ธัมมวิจัยจากพระธรรมคำสอน

 

          ธัมมวิจัยจากพระธรรมคำสอนเรื่องนี้ ขอแยกเป็นข้อ ๆ เพื่อจดจำได้ง่ายดังนี้

          ๑. อารมณ์ฟุ้งซ่านหรือฟุ้งเลว ออกนอกโอวาทปาฏิโมกข์ ๓ ข้อ คือให้ละกรรมชั่ว ให้ทำแต่กรรมดี ให้ทำจิตให้ผ่องใสอยู่เสมอ หากขัดแม้ข้อใดข้อหนึ่ง จัดเป็นฟุ้งเลวทั้งสิ้น

          ๒. การมีร่างกายหรือขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ อยู่แล้วด้วยกันทุกคน แต่โง่ไม่เห็นเช่น

               ๒.๑ ภาราหะเวปัญจักขันธา ภาระที่มีอยู่กับร่างกายเป็นภาระอันหนักยิ่ง มีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูตลอดเวลา เหมือนคนเลี้ยงลูกอ่อน หรือคนติดคุกที่แสนจะสกปรก และไม่เที่ยง

               ๒.๒ สัทธรรม ๕ คือ เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องป่วย ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบ มีความปรารถนาไม่สมหวัง และในที่สุดก็ต้องตาย ธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ล้วนแต่เป็นทุกข์

               ๒.๓ พระธรรมท่านแสดงธรรมให้เราเห็นตลอดเวลา

               ก) เรื่องทุกข์ เพราะความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ หรือร่างกายทั้งภายนอก คือ ร่างกายคนอื่น และทั้งภายใน คือ ร่างกายตนเอง

               ข) เรื่องไตรลักษณ์ คน สัตว์ วัตถุธาตุใด ๆ ในโลกมนุษย์ แม้ เทวโลกและพรหมโลก และ ขันธโลก (ร่างกายหรือขันธ์ ๕) ก็ตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง ใครยึดถือก็เป็นทุกข์ เพราะในที่สุดล้วนเป็นอนัตตา หรือตาย หรือพัง หรือสลายตัวไปในที่สุด เหมือนกับจริง ๆ แล้วมันไม่มีตัวตนนั่นเอง

          ๓. คนฉลาดเมื่อพบความจริง หรืออริยสัจที่พระองค์ทรงตรัสไว้ ก็สามารถจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามากระทบทางอายตนะสัมผัสทั้งหก มาเป็นพระธรรมได้หมด โดยการพิจารณาเข้าหาทุกข์ หาไตรลักษณ์ หาวิปัสสนาญาณ ๙ โดยใช้อริยสัจ (กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ) เป็นหลักสำคัญในการแก้ปัญญาได้ทั้งทางโลกและทางธรรม

          ๔. หลักสำคัญในการปฏิบัติ คือ อานาปานัสสติ ซึ่งเป็นฐานใหญ่ที่ทำให้จิตมีสติ สงบเป็นสุข (มีสมาธิหรือฌาน) และเกิดปัญญา พิจารณาตัดกิเลสให้ขาดได้ในที่สุด

          ๕. ทรงเน้นอานาปานัสสติ ควบคำภาวนา เพื่อระงับอารมณ์ฟุ้งซ่าน และกำหนดภาพพระไว้เสมอ ด้วยความไม่ประมาทในความตาย จะคิด จะทำอะไร ให้คิดว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายทั้งสิ้น คือ มีอานาปาควบมรณา ควบอุปสมานุสสติไว้เสมอ หรือรู้ลม รู้ตาย รู้นิพพาน เป็นอุบายสั้นๆ ย่อๆ แต่เป็นทางเข้าสู่พระนิพพานได้ง่าย ๆ

          ๖. ไม่มีใครสามารถทำงานทางโลกเสร็จ เพราะงานของโลกเป็นไตรลักษณ์ คนฉลาดเขาคิดว่าเขาทำเป็นครั้งสุดท้าย หากกายพังก็ขอไปพระนิพพานจุดเดียว

          ๗. จิตเป็นทุกข์เพราะไม่ยอมรับกฎของกรรม ไม่เห็นตัวธรรมดาของโลกภายนอก (กายผู้อื่น) และโลกภายใน (กายของเราเอง) ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จิตที่ฟุ้งซ่านยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์ เหมือนกับลิงติดตัง

 

อานิสงส์ของทานบารมี

          เรื่องทานบารมีนี้มีรายละเอียดอยู่มากหากพระท่านไม่เมตตาสอนให้รู้ ก็คงรู้ไม่ได้ หลวงพ่อฤๅษี ท่านจึงเมตตามาสอนให้ มีความสำคัญดังนี้

          ๑. จงอย่าไปบังคับใครเขาให้ทำบุญ งานกวาดวัดก็เป็นบุญ ใครทำใครได้ อย่าไปบังคับเขา จะเป็นการทำบุญผสมบาป คือ ทำอย่างไม่เต็มใจ จะได้ผลอย่าง นางปัญจะปาปา

          ๒. ให้ดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ท่านไม่เคยบังคับใครใส่บาตร ให้ใครทำบุญหรือบังคับใครให้ปฏิบัติตาม ให้ดูใจของเราเองดีกว่า ทำกำลังใจให้เต็ม ทำได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น รักษากำลังใจในการทำความดีให้มั่นคง แล้วจะรู้ผลความดีที่เราทำไว้ในเขตพระพุทธศาสนานั้น มีอานิสงส์ขนาดไหน ถ้าขันธ์ ๕ พัง จิตเข้าสู่พระนิพพานแล้วจะเห็นผลชัด (ก็นึกสงสัยว่า เป็นพระอรหันต์แล้ว ทำไมจึงติดอานิสงส์กันอีก)

          ๓. ท่านไม่คิด ไม่ติดแล้วก็จริงอยู่ แต่ความจริงอานิสงส์แต่ละองค์ต่างกันตรงที่ท่านบำเพ็ญบารมีมาไม่เท่ากัน จงดูวิมานของพ่อซิ มี ๓ หลัง บำเพ็ญบารมีมา ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป รวมกันแล้วยังไม่เท่าวิมานของสมเด็จองค์ปฐมหลังเดียว อย่าลืม พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ยังบำเพ็ญบารมีมาไม่เท่ากัน ๔-๘-๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป ดังนั้นอานิสงส์ของการบำเพ็ญบารมีจะเห็นได้ชัดที่บนพระนิพพาน พระอรหันต์สาวกแต่ละองค์ก็เช่นกัน เมื่อบำเพ็ญบารมีมาไม่เท่ากัน วิมานและความเป็นทิพย์ก็ยังต่างกัน ที่เท่ากันคือกิเลสหมดเหมือนกัน แต่ผลของบารมีที่บำเพ็ญมาไม่เท่ากัน ผลที่ได้รับก็ต่างกัน (นี่หลวงพ่อท่านอธิบายเรื่องทานบารมีเท่านั้น บารมีอื่น ๆ อีก ๙ บารมีก็แบบเดียวกัน)

          ๔. เวลาพวกเอ็ง มโนมยิทธิขึ้นไปบนพระนิพพาน จะเห็นรัศมีฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ต่างกันชัดเจน นั่นแหละคืออานิสงส์ของการบำเพ็ญบารมีที่ต่างกัน

          ๕. เพราะฉะนั้น จงอย่าบังคับใครให้เขาทำงานบุญหรือทำบุญ เพราะการบังคับให้เขาทำ กำลังใจจะเขาไม่เต็มใจทำบุญ มันก็ได้ไม่เต็ม

 

อานิสงส์ของอานาปานัสสติ คือ นิพพานสมบัติ

          สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ดังนี้

          ๑. อย่าทิ้งอานาปานัสสติ ที่แนะนำไว้เป็นอันขาด ถ้าพวกเจ้าจักหวังพ้นทุกข์ได้ในชาติปัจจุบันนี้ ก็จงหมั่นรักษากำลังใจให้เต็มในด้านการปฏิบัติจุดนี้เข้าไว้ การเข้าถึงพระนิพพานพวกเจ้าจักได้อย่างแน่นอน (คือ นิพพานสมบัติ)

          ๒. ที่บอกมิใช่เป็นการบังคับนะ แต่เป็นการเตือน เพราะแต่ละคนปล่อยกรรมฐานที่สำคัญนี้ ให้หย่อนยานกันไปแล้ว เริ่มจักใช้ไม่ได้ แต่ละคนพอถูกกฎของกรรมเล่นงานเข้า จิตก็ไปมีอารมณ์เกาะกรรม ลืมกรรมฐานเหล่านี้ไปเสียสนิทก็มี เจ้าจักแย้งหรืออย่างไร (เพื่อนของผมท่านตอบว่าไม่แย้ง)

          ๓. มิใช่แต่ตัวเจ้าหรอก คุณหมอก็เป็น ก็ลองสนทนาสอบจิตกันดูซิ เป็นนักปฏิบัติจักต้องยอมรับความเป็นจริงของอารมณ์ ไม่รู้อารมณ์ของตนเอง ปฏิบัติไปให้ตายอีกหลายแสนโกฏิชาติก็ไม่มีผล จักต้องยอมรับความเป็นจริงของอารมณ์ แล้วก็ศึกษาเรียนรู้อารมณ์แก้ไขอยู่ที่ตรงนั้น เอาให้จริงซิแล้วผลมันจักได้จริง ไม่ใช่มัวแต่หย่อนยาน จริงบ้างไม่จริงบ้าง แล้วผลมันจะออกมาจริงได้อย่างไรกัน

          ๔. แล้วอย่าไปสนใจจริยาของบุคคลอื่นให้มากนัก ใครจักทำงานในเขตพระพุทธศาสนา แม้เขาจักอยู่ในเขตพระพุทธศาสนาก็ตามใจเขา อย่าเอาจิตไปผูกพันสร้างความเลวให้เกิดแก่จิตตนเองทำไม คนโง่ที่คิดบังคับจิตของผู้อื่นให้มีความเห็นคล้อยตามเรา คนฉลาดเขาไม่คิดกันหรอก เพราะว่ายิ่งเป็น โลกียชน ที่ยังเข้าไม่ถึงความเป็นพระ อริยเจ้า จักให้คิดไปในทางเดียวกันไม่ได้

          ๕. อย่าลืมพระตถาคตเจ้าทั้งหลายไม่เคยบังคับใคร ยกเว้นเมื่อสั่งสอนแล้วเวไนยสัตว์ทั้งหลายที่มีจิตอันเป็นกุศล ย่อมปฏิบัติเดินตามทางมาเป็นเส้นสายเดียวกัน คือ หนทางอริยมรรค อริยผล ๘ ประการ หรือย่อลงเหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเวไนยสัตว์เหล่านั้นเดินทางตรงมาในเส้นทางเดียวกันนี้ ความคิดความเห็นในเส้นทางของความเป็น โลกุตรชน จักมีอารมณ์คล้ายคลึงกัน คือ สวยงามด้วยศีลจารวัตรเสมอกัน ในแต่ระดับของพระโสดาบัน หรือพระสกิทาคามี มีความสวยงามในอธิจิตสิกขาเสมอกัน คล้ายคลึงกันในระดับพระอนาคามี มีความสวยงามในอธิปัญญาสิขาเสมอกัน คล้ายคลึงกันในระดับพระอรหันต์

          ๖. พระอริยบุคคล แม้จักไม่เสมอกันด้วยหลักวิชชาที่บรรลุต่างกัน คือ สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัตปัตโต แต่การตัดกิเลสได้เสมอกันในหลักสังโยชน์ ๑๐ ประการนี่เท่ากัน ต่างรู้สภาวะของการตัดกิเลสได้เป็นขั้น ๆ เท่ากัน จึงสนทนากันและมีปฏิปทาไม่ขัดแย้งกัน เพราะสวยงามไปในทางสายเดียวกัน จึงเหมือนกับที่พระตถาคตเจ้าทั้งหลายตรัสว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เหมือนเข็มที่มีด้ายร้อยดอกไม้หลายพันธุ์ ต่างกลิ่น ต่างสี มาไว้ในที่เดียวกัน จึงดูสวยงามฉันใดก็ฉันนั้น ไม่มีใครบังคับใคร

          ๗. แต่บุคคลผู้ตั้งใจเข้ามาปฏิบัติจริงศีล สมาธิ ปัญญา จักบังคับให้จิตน้อมไปในสายเดียวกัน จิตกับจิตแห่ง โลกุตรชน จึงตรงกันได้ สื่อสัมพันธ์กันได้ เพราะร้อยรัดกันไปเป็นเส้นสายเดียวกัน พระพุทธเจ้าไม่สูญ พระธรรมไม่สูญ พระอริยเจ้าไม่สูญ ร่างกายอยู่ ร่างกายตายไม่สำคัญ จิตถึงจิต สื่อสารทางธรรมถึงกันและกันได้ตลอดไป โดยอาศัยหลักการปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญานี้

          ๘. อวิชชาสูญเมื่อใด ใจเป็นทิพย์เมื่อนั้น กิเลสคือนิวรณ์ ๕ แม้จักระงับได้ชั่วคราว ปะทังคะวิมุติ จิตก็เป็นทิพย์ชั่วคราว อวิชชาสูญชั่วคราว จิตถึงจิตก็สื่อกันได้ พระธรรมเปิดกว้างเสมอ ถ้าหมั่นรักษาอารมณ์จิตให้ว่างจากกิเลสได้อยู่เสมอ เข้าใจนะ (ก็รับว่าเข้าใจ)

          ๙. ทรงตรัสว่า อย่าให้เข้าใจแล้วทำไม่ได้ตามที่สั่งสอนมา จงทำความเข้าใจด้วย และต้องทำให้ได้ด้วยตามที่สั่งสอนมา ทำให้จริงตามที่เข้าใจนั้น แล้วผลที่ได้ก็จักเป็นผลจริง ๆ

 

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

กลับหน้าหลัก



ไปเล่มที่
ไปเล่มที่