พระธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ในเดือน

ธันวาคม ๒๕๔๕




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

          (ในเดือนนี้ทรงเน้นตรัสสอนเรื่องขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง – ให้ยอมรับกฎของกรรมและเคารพในกฎของกรรม – จงมองทุกสิ่งทุกอย่างตามกรรม อย่ามองว่าใครผิด-ใครถูก และอย่าวุ่นวายไปกับโลก อย่ายุ่งกับกรรมของผู้อื่น ให้ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพานจุดเดียว เพราะเที่ยงเสมอ – เรื่องภรรยานุสสติแล้ว ไปพระนิพพานได้ – ท่านท้าวสหัสบดีพรหม และท่านท้าวผกาพรหม)

          ๑. อะไรทีทำแล้วเป็นทุกข์ จงอย่าทำ การจะทำอะไรก็ให้ทำไปเถิด เอาความถูกต้อง และเอาความสบายใจเป็นสำคัญ ทั้งนี้จักต้องไม่ขัดต่อศีล-สมาธิ-ปัญญาด้วย หากทำอะไรแล้วเกิดความทุกข์ใจ อึดอัดขัดข้อง จงอย่าทำ เพราะนั่นจักทำให้ขาดทุน ไม่ได้ผลดีในการปฏิบัติธรรมด้วย เรื่องของใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ ระวังอย่าให้กิเลสมาฟอกจิตจนทำให้ไม่สบายใจ

          ๒. จงหาความจริงที่กายเรา และจิตเราเท่านั้น พยายามอย่าไปยุ่งกับกายผู้อื่น และจิตผู้อื่น ให้ดูร่างกายเข้าไว้ จักมีประโยชน์ที่เห็นโทษของความไม่เที่ยงของร่างกาย ซึ่งมีความเสื่อมไปเป็นธรมดาทุกวัน ทุกๆ ขณะจิตร่างกายก็เสื่อมลงไปทุกที ดังนั้น จงเตือนจิตตนเองเข้าไว้ว่า จงอย่าประมาท สิ่งใดเป็นความชั่ว เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง เลือกทำเอาแต่ความดี ใคร่ครวญเสียก่อนจึงค่อยทำเป็นสิ่งที่ดี

          ๓. การตั้งอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญ ทำใจให้รุ่งเรืองเฟื่องฟูเข้าไว้ จิตจักมีความผ่องใส จงอย่าทำใจให้แฟบ-ท้อแท้-หดหู่-ขาดความสดชื่น และจงรักษากำลังใจให้เป็นสุขเข้าไว้ด้วยการยอมรับกฎของธรรมดา มีอะไรเกิดขึ้นก็ให้ลงธรรมดาเสียให้หมด

          ๔. บารมี ๑๐ เป็นของสำคัญ รักษากำลังใจไว้ให้ดี อะไรจักเกิดขึ้น ก็ให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม ไม่มีใครสามารถที่จักหลีกเลี่ยงกฎของกรรมไปได้ ทุกอย่างให้ลงธรรมดาให้หมด เอาจิตตั้งมั่นให้อยู่กับพระนิพพานเข้าไว้ จงอย่าประมาทในชีวิต ทำอะไรให้คิดหน้าคิดหลังเข้าไว้บ้าง

          ๕. ให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ดูร่างกายที่มันไม่เที่ยงเข้าไว้ จักเห็นความแปรปรวนของร่างกายอยู่เป็นปกติ จงอย่ากลัวความไม่เที่ยงของร่างกาย ให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา คือความไม่เที่ยงของร่างกาย แล้วใจจักเป็นสุข การอยู่ในโลกเราไม่สามารถจักอยู่คนเดียวได้ โลกเขาอยู่กันด้วยสังคม ให้ระมัดระวังตัวให้ดี จักมีอะไรเกิดขึ้นก็ให้ถือว่าเป็นกฎของกรรม อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับใครปล่อยวางให้จิตมีอารมณ์สบาย ๆ นั่นแหละเป็นการวัดผลของการปฏิบัติของใจเราเอง

         ๖. เห็นทุกข์ จึงจักพ้นทุกข์ได้ ไม่มีจุดใดในโลกนี้ที่มันไม่ทุกข์ ดังนั้นจงอย่ากังวลใจ ก่อนจักหลับ จงสำรวมจิตให้เห็นสภาวะของจิตตามความเป็นจริง จักเห็นความฟุ้งซ่านของจิต-เห็นความไม่เที่ยงของจิต-เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎแก่จิต แล้วให้เห็นหนทางแก้ไขจิต ด้วยกรรมฐานแก้จริตด้วย

         ๗. คนผิดคนถูกไม่มี มีแต่มาตามกรรม แล้วก็ไปตามกรรมเท่านั้น คิดให้ได้-คิดให้ตก เป็นตามความเป็นจริง จิตก็จักสบายไม่เดือดร้อนไปด้วยกรณีใดๆ ทั้งปวง ดังนั้นอาการไม่ดิ้นรน ไม่เดือดร้อนไปกับกรณีใดๆ ทั้งปวง จัดว่าเป็นของดีให้รักษากำลังใจจุดนี้เอาไว้ว่า จิตเราจักไม่เดือดร้อนกับเรื่องของใครทั้งหมด จักเป็นหรือจักตาย ก็ไม่เดือดร้อนปล่อยวางภาระที่จักต้องไปรับผิดชอบกับเรื่องคนอื่นเขาเสีย ให้เห็นเป็นปกติธรรมของโลก มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง จิตที่มีความร้อนระงับได้แล้ว เป็นจิตที่เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย

         ๘. จงอย่างยุ่งกับปฏิปทาของผู้อื่น ทำใจให้สบาย อย่าไปกังวลใจกับใครทั้งปวง ปล่อยวาง ปฏิปทาของใครก็ของมันคิดถูกก็เรื่องของเขา คิดผิดก็เรื่องของเขา จงรักษาใจของตนเองให้เห็นถูกโดยธรรมอยู่เสมอ

          ๙. โลกพร่องอยู่เป็นนิจ เพราะตกเป็นทาสของตัณหา จงอย่าวุ่นวาย ทำใจให้เห็นธรรมดาของโลกเข้าไว้ โลกนี้วุ่นวายอยู่เป็นนิจ แต่จิตใจอย่าไปวุ่นวายกับโลก ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนในโลกนี้ มีแต่วุ่นวายด้วยตัณหา ๓ ประการทั้งสิ้น เห็นโลกจงรู้โลก ศึกษาโลก แล้วหวนกลับมาแก้ไขที่จิตใจ อย่าไปแก้โลก โลกนี้แก้ไขอะไรไม่ได้ มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง

          ๑๐. ธรรมภายนอกแก้ไขไม่ได้ ให้แก้ที่ใจตนเองเป็นธรรมภายใน ทำใจให้สบาย เหตุการณ์ใดๆ จักเกิดก็ไม่สามารถจักทำอะไรกับจิตใจที่สบายได้ การรักษาจิตใจให้สบาย จักต้องมีปัญญา พิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริง ใจที่ยอมรับความเป็นจริงก็มีความสบาย คนที่มีความสบายใจ จึงเป็นผู้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย

          ๑๑. อย่าเที่ยวแบกทุกข์ของผู้อื่น เรื่องของใครก็เรื่องของใคร จงอย่าเอาภาระของคนอื่นมาไว้ในใจ ปล่อยวางมันไปเสีย จิตจักมีความสุขไม่วุ่นวายกับใครทั้งสิ้น ค่อยๆ ทำไป อย่าเร่งรัด

          ๑๒. อย่าทำร้านจิตตนเอง-อย่าเผาจิตตนเอง อย่าทำกำลังใจให้อ่อนแอ จงคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จักทำใจให้ห่อเหี่ยว-ท้อแท้ จิตไม่เป็นสุข เป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว จักต้องทำกำลังใจให้เข้มแข็ง ไม่ท้อแท้ อ่อนแอ กระทบกับสิ่งใด ให้รู้ว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้ ในเมื่อเหตุมันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นเอง จักต้องไปเดือดร้อนใจไปทำไมกันเล่า ให้รู้จักใช้ปัญญาคิดตามความเป็นจริง และต้องตัดให้รอบคอบด้วย

          ๑๓. จงอย่าตีตนไปก่อนไข้ ให้มองปัญหาแต่ในปัจจุบันเท่านั้นเป็นพอ เรื่องอะไรที่ยังมาไม่ถึง ก็จงอย่าตีตนไปก่อนไข้ แม้กระนั้นก็จงอย่าประมาท พึงเตรียมการสิ่งใดก็ให้ครุ่นคิดอย่างรอบคอบเสียก่อน

          ๑๔. ทุกข์ของกายห้ามฝืน ในเมื่อเห็นว่าร่างกายมันไปไม่ไหวก็ต้องปล่อยวางในทุกสิ่งทุกอย่าง เอาจิตมาเกาะแต่พระนิพพานจุดเดียวเท่านั้นเป็นพอ พิจารณาเพียงว่าจักไม่ประมาทในความตาย เพราะคน-สัตว์ เกิดมาเท่าไหร่ตายหมดเท่านั้น ไม่มีใครหนีความตายไปได้ และทุกๆ ขณะจิตสามารถตายได้เสมอ

          ๑๕. ภรรยานุสสติ ความโดยย่อมีดังนี้ คุณจันทนา วีระผล ในอดีตชาติเป็นพี่สาวของท่านแม่ศรี ซึ่งขณะนี้อยู่พระนิพพานแล้ว เจ๊จันทนา ท่านทำบุญหนักมาทุกๆ ชาติ โดยเฉพาะท่านชอบทำบุญเรื่องแสงสว่างให้กับพระพุทธศาสนา มีผลทำให้จิตใจท่านสว่าง-ฉลาด-มีปัญญาตัดกิเลสได้คล่องตัว ในชาติสุดท้ายท่านก็ทำบุญแสงสว่าง คือ พวงแก้วเจียรนัย ขนาดใหญ่และเล็กในวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร ของหลวงพ่อท่านเป็นส่วนใหญ่ หากหลวงพ่อไม่ห้ามไว้ เจ๊จันทนา ก็จะขอจองไว้ทั้งหมด เมื่อหลวงพ่อฝึกมโนมยิทธิให้ ก็สามารถปฏิบัติได้ทั้งมโนเล็ก และมโนใหญ่คล่องตัว เมื่อร่างกายเจ็บป่วย เจ๊ก็ใช้มโนใหญ่ออกไปหาลงุพุฒิ หรือเจ้าพระยายมราช ขอดูบัญชีบุญและบาป ปรากฎว่าบัญชีบาปปิดไปนานแล้ว คือพ้นนรกนานแล้ว จึงขอดูบัญชีอายุขัยว่า อีกกี่ปีจึงจะตาย ในบัญชีบอกว่า อีก ๑๒ ปี จะต้องเจ็บ ๆ หาย ๆ อยู่อย่างนี้ไปอีก ๑๒ ปี เจ๊ก็ตัดสินใจว่าหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ขอกลับเข้าไปอยู่ในกายเนื้ออีก เพราะออกมาแล้วขอไปพระนิพพานเลย ท่านมีมรณากับอุปมานุสสติทรงตัว จึงเข้าสู่พระนิพพานได้แบบง่ายๆ สามีของท่านคือ คุณสุวรรณ วีระผล มาฝึกมโนมยิทธิกับหลวงพ่อก็ฝึกได้ดี จึงใช้วิชชามโนมยิทธินี้ไปพบเมีย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ เท่ากับเป็นสังฆานุสสติ เมียสอนสามีให้จงอย่ากลัวตาย เราคือจิตเป็นอมตะไม่เคยตาย ผู้ตายคือร่างกาย (ขันธ์ ๕) มันหาใช่เรา-หาใช่ของเราไม่ เจ๊สอนสามี ๒ ครั้ง ย้ำธรรมะจุดนี้ คุณสุวรรณ รักเมียมาก ก็เชื่อฟังเมียและปฏิบัติตามเมียทุกประการ คือ วางร่างกาย (ขันธ์ ๕ ) ได้ตัวเดียวก็ไปพระนิพพานได้ เพราะสิ่งที่เรารักที่สุดในโลก ก็คือตัวเรา หากวางมันได้ก็จบกิจ หลวงพ่อฤๅษีท่านคงมาบอกว่า คุณสุวรรณไปพระนิพพานได้ เพราะรักเมียมาก มีภรรยานุสสติ (ภรรยาเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นสังฆานุสสติด้วย และเป็นพระรัตนตรัยด้วย)

          ๑๖. รักษากำลังใจให้เข้มแข็งอยู่เสมอ การรักษากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญในเวลานี้ เพราะร่างกายกำลังเจ็บป่วยอยู่ให้พยายามวางภาระและพันธะต่างๆ ลงให้หมด ใครจักเป็นอย่างไร ใครจักว่าอย่างไร จงอย่าสนใจ ตั้งใจทำความดีตามคำสั่งสอนของพระ ทำทุกอย่างเพื่อพระนิพพาน โดยไม่หวังผลตอบแทน

          ๑๗. อารมณ์จิตต้องเบา จึงจักเป็นของจริง จิตเห็นตัวธรรมดา จิตลงตัวธรรมดาได้ก็เบา จึงต้องรักษากำลังใจเอาไว้ให้ดี จงอย่ายินดี-ยินร้ายไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด ให้เห็นธรรมดาให้มากๆ แม้กระทั่งร่างกายที่มันไม่ดี ก็จงอย่ายินดี-ยินร้าย ให้เห็นธรรมดาของร่างกายให้มาก จงพยายามพยุงจิต อย่าให้มีความหนักใจ จงฝึกการเบาใจให้เกิดกับจิตใจให้มากๆ ทำอาการโล่งใจให้กับจิตให้มาก ๆ

          ๑๘. พระอรหันต์เป็นที่จิต จิตพ้นสมมุติจาก ๓ โลกแล้ว คือ มนุษยโลก-เทวโลกและพรหมโลก แต่หากร่างกายยังอยู่ก็หาได้พ้นจากกฎของกรรมไปได้ ยังจะต้องเจ็บป่วยรับกรรมที่ตามมาให้ผล และให้ผลไม่ผิดตัวด้วย จงอย่าลืมว่าแม้เทวดา และพรหมก็มีได้ ๒ ประเภท คือเป็นสัมมาทิฐิ (เป็นโดยคุณธรรม) เป็นมิจฉาทิฐิ (เป็นโดยบังเอิญ เช่นก่อนตายจิตเกาะบุญ ก็เป็นเทวดาได้ ก่อนตายจิตเกาะความสงบ คือเข้าฌานตายก็เป็นพรมหได้) พวกเทวดามิจฉาทิฐิ ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ มีพระอินทร์เป็นนาย เป็นผู้ปราบปราม ส่วนพวกพรหมมิจฉาทิฐิต้องร้อนถึงท่านท้าวผกาพรหม และท่านท้าวสหัมบดีพรหม ซึ่งเป็นนายของพรหมทั้งหมด เป็นผู้ปราบปราม ผมขอเขียนไว้ย่อๆ เพียงแค่นี้

          ๑๙. งานใดทำแล้วกลุ้มใจ ไม่สบายใจ จงอย่าทำ จงทำใจให้สงบ ทำงานทุกอย่างด้วยใจเยือกเย็น อย่าเร่าร้อน ทำทุกอย่างด้วยใจเย็นเป็นสุข จักเป็นกำลังใจให้ได้มรรคผล และปฏิบัติได้ง่าย ใครจักเป็นอย่างไรไม่สำคัญ ให้ปล่อยวางเป็นดีที่สุด และเตือนใจอย่าไปหลงจริยาของผู้อื่น เพ่งโทษโจทจิตของตนเองให้มากๆ พยายามละกิเลสให้ได้ งานอะไรทั้งหลายแหล่ จงจำไว้ว่าทำแล้วกลุ้มใจ-ไม่สบายใจก็จงอย่าทำ

          ๒๐. มรณานุสติเป็นนิพพานสมบัติ ผู้ใดนึกถึงความตายมากเท่าไหร่ ความไม่ประมาทในความตายก็มีมากเท่านั้นS จงอย่าประมาทในความตาย ระลึกนึกไว้เสมอว่าชีวิตร่างกายต้องตายแน่ ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้ ทำงานทุกอย่างให้พร้อมที่จักปล่อยวาง รักษากำลังใจไว้ให้ดี การรู้อุบัติภัยล่วงหน้าเป็นของดี จักได้วางกำลังใจได้ถูก อย่าลืมรักพระนิพพานเข้าไว้ และจงอย่าปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกเหนือจากพระนิพพาน ผู้ฉลาดจึงมีมรณานุสสติ ควบกับอุปมานุสสติอยู่กับใจตลอดเวลา คือ รู้ลม-รู้ตาย-รู้นิพพาน

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่