พระธรรม

ในเดือน...มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๒




          สมเด็จองค์ปฐมและสมเด็จองค์ปัจจุบัน ทรงตรัสสอนไว้ดังนี้

          ๑๑. อย่ากังวลใจกับอุปสรรคใดๆ ที่เข้ามาในชีวิต ให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา เป็นกฎของกรรม อดทนไปสักระยะหนึ่ง เหตุการณ์ทั้งหมดก็จักคลี่คลายไปได้ด้วยดี ใครจักคิดอย่างไร พูดอย่างไรก็ให้ปล่อยวาง ไม่จำเป็นที่จักกลับความคิดของใคร หรือแก้ไขการพูดของใคร ให้ยึดถือนโยบายกรรมใครกรรมมันให้มาก แม้ใครเขาจักใส่ร้ายป้ายสีมาถึงเจ้า เมื่อเจ้าไม่รับเสียอย่างเดียว กรรมเหล่านั้นก็ตกอยู่กับผู้พูดแต่เพียงผู้เดียว ทำจิตให้สงบเป็นสุข มุ่งเพื่อพระนิพพานจักดีกว่า ดีกว่าจักมานั่งทุกข์เดือดร้อนเพราะบุคคลอื่น ทำงานทุกอย่างตามหน้าที่ ตั้งใจทำเป็นชาติสุดท้าย ต่อไปจักได้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

          ๑๒. ที่พิจารณาว่า พระพุทธศาสนาอยู่ด้วยความศรัทธาของคนนั้นถูกต้อง และพระสงฆ์ในพุทธศาสนา อยู่ด้วยกำลังความศรัทธาของยาติโยมนั้นยิ่งถูกต้องใหญ่ เนื่องด้วยพระสงฆ์ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ที่จักเลี้ยงชีพเช่นฆราวาสทั่วไป ความศรัทธาทำให้ญาติโยมถวายปัจจัยทั้งหลายต่างๆ เข้ามา พระสงฆ์ที่ดีย่อมรักษาศรัทธาของญาติโยม ทำหน้าที่ให้ธรรมะแก่ญาติโยมผู้ศรัทธาจักพึงรับได้ เป็นการตอบสนองคุณที่ญาติโยมใส่บาตร (มิใช่ตักบาตร ซึ่งพูดผิด ใช้กันมาผิดๆ เหมือนกับโกหกโดยไม่เจตนา และผิดกรรมบถ ๑๐ หมวดวาจา ๔ ด้วย) ถวายปัจจัยอันทำให้ยังชีวิตอยู่ได้ พระสงฆ์ที่ดีเมื่ออยู่ได้แล้ว ยิ่งจักพึงคิดว่าการอยู่ได้นั้น เพื่อมีโอกาสทำความดี อันได้แก่การละกิเลสที่คั่งค้างอยู่ในใจของตนให้สิ้นไป ทำการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติโยมอยู่ตลอดเวลา ญาติโยมทั้งหลายที่ถวายปัจจัยเข้ามารย่อมได้บุญใหญ่ เพราะพระสงฆ์ผู้รับมีจิตบริสุทธิ์ผ่องใส เป็นเนื้อนาบุญที่ทำแล้วได้บุญมากทุกเมื่อ

          ๑๓. อย่าเครียดกับร่างกาย อาการใดๆ จักเกิดขึ้นกับร่างกายให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา อายุมากขึ้น ร่างกายก็ย่อมจักเสื่อมลงทุกขณะ จงพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้มากยิ่งขึ้นว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อย่าสักแต่ว่ากังวล จักเป็นจิตที่เกาะทุกข์เท่ากับเกาะขันธ์ ๕ ให้สักเพียงแต่ว่ารู้ เนื่องจากตัวรับรู้ยังอยู่ครบถ้วน ๓๒ รวมทั้งสัญญาก็ไม่เสีย วิญญาณนั้นทำงานครบถ้วน เวทนาใดๆ เกิดขึ้นกับร่างกายย่อมรู้หมด แต่พึงทำใจให้ยอมรับว่าการมีร่างกายก็เป็นอย่างนี้แหละ ทำจิตให้สบาย สุขภาพยิ่งไม่ดี ยิ่งจักควรชำระจิตให้ผ่องใสเกาะพระนิพพานให้มั่นคง ยอมรับนับถือกฎของธรรมดาเข้าไว้ จิตก็จักเยือกเย็น ความกังวลก็จักสลายตัวไป

          ๑๔. การไปงานเผาศพได้อะไรบ้าง ให้มองเข้าไปให้เห็นภัยในวัฏสงสาร ผู้ตายร่างกายถูกเผาถูกฝัง แต่จิตยังไม่หมดกิเลสก็ไปจุติตามกฎของกรรม ไปแสวงหาภาพชาติไม่มีที่สิ้นสุด จงมองแล้วให้เห็นถึงที่สุดของเหตุที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด จงรู้จักมองหากิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม อันเป็นปัจจัยทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ใดไม่รู้จักใจของตนเอง ไม่รู้เหตุแห่งความเกิด ก็ยากที่จักตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้ จงหมั่นศึกษาใจของตนเองไว้ให้ดี แล้วจึงจะชนะกิเลสในใจของตนเองได้

          ๑๕. ความปรารถนาไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การทำอะไรแล้วไม่สมดั่งความตั้งใจ ให้ถือเป็นกฎของธรรมดา ทุกๆ ชีวิตเกิดมาแล้วต้องประสบกับสิ่งเหล่านี้ทุกรูปทุกนาม อย่าไปอึดอัดใจ อาทิอายุมากขึ้น สุขภาพก็แย่ลง นี้เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปคิดหลงตัวเองก็จะต้องทำงานได้ทุกสิ่งทุกอย่างตลอดไป พยายามพิจารณาสัทธรรม ๕ บ่อยๆ และเนืองๆ แล้วยอมรับความเป็นจริงตามนั้น จิตก็จักเป็นสุข (เกิดแล้วต้อง แก่ เจ็บ ตาย ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่สมหวังเป็นธรรมดา) รักษาอารมณ์จิตให้เป็นสุขนั้นสำคัญยิ่งกว่าประการอื่นใดทั้งปวง เพราะความตายเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายอาจเกิดกับร่างกายได้ทุกขณะจิต ไม่มีใครที่จักทำงานทางโลกได้หมด เพราะงานทางโลกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ เช่น งานตัดหญ้า ลุงสมบูรณ์ตัดหญ้าที่หน้าพระจุฬามณีมาเป็นสิบปีก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งร่างกายตัวเองตายไป แต่หญ้าก็ยังงอกขึ้นมาใหม่เพื่อรอรับการตัด พึงทำใจให้ยอมรับนับถือกฎของธรรมดานี้ด้วย อย่าพึงคิดว่าจักเอาชนะงานทางโลกนี้ได้ งานตัดหญ้าคืองานทางโลกทำไม่จบฉันใด งานที่เจ้าทำอยู่ก็ย่อมไม่จบฉันนั้น อย่ายึดเกาะกับงานให้มากเกินไป ทำพอสบาย ๆ แล้วจิตจักมีความสุข

          ๑๖. ทำใจให้มีเหตุผล แล้วปัญญาจักเกิดแก่จิตใจของตน ด้วยเหตุด้วยผลตามนั้น ถ้าใจปราศจากเหตุผล ความโง่เขลาก็เข้าครอบงำจิต เรื่องของพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนานี้เป็นเรื่องของเหตุผลทั้งสิ้น และประการสำคัญมุ่งที่จักละให้ได้ซึ่งขันธ์ ๕ ดังนั้นการปฏิบัติธรรมจึงต้องคอยดูจิตของตนเองเอาไว้เสมอว่า ปฏิบัติเพื่อละหรือเปล่า มิใช่สักแต่ว่าทำไปๆ โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง การละสังโยชน์คือการตัดขันธ์ ๕ ตัวเดียวกัน ให้คอยดูจิตใจของตนเองเข้าไว้ อย่าให้ออกนอกลู่นอกทาง เช่น เรื่องของบุคคลอื่น พยายามวางเสียให้หมด แล้วเหลือแต่จิตใจของตนเอง การปฏิบัติก็จักง่ายเข้า แต่มิใช่ไม่คบค้าสมาคมกับคนอื่น เรื่องสังคมจำเป็นต้องมี การกระทบกระทั่งก็จำเป็นต้องมี แต่เมื่อคบแล้วกระทบแล้วก็สักเพียงแต่ว่าเท่านั้น ให้รู้แล้วปล่อยวางให้มากที่สุด เวลาของชีวิตอย่าคิดว่าเหลือมาก เวลานี้ ปัจจุบันนี้อาจจักตายเสียเมื่อไหร่ก็ได้ จงเตือนตนตั้งตนไว้อย่าได้ประมาทในชีวิต ความตายสามารถมาเยือนชีวิตได้ตลอดเวลา หมั่นซ้อมอารมณ์เกาะพระนิพพานเข้าไว้ พลาดท่าเมื่อไหร่ก็ไปพระนิพพานเมื่อนั้น

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่