(พระธรรมที่ทรงตรัสสอนในเดือน กรกฎาคม ๒๕๓๘)

โทษของกามและกามสัญญา
(เหมือนเขียงสับเนื้อนั้นเป็นไฉน)




          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. เหมือนเขียงสับเนื้อนั้นเป็นไฉน บุคคลใดที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกามมากเท่าไหร่ จิตดวงนั้นก็มีแต่แหลกลาญย่อยยับ ถูกสับเหมือนเนื้อที่แหลกละเอียดหาชั้นดีไม่ได้ มีภพ มีชาติ ต้องจุติอย่างหาที่สิ้นสุดมิได้

          ๒. กามเป็นเครื่องเกิด วิมุติเป็นเครื่องดับ

          ๓. อุปสมานุสสติ ที่จักระลึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์นั้น ต้องมีครบทั้งสมถะและวิปัสสนา แล้วอุปสมานุสสตินั้นเป็นไฉน? (ตอบว่า พิจารณาตัดขันธ์ ๕ ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง สู้ไปพระนิพพานดีกว่า)

          ๔. นั่นยังไม่ละเอียดพอ ให้พิจารณาไปถึงคิริมานนทสูตรเกี่ยวกับปัจจัย ๔ ที่ตถาคตเทศน์โปรดเธอ จนได้บรรลุพระอรหัตผล ยังจำได้ไหม (ตอบว่า จำได้)

          ๕. แล้วความหมายของปัจจัย ๔ นั้นเป็นไฉน มาพิจารณาดูเอาเถิด ตั้งแต่เช้าลืมตาขึ้นมา ร่างกายนี้มันแสดงอาการเสื่อมไปในที่ใดบ้าง แสดงอาการทุกข์ไปในที่ใดบ้าง ตื่นมาก็ปวดอุจจาระปัสสาวะ ต้องอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำเสร็จก็จักต้องหาเครื่องนุ่งห่มมาให้แก่ร่างกาย สายหน่อยก็พบกับความหิว ก็ต้องหาอาหารให้แก่ร่างกาย ในยามป่วยไข้ไม่สบาย ก็จักต้องหายารักษาโรคมาให้แก่ร่างกาย การมีร่างกายลงท้ายก็ต้องหาที่อยู่อาศัยให้กับมัน แล้วพิจารณาดูว่า ปัจจัย ๔ นั้นมันมีความทรงตัวหรือไม่ทรงตัว(ตอบว่า ไม่ทรงตัว)

          ๖. ถูกต้อง เจ้าให้พิจารณาไปว่า เครื่องนุ่งห่มนอกจากสวมใส่แล้ว ก็มีแต่ความสกปรก ต้องซักต้องล้างและมีความเสื่อม คือ เก่าลงไป ขาดลงไป สลายตัวไปในที่สุด

          ๗. อาหารก็เช่นกัน มีความสกปรกเป็นที่ตั้ง อาการที่ร่างกายบริโภคอาหารแล้วอิ่ม นั้นก็ไม่ทรงตัว กากอาหารก็ออกมาเป็นปัสสาวะ อุจจาระแล้วก็หิวใหม่ บริโภคเสร็จแล้วจานชามก็สกปรกก็ต้องล้าง ภาระนี้เต็มไปด้วยความทุกข์

          ๘. มายารักษาโรค ก็ต้องมีเหตุจำเป็นต้องใช้ เมื่อร่างกายนี้ธาตุ ๔ มันไม่ทรงตัว การกินยารักษาโรคส่วนใหญ่มุ่งหวังผลให้หายเพียงสถานเดียว โดยไม่พิจารณาคุณและโทษของยาที่กินนั้น ว่ามีผลต่อร่างกายหรือไม่ ยาก็ตาม อาหารก็ตาม ถ้าไม่ได้พิจารณาแล้ว บางครั้งก็มีโทษแทนที่จะมีคุณ อย่างยาบางชนิด ไม่ว่าอาหารหรือยาก็สามารถไปเพิ่มฮอร์โมนเพศ ทำความกระสับกระส่ายให้แก่ร่างกายได้ ก็เป็นการเพิ่มทุกข์ จุดนี้พึงต้องกำหนดรู้เอาไว้ด้วย

          ๙. หรือที่สุดแม้ที่อยู่อาศัย ก็มีความเสื่อมทรุดโทรมลงไปทุกๆ เวลา และมีความเสื่อมต้องคอยเก็บคอยกวาดอยู่ตลอดเวลา

          ๑๐. แม้เหตุแห่งการหาเงินและทอง จัดหาปัจจัย ๔ ให้แก่ร่างกายนี้ ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะต้องเหน็ดเหนื่อย ลำบากในการหาเงินหาทองนั้นมา จุดนี้พิจารณาไปเถิด ตั้งแต่ลืมตาไปจนกระทั่งหลับตา ร่างกายก็วนอยู่ในปัจจัย ๔ เกิดดับๆ อยู่ด้วยความทุกข์อย่างนี้o:p>

          ๑๑. อนึ่ง พิจารณาไปถึง พระวิสุทธิเทพ ที่เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน ท่านไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยความเสื่อมและสกปรก ท่านมีอาภรณ์ที่เป็นทิพย์ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ต้องซักล้าง มีกายไม่ต้องอาบน้ำชำระล้างสิ่งปฏิกูล ไม่ต้องบริโภคอาหาร ให้ต้องมีขี้ - เยี่ยวต้องเหม็น ต้องล้าง ไม่ต้องกินยารักษาโรคให้เป็นภาระหนักใจ และมีวิมานเป็นที่อยู่อาศัยก็สะอาดหมดจด ไม่เสื่อม ไม่สลายตัวไปอย่างนี้ ให้ลองพิจารณาเปรียบเทียบกันดู จักเห็นทุกข์จากการมีขันธ์ ๕ ชัดเจน และเห็นสุขในพระนิพพานได้เด่นชัดขึ้น นี่แหละเรียกว่า อุปสมานุสสติทางด้านวิปัสสนาญาณ อันเนื่องด้วยพิจารณาขันธ์ ๕ และปัจจัย ๔

          ๑๒. คิริมานนทสูตรเป็นเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ตัดอารมณ์ที่เกาะติดทุกข์ลงไป จึงเป็นผลให้เข้าถึงพระอรหันต์

 

จุดบกพร่องในการปฏิบัติธรรม

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตาช่วยตรัสสอนให้ต่อจากสมเด็จองค์ปัจจุบัน ดังนี้

          ๑. การพิจารณาธรรมภายนอกก็ดี ธรรมภายในก็ดี อย่าทิ้งหลักอริยสัจเป็นอันขาด

          ๒. ยิ่งพิจารณา ปัจจเวก๔ ตามที่องค์สมเด็จปัจจุบัน ทรงแนะนำสั่งสอน จุดนั้นถ้าไม่ละความเพียร ก็มีสิทธิ์เป็นพระอรหันต์ได้ง่าย เพราะเห็นทุกข์หรือริยสัจอยู่ตลอดเวลา

          ๓. เวลานี้ให้พยายามทำจิตให้สงบจากกิเลส คอยดูอารมณ์ของจิตให้ดีๆ เผลอบ้างก็ตั้งต้นใหม่ ดูให้ลึกๆ จักเห็นกระแสของอารมณ์ที่ไหวไปในทางด้าน โมหะ โทสะ ราคะ อย่างละเอียดและชัดเจน

          ๔. อนึ่ง ธรรมใดที่เป็นการเบียดเบียนทั้งกาย วาจา ใจ ตนเอง หรือผู้อื่น จงอย่าทำกรรมนั้น ให้ดูจุดนี้ไว้ด้วย

          ๕. เรื่องกรรมบถ ๑๐ เรื่องวาจานี้ให้มีสติ สัมปชัญญะ คอยควบคุมไว้ให้จงหนัก แล้วจักเห็นอานิสงส์เองเมื่อเวลาทำได้แล้ว

          ธัมมวิจัย ทรงมีพระเมตตาตักเตือนไว้ ๕ ข้อ ให้ระวังจุดบกพร่องทั้ง ๕ จุดนี้ ซึ่งมีอยู่ในการปฏิบัติในขณะนี้ รวมทั้งจงอย่าละความเพียรด้วย ทรงให้เพียรอย่างต่อเนื่อง ให้ เป็นอกาลิโก ให้เป็นสันตติทางการปฏิบัติธรรม มิฉะนั้นก็ยังเอาดีไม่ได้ หมายถึงยังไม่สามารถจะตัดอารมณ์ ๒ หรือ สังโยชน์ข้อที่ ๔ และ ๕ ได้หากไม่ระวังจุดทั้ง ๕ นี้

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่