พระธรรม

ในเดือน...มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔




          สมเด็จองค์ปฐมทรงตรัสสอนปกิณกะธรรมไว้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑๔. การจักละจากขันธ์ ๕ ต้องมีกำลังใจเข้มแข็ง ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างต้องอาศัยกำลังใจที่ตั้งใจจักละจากขันธ์ ๕ อย่างจริงใจ และจริงจัง แต่พึงทำกำลังใจค่อย ๆ ละ-อย่าเคร่งเครียด เพราะจักทำให้จิตคลั่ง กล่าวคือจิตจักดิ้นรน เพราะมันเคยชินกับการยึดติดขันธ์ ๕ มาโดยตลอด ดังนั้นการละขันธ์ ๕ จักต้องอาศัยจิตเยือกเย็น ค่อย ๆ พิจารณาตามความเป็นจริง แล้วค่อย ๆ ละไปทีละน้อย ๆ จิตจักได้ไม่ฟุ้งซ่าน

          ๑๕. อย่าหลงใหลใฝ่ฝันว่าร่างกายมันจักดีขึ้น ให้ยอมรับสภาพว่า การมีร่างกายก็ย่อมมีความเสื่อมอย่างนี้เป็นของธรรมดา แล้วมีสติ-สัมปชัญญะรู้ตัวอยู่เสมอว่า ร่างกายหรือขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา-ไม่มีในเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕-เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ จุดนี้ต้องมีความมั่นคงของจิต คือแน่วแน่ที่จักละไปเสียจากขันธ์ ๕ มีบารมี ๑๐ ครบ เป็นปรมัตถบารมี และมีพรหมวิหาร ๔ ครบ จึงจักสร้างความมั่นคงของจิตได้ การฟังอยู่อย่างนี้เรียกว่าเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติให้เกิดผล ก็จงอย่าทะนงตนว่าได้แล้ว-รู้แล้ว จงฟังแล้วนำไปทำให้ได้ผล แล้วเมื่อถึงตรงนั้น จิตจักไม่มีอารมณ์หนักใจ แม้แต่นิดเดียวก็ไม่มี มีแต่ความเคารพนับถือกฎของธรรมดา ความสบายใจจักเกิดขึ้นมาก

          ๑๖. เรื่องกำลังใจของพระเวสสันดร ทรงตรัสถามเพื่อนผมว่าฟังพระเวสสันดรจบแล้วได้อะไรบ้าง (ฟังเทปเสียงตามสายของหลวงพ่อฤๅษีที่วัดท่าซุง) ตอบว่า ได้เห็นกำลังใจของท่านในการบริจาคทาน เป็นปรมัตถบารมี สามารถให้เมีย (พระนางมัทรี) ให้ลูก (กัณหา-ชาลี) เป็นทานได้ ทั้งนี้แม้ผู้ถูกให้เป็นทานก็มีกำลังใจเต็มเป็นปรมัตถบารมีด้วย จึงไม่หวั่นไหวหรือคัดค้านแต่อย่างใด (หมายถึงพระนามัทรี) และเข้าใจถึงคำว่าอจินไตยด้วย ทรงตรัสถามว่า อจินไตย หมายความว่าอย่างไร ก็ตอบว่า เป็นความรู้เฉพาะตน อันซึ่งบุคคลอื่นไม่พึงรู้ได้ พระเวสสันดรท่านบำเพ็ญทานบารมีให้เต็ม เพื่อปรารถนาจะเป็นพระโพธิสัตว์ ทานของพระองค์ท่านจึงต้องเป็นเช่นนี้ บุคคลอื่นไม่ควรจะไปเพ็งเล็ง-สงสัยหรือตำหนิ-ติเตียนท่าน ผุ้ใดกระทำกรรมนี้เข้า ก็ย่อมผิดด้วยประการทั้งปวง

          ทรงตรัสว่า “ใช้ได้ เรียกว่าเข้าถึงคำว่าอจินไตย คือผู้เข้าถึง แล้วย่อมรู้ได้เฉพาะตน บุคคลอื่นไม่ควรรู้ และให้รู้ว่าคำว่าปรมัตถบารมีขึ้นอยู่กับกำลังใจที่เปี่ยมล้นอยู่อย่างนั้นเป็นปกติ ไม่มีการบกพร่องแม้แต่หนึ่งวินาทีหรือแม้แต่ชั่วขณะจิตเดียว อารมณ์นี้เป็นอารมณ์เดียวกันที่ทำกำลังใจคน ให้เข้าถึงความเป็นอรหัตผลได้โดยง่าย” เพื่อนผมท่านตอบพระองค์ต่อไปว่า ได้เห็นชัดในกฎของกรรมว่าเป็นของเที่ยง ฟังแล้วทำให้เกิดเคารพในกฎของกรรมมั่นคงขึ้น ทรงตรัสว่า “อย่าสักแต่ว่าคิดอยู่-รู้อยู่ในขณะที่ฟังเรื่องนี้อยู่ จักต้องพยายามทรงจิตให้รู้-ให้เคารพในกฎของกรรม หรือธรรมต่อ ๆ ไปตลอดที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย เพื่อความไม่ประมาทในกฎของกรรม ไม่สร้างกรรมใหม่ ไม่ต่อกรรมกับใคร ๆ เขาอีก ต้องพยายามตัดกรรมให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดละเอียดคือมโนกรรม ก็เป็นกรรม

          ๑๗. ให้ชำระจิตให้พ้นจากความเป็นห่วงด้วยกรณีทั้งปวง อย่าห่วง เพราะความห่วงเป็นความทุกข์-เป็นภัยใหญ่ที่รุกรานจิตใจ ให้ปล่อยวางด้วยการพิจารณาตามความเป็นจริง หมั่นพิจารณาให้จิตวางความห่วง-ความกังวลให้ได้ จนจิตเรียบสนิท ไม่หวั่นไหวไปด้วยอารมณ์ห่วง อารมณ์ห่วงเป็นอารมณ์วิตกจริต พึงหากรรมฐานแก้จริตเอาไว้ด้วย ทั้งนี้กรรมฐานแก้จริตทั้ง ๖ ประการ ตัดลงตรงมองขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริงเท่านั้น นี้โดยพิสดาร อย่าเกาะตัวหนังสือจนเกินไป

          ๑๘. รักษากำลังใจไว้ให้ดี ขันธ์ ๕ มันเสื่อมก็เป็นเรื่องธรรมดาของมัน จงมองเห็นความเป็นไป ให้เห็นเป็นของธรรมดา ไม่มีอะไรน่าห่วงหรือเป็นปัญหาสำหรับใจของเรา ทุกอย่างลงธรรมดาหมด จิตก็จักสงบ-เป็นสุข-ไม่ดิ้นรนด้วยกรณีใด ๆ ทั้งปวง

          ๑๙. ให้เห็นปกติธรรมของร่างกายให้มาก แล้วยอมรับนับถือกฎของธรรมดา จิตจักไม่เร่าร้อน ร่างกายป่วย จิตก็จักไม่ป่วยตาม ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง ทรงจิตให้ได้อย่างนี้เป็นปกติ พยายามรักษาอารมณ์อย่าให้ฟุ้งซ่านด้วยการใช้ปัญญา พิจารณาขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง อาทิ ร่างกายมันเพลียต้องแก้ที่ร่างกาย คือ หาเวลาพักผ่อนให้มาก ๆ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ จงอย่าฝืนร่างกาย อย่าเบียดเบียนร่างกาย

          ๒๐. การระลึกชาติได้นั้นมีประโยชน์ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) อย่ายึดให้เป็นโทษ การศึกษาธรรมะย่อมมีประโยชน์ถ้าหากรู้จักใช้ ไม่ว่าแง่ไหนก็ตาม อย่าเอาคำสอนมาเปรียบเทียบกัน จักเกิดมานะกิเลส ถือว่าเราดีกว่าเขา เขาดีกว่าเรา ย่อมไม่ใช่ของดี ให้รู้ว่าคำสอนและจริตของแต่ละคน แต่ในที่สุดก็มุ่งตัดขันธ์ ๕ เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ควรเทียบเคียงของการปฏิบัติ ให้ชำระจิตของตนเองเป็นสำคัญ ให้เห็นอารมณ์ของกิเลสจึงจักระงับได้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่