะตาย หากเอาจิตนึกถึงพระพุทธองค์แล้วจะไม่มีทางตกนรก หรือกันนรกได้

             ๔.๒ บุคคลใดภาวนาพุทโธอยู่ ตถาคตจะส่งฉัพพรรณรังสีมาวนอยู่รอบจิตผู้นั้น ดังนั้น หากใครที่ภาวนาพุทโธตลอดเวลาตถาคต จะส่งฉัพพรรณรังสีมาวนอยู่รอบจิตผู้นั้นตลอดเวลาเช่นกันเท่ากับกันนรกได้ กันภัยอันตรายทั้งหลายได้ หากไม่เกินกฎของกรรมกำลังให้ผลอยู่ ถึงแม้จะให้ผลอยู่ กรรมหนักก็จะเป็นกรรมเบา มีความสำคัญอยู่ที่กำลังใจของผู้นั้นเอง คือ จิตต้องมั่นคง ไม่สงสัยในความดี ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ เป็นหลักสำคัญ หากจะให้ผมเขียนถึงความดีของพระองค์ คงเขียนไม่มีทางจบได้ จึงเอาแต่ตัวอย่างแค่ ๒ ข้อ

          ๕. คุณของยันต์เกราะเพชร  ท่านรับรองไว้แค่ ๓ ข้อ คือ

     ๕.๑ จะไม่ตายโหง หมายความว่า จะไม่ตายก่อนอายุขัย

              ๕.๒ จะไม่ถูกผี คุณคน ป้องกันสรรพอันตรายที่บุคคลทั้งหลายนำมาด้วยวิชาการต่างๆ

              ๕.๓ จะไม่ตายด้วยพิษของสัตว์ที่มีพิษ เช่น งูพิษกัดเอาเป็นต้น (ผมไม่ขอเขียนรายละเอียด)

          สิ่งที่ท่านไม่รับรอง คือ เรื่องอยู่ยง คงกระพันชาตรี

              ๕.๔ หลวงพ่อท่านยกตัวอย่างถึงพระองค์หนึ่งชื่อ ผล เป็นเพื่อนของท่าน ถูกงูเห่ากัด เห็นตัวชัด พิษงูวิ่งขึ้นมาถึงหัวเข่า (มีอาการปวด) แล้วถอยลงไปข้อเท้า เป็นอย่างนั้น ๓ ครั้ง แล้วก็ออกไปปลายนิ้ว และหายไปเลย

          และยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งคือ มีลาวที่คงแก่เรียนสามารถทำวิชาคุณไสยทำร้ายผู้อื่นได้คนหนึ่งผ่านที่วัด ก็ลองดีกับพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อปานท่านใช้ให้ไปช่วยสร้างวัด (ศาลาการเปรียญ) เมื่อพูดไม่ถูกหู พระองค์นั้นก็เกิดวจีกรรมขึ้น (สงครามน้ำลาย) ลาวคนนั้นก็โกรธ อาฆาต พยาบาท จองเวร ครบสูตร เดินหายไปหลังเขา คงไปทำพิธีคุณไสยเพื่อมุ่งร้ายต่อพระที่ทะเลาะกับตน ผลปรากฏว่า ตัวเองผู้ ทำบวมทั้งตัว และร้องครวญครางอยากจะพบพระๆ  ชาวบ้านไปพบจึงมาบอกพระ คณะพระที่กำลังช่วยกันสร้างศาลาอยู่๗ – ๘ องค์ก็พากันไปดู ลาวคนนั้นก็กล่าวขออภัยต่อพระ มีความว่าเขาพยายามจะเสกตะปูเข้าท้องพวกพระ แต่ตะปูมันกลับย้อนเข้าท้องตนเอง จึงขออภัยต่อพระทุกองค์ และขอให้ท่านช่วยเหลือด้วย

          ขอสรุปโดยย่อว่า ที่สุดพระท่านให้อภัย แต่ให้รับสัญญาก่อนว่า เมื่อรักษาให้หายแล้วจะต้องช่วยทำงานให้ท่าน ๑ เดือน (พวกชอบเล่นคุณไสย  เขาถือสัจจะ แต่ไม่ถือศีล) ผู้ที่ช่วยลาวได้จริงๆก็คือ หลวงพ่อปาน...หลวงพ่อปานท่านมีแต่เมตตา เมื่อเขากลับตัวเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วเกิดศรัทธาในท่าน ท่านก็ให้เขาหันมาถือศีลแทน แล้วเจริญสมาธิ+เจริญวิปัสสนาต่อไป (ศีล-สมาธิ-ปัญญา) ที่สุดก็บวชพระและได้อภิญญาไปในที่สุด

          ๖. การเป่ายันต์ ต้องเป่าเฉพาะวันเสาร์ ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ จะเป็นเดือนอะไรก็ได้ เป่าครั้งแรกที่ศาลาพระพินิจ เมื่อวันที่ ๒๐ พ.ย. ๒๕๒๕ ผมได้เคยพิมพ์แจกเป็นธรรมทานไปแล้ว เรื่อง “พิธีต่ออายุ หลวงพ่อฤๅษี และพิธีปลุกยันต์เกราะเพชร” จึงไม่ขอเขียนรายละเอียด ท่านเป่ายันต์เกราะเพชรรวม ๑๗ ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๘ ก.พ. ๒๕๓๕ ที่ศาลา ๑๒ ไร่ มีคนไปเข้าพิธีหลายแสนคน

          ๗.การใช้ยันต์เกราะเพชร ตื่นเช้า – ให้บูชาพระ ว่า นะโม ๓ จบ ว่าอิติปิโส ๑ จบ ขณะว่าก็ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า หลวงพ่อปานและยันต์เกราะเพชรที่เราไปเข้าพิธีเป่ายันต์มาแล้ว คิดว่ามีเกราะเพชรคลุมตัวเราอยู่ ขณะนั้นก็ว่า อิติปิโสไปจนจบ เวลาจะไปไหนให้ภาวนาพุทโธสัก ๒-๓ ครั้ง พอจิตสงบสบายให้กลืนน้ำลาย ๑ ครั้ง ทำอย่างนี้ ๓ ครั้ง วันนั้นทั้งวันยันต์เกราะเพชรจะคุ้มครองตัวได้ตลอดไป

          ๘. วัตถุมงคลทุกชนิด ที่หลวงพ่อปานวัดบางนมโคทำพิธีและหลวงพ่อฤๅษีท่านนำมาทำต่อจากท่าน จะเป็นพระ เป็นธง เป็นองค์แก้ว หรือวัตถุอื่นใดก็ตาม ท่านให้ใช้ปลุกด้วยคาถาเดียวกันหมดทั้งสิ้น คือ

          ทุกวันให้อาราธนาเป็นปกติ โดยระลึกถึงบารมี (ขออาราธนาบารมี) ของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆ กันมา มีหลวงพ่อปานวัดบางนมโค และหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุงเป็นที่สุด แล้วว่าคาถานี้ “อิทธิ ฤทธิ พุทธะนิมิตตัง ขอเดชะ เดชัง ขอเดชเดชะ จงมาเป็นที่พึ่งแก่มะอะอุนี้เถิด” หลวงพ่อปานท่านบอกหลวงพ่อฤๅษีว่าเป็นคาถา “พระร่วง”

         วิจารณ์และข้อเสนอแนะ

ขอสรุปย่อ ๆ ตามประสบการณ์ที่ได้พบหรือสัมผัสมาด้วยตนเองจากการอยู่ใกล้ชิดกับ หลวงพ่อฤๅษีเกือบ ๒๐ ปี และใกล้ชิดมากอยู่ ๖ ปี ตามที่ได้เขียนเล่าไว้แล้วในหนังสือที่แจกเป็นธรรมทานเล่ม ๒ “รำลึกถึงความดีของหลวงพ่อในอดีต” หลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุง (พระราชพรหมยานมหาเถระ) ในเรื่อง “หลวงพ่อกับเหตุการณ์ระหว่างปี ๒๕๑๗ – ๒๕๒๐” รวม ๔ ตอน พอจะสรุปได้ดังนี้

๑. วัตถุมงคลของหลวงพ่อฤๅษี จะไม่สงเคราะห์คนชั่ว – คนเลว – คนอกตัญญู ต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามเรื่องเล่าให้ฟังและได้พบมา

๒. วัตถุมงคล ต้องอาศัยกำลังใจที่มั่นคงด้วย จะช่วยให้มีผลคุ้มครองภัยอันตรายได้เด่นชัด

๓. ศีล เป็นแม่ของพระธรรม ศีลเป็นมารดาของพระพุทธศาสนา ศีลเป็นรากฐานของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา การบวชพระจะต้องรับศีลจากพระอุปัชฌาย์ก่อนทุกองค์ แม้พวกอุบาสก อุบาสิกา จะเข้าสู่พระพุทธศาสนา พระก็ต้องให้ศีลก่อนทั้งสิ้น และพิธีกรรมต่างๆในพระพุทธศาสนา พระก็ต้องอาราธนาศีลก่อนทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าทรงเน้นศีลเป็นตัวหลักสำคัญที่สุด ในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา แต่ส่วนใหญ่บุคคลทั่วไปมักไม่ค่อยเข้าใจไปสนใจสิ่งอื่นว่าสำคัญกว่า เช่น พวกติดในฤทธิ์ ก็เอากันแต่อิทธิฤทธิ์เท่านั้น เช่น มโนมยิทธิ ทั้ง ๆ ที่ก่อนจะฝึก หลวงพ่อท่านก็ให้รับศีลก่อนทุกครั้งไป ตัวตั้งใจที่จะงดเว้นกระทำความชั่ว เป็นหลักสำคัญที่จะทำให้ศีลบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ไม่ใช่สักแต่ว่ารับไปตามธรรมเนียมเท่านั้น หากจิตไม่มีเจตนาที่จะงดเว้นทำชั่ว-พูดชั่ว- คิดชั่วแล้ว จะรับสักกี่พันครั้ง ศีลก็ยังไม่บริสุทธิ์อยู่ดี ผลจากศีลนี้จึงทำให้มโนมยิทธิไม่ทรงตัว เสื่อมได้ง่าย ๆ หากศีลบกพร่อง ทำนองเดียวกัน การเป่ายันต์เกราะเพชรหรือรับยันต์เกราะเพชรแล้ว ยันต์จะทรงตัวหรือเสื่อม ก็อยู่ที่ศีลเป็นสำคัญ

๔. หลวงพ่อปานท่านฉลาด ท่านขอไว้ให้รักษาศีลเพียงแค่ ๒ ข้อ คือ ข้อ ๒ ห้ามขี้ขโมย ห้ามขี้โกง ห้ามมือไว เหตุผลก็เพราะท่านรู้ว่า หมู่บ้านใด ซอยใด หากมีขโมยแม้เพียงรายเดียว หมู่บ้านนั้น คนในซอยนั้น ก็นอนไม่เป็นสุขแล้ว เพราะกลัวห่วงของจะหายและห้ามศีลข้อ ๕ ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะหากหมู่บ้านใด ซอยใดมีคนเมาแล้วอาละวาด ด่า ส่งเสียงดัง ก่อการวิวาทกับผู้อื่นจากการขาดสติสัมปชัญญะ เหมือนคนบ้า คนในหมู่บ้านนั้น ซอยนั้นก็เดือดร้อน หากสามารถรักษาศีล ๒ ข้อนี้ได้ทรงตัว ศีลข้ออื่นๆก็จะเกิดขึ้นเอง หรือหากมีเจตนาที่จะงดเว้น ก็จะทำได้ง่าย ผมเขียนข้อนี้ละเอียดหน่อยก็เพื่อให้ท่านผู้อ่าน อ่านแล้วไปคิดพิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเอง จึงจะเกิดผลดี มิได้เขียนให้อ่านแล้วเชื่อ แต่ต้องการให้รู้ เพราะตัวเชื่อหรือศรัทธาโดยขาดปัญญา แล้วสัญญาหรือความจำของท่าน ก็เป็นอนิจจังได้ง่ายๆ แต่หากท่านเอาไปพิจารณาและใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ จึงจะเกิดปัญญาที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา (ตัวรู้คือตัวปัญญา และรู้ได้เฉพาะตนด้วย พระพุทธศาสนามิได้สอนให้เชื่อ แต่สอนให้รู้ได้ด้วยตนเอง เท่ากับสอนให้คนเป็นคนฉลาด มีเหตุมีผล ไม่งมงายและโง่เพราะขาดเหตุผล)

๕. มีบุคคลท่านหนึ่ง หลวงพ่อฤๅษีท่านทักว่ามียันต์เกราะเพชร เกาะเป็นเพชรทั้งตัว เห็นได้ชัดที่กระดูกทั่วตัว เพราะท่านไม่เคยขาดการเข้าพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรเลยแม้แต่ครั้งเดียว ใน ๑๗ ครั้งที่หลวงพ่อท่านทำพิธี บุคคลผู้นั้นคือที่ไม่บอก เพราะบอกแล้วก็เท่ากับผมเอาทุกข์ไปเพิ่มให้ท่านโดยไม่จำเป็น เพราะจะมีพวกมีความอยากเกินพอดี หรือมีความทะยานอยาก ซึ่งเป็นตัวตัณหา ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ใจและกายโดยตรง

คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด จึงคิดเหมาเอาเองว่า ใครมีความอยากแล้วจัดเป็นตัณหาทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด คนทุกคนต้องมีอารมณ์อยากด้วยกันทั้งสิ้น ห้ามไม่ได้หรอก เพราะเป็นอารมณ์ปกติธรรมของจิต พระพุทธองค์ทรงทราบดี จึงแยกความอยากออกเป็น ๒ อย่าง คือ

     ๕.๑ อยากดี คือ คิดดี-พูดดี-ทำดี ท่านชมว่าเป็นผู้เจริญ คือ ธัมมะกาโม ภวังโหติ เช่น อยากทำทาน อยากรักษาศีล อยากเจริญสมาธิ-ปัญญา หรือ สมถะ วิปัสสนา อยากไปพระนิพพาน เป็นต้น ล้วนเป็นอยากดีทั้งสิ้น

               ๕.๒ อยากเลว คือ คิดชั่ว-พูดชั่ว-ทำชั่ว เช่น อยากไปยิงนก ตกปลา อยากได้ของของผู้อื่นเขาโดยมิชอบ อยากมีเมียหลายๆคน อยากมีแฟนมากๆ อยากหลอกผู้อื่นเขาให้หลงเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง อยากดื่มสุราเมรัย เป็นต้น แม้อยากกินอาหารเพราะติดในรสของอาหาร ติดในชื่ออาหาร ติดร้านอาหารเพราะทำอร่อย ล้วนเป็นความอยากเกินพอดีเรียกว่า ทะยานอยากซึ่งเป็นตัวตัณหาหรือสมุทัยโดยตรง กรุณาใช้ปัญญาด้วย อย่าเที่ยวกล่าวหาหรือติผู้อื่นโดยไม่ติตนเอง ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ถูกตรงในพระพุทธศาสนาที่พระองค์ทรงต้องการ ให้สาวกของพระองค์ปฏิบัติ (อัตนา โจทยัตตานัง) แต่ส่วนใหญ่พวกเรากลับปฏิบัติตรงกันข้ามกับที่พระองค์สอน พระธรรมข้อนี้ละเอียดอ่อนมาก ขอเขียนไว้ย่อๆ เพียงแค่นี้

          ผมขอจบเรื่องยันต์เกราะเพชรไว้เพียงแค่นี้ โดยขอเน้นข้อ ๗ การใช้ยันต์เกราะเพชรเป็นหลักปฏิบัติเป็นสำคัญ เป็นประการแรก ประการที่ ๒ ก็เพราะหากเขียนยาวเกินไป คนก็ขี้เกียจอ่านเป็นธรรมดา เพราะอารมณ์ขี้เกียจ คือ อารมณ์หลง หากใครตัดอารมณ์ขี้เกียจได้เด็ดขาด ผู้นั้นก็จบกิจในพระพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์ทุกท่าน

          ผมขออาราธนาบารมีของพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ อันหาประมาณมิได้ จงช่วยสงเคราะห์ให้ผู้อ่านบทความนี้แล้ว นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จงโชคดีทั้งทางโลกและทางธรรมด้วยกันทุกท่านเทอญ.

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่